Khit ma dee
Community สำหรับ พนักงานบริษัท
ที่ "คิดมาดี" บ้าง ไม่ดีบ้าง🤣🫣
BY Splendid The Creative Expertise
For work 082,457-6345
18/08/2025
ตื่นตอนไหน ก็ได้งาน
รวม 7 เทคนิคการบริหารเวลา
เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงมักจะพูดเสมอว่า “ไม่มีเวลา” ทั้งที่จริงแล้วพวกเขาอาจจะไม่รู้จักวิธีที่จะบริหารเวลาก็ได้ ซึ่งในบริบทนี้ เราไม่ได้พูดถึงกลุ่มคนทำงานตัวเล็ก ๆ ที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อดูแลครอบครัว แต่เรากำลังหมายถึงกลุ่มผู้บริหารที่เป็นผู้นำองค์กร หากใครมองว่าพวกเขาทำงานจนไม่มีเวลาพัก นั่นมันก็สะท้อนถึงปัญหาในการจัดการเวลา มากกว่าจะเป็นการไม่มีเวลาจริง ๆ
ซึ่ง Victoria Repa CEO และ ผู้ก่อตั้งของ BetterMe ให้ความเห็นว่าองค์กรประกอบหนึ่งในสำคัญของการเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จไม่ฝช่แค่การบริหารคนให้เป็น แต่เป็นการบริหารเวลาที่สามารถทำผลงานให้ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้
ถ้าคุณลองมองผู้นำองค์กรระดับโลก คุณจะเห็นได้ว่าใน 1 วันของการทำงาน เขาสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้มากมาย นั่นไม่ใช่เพราะพวกเขาทุ่มเวลาไปการทำงานทั้งหมด แต่เป็นเพราะพวกเขาจัดสรรเวลาให้ทุกอย่างไม่กดดันและมีความยืดหยุ่นมากพอที่จะสามารถสร้างงานที่มีคุณภาพได้ต่างหาก
ต่อไปนี้คือเทคนิคการบริหารเวลาสำหรับผู้นำ หรือแม้แต่คนทำงานที่นำมาปรับใช้ได้ เพื่อให้งานทุกอย่างออกมามีประสิทธิภาพ ในระยะเวลาที่กำหนด และไม่กดดันตัวเองจนเกินไป เพราะสิ่งสำคัญของการทำงานคือสุขภาพที่ดี ไม่ใช่แค่งานที่ดีเพียงอย่างเดียว
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
--
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน
#ไปให้ถึง100ล้าน
อ้างอิง
- https://rb .gy/iu954k
12/08/2025
ไม่ใช่หัวหน้าที่ ‘รู้ลึก’ แต่เป็นหัวหน้า ‘รู้รอบ’ ก็สร้างพลังให้ทีมได้ รู้จัก 6 พลังของการเป็นหัวหน้า ที่มีทักษะแบบ Generalist
หัวหน้าหลายคนอาจกังวลว่าการไม่ได้เป็นหัวหน้าที่มีทักษะเชี่ยวชาญลงลึกแบบ Specialist แล้วจะบริหารหรือดูแลทีมได้ไม่ดีพอ แต่ในความจริงแล้วการมีทักษะ Generalist มีความจำเป็นและสร้างพลังต่อองค์กรกับทีมได้ไม่แพ้กัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่คนเป็น ‘หัวหน้า’ มีทักษะแบบ Generalist เป็นส่วนมาก
จากผลสำรวจของ Harvard Business Review พบว่า ในกลุ่มผู้บริหารระดับ C-Suite จำนวน 17,000 คน มีจำนวนมากถึง 90% ในกลุ่ม ที่เป็นหัวหน้าแบบ Generalist
มีบทความจาก Forbes โดยคุณ Heather V. MacArthur ที่พูดถึงทักษะของการเป็นหัวหน้าแบบ Generalist กล่าวว่า
“หัวหน้าแบบ Generalist มักจะสามารถเชื่อมโยงแนวคิดจากหลายด้านเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ไม่ใช่แค่พร้อมปรับตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลง แต่ยังสามารถผลักดันทั้งองค์กรและทีมให้ก้าวหน้ามากขึ้นอีกด้วย”
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งบทความจาก Big Think โดยคุณ Mansoor Soomro ผู้เขียนหนังสือ The Generalist Advantage ที่กล่าวว่า หัวหน้าแบบ Generalist จะสามารถเติบโตได้ดี เพราะเป็นคนที่เปิดกว้างรับอะไรใหม่ ๆ อยากลองอยากเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ
“รู้รอบด้าน แม้ไม่รู้ลึก” ก็เป็นข้อได้เปรียบสำหรับลีดเดอร์
การรู้รอบด้านไม่ใช่ข้อเสียสำหรับหัวหน้า ในทางกลับกันแล้วมีข้อได้เปรียบมากกว่าที่คิด คุณ Gareth Mandel ผู้บริหารระดับสูงที่เคยทำงานให้กับ eHarmony และ ParshipMeet ในระดับ C-suit ได้ชี้ว่า “การไม่ยึดติดกับอุตสาหกรรม, บริษัท หรือหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง ทำให้เขาเป็นหัวหน้าแบบยืดหยุ่น เข้าใจคนมากขึ้น สามารถรับมือกับปัญหาและการตัดสินใจเรื่องยุ่งยากหลายเรื่องพร้อมกันได้"
และในบทความของ Financial Poise จากคุณ David Spitulnik กล่าวว่า “คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ควรมีความเข้าใจในส่วนอื่น ๆ ขององค์กรที่ไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่งของตัวเอง เพราะแม้แต่บริษัทเล็ก ๆ ยังได้ประโยชน์จากการที่คนเรียนรู้และเข้าใจงานในหลายส่วนขององค์กร” นอกจากนี้หัวหน้าแบบ Generalist มักเปิดโอกาสให้ทีมเสมอ ในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งส่งผลให้ทีมพัฒนาได้มากยิ่งขึ้น
6 พลังของการเป็นหัวหน้าที่มีทักษะแบบ Generalist
1. เป็นชนวนจุดประกายความคิดใหม่ ๆ
เนื่องจากทักษะเฉพาะตัวของหัวหน้าแบบ Generalist ใจกว้างเปิดรับทุกสิ่ง และหาจุดตรงกลางได้เสมอ ทีมจึงสบายใจ กล้านำเสนอแผนไอเดียใหม่ ๆ โดยไม่กล้วจะถูกมองข้าม ซึ่งทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ เช่น ทีมอยากลองเปลี่ยนวิธีการโปรโมทจากการพิมพ์บทความเป็นการทำวิดีโอบนโซเชียลแทน ก็กล้าเสนอเต็มที่ เพราะยังไงหัวหน้าแบบ Generalist ก็จะไม่มองข้ามและส่งเสริมให้ทีมได้ทำอย่างแน่นอน
2. เป็นสะพานเชื่อมระหว่างการสื่อสาร
แม้จะผสมผสานความคิดได้ แต่หากการสื่อสารติดขัด ก็อาจทำให้ผลลัพธ์ของงานนั้นไม่ออกมาดีเท่าที่ควร ซึ่งหัวหน้าแบบ Generalist จะสื่อสารได้มากกว่าแค่ภาษาเดียว ดังนั้นการการสื่อสารได้หลากหลายภาษาจะช่วยเข้าใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาการคุยกันข้ามสายงาน เช่น หากทีมการตลาดและทีมกราฟิกสื่อสารกันไม่เข้าใจ หัวหน้าแบบ Generalist ก็จะเป็นตัวกลางคอยเชื่อมความต้องการของทั้งคู่ให้เข้าใจตรงกัน
3. เป็นสายตาที่มองการณ์ไกล
หากเป็นหัวหน้าแบบ Generalist ไม่ยากเลยที่จะมองได้ไกลกว่าคนอื่น ๆ เนื่องจากหัวหน้าจะมองเห็นภาพใหญ่และรู้ว่าสิ่งไหนที่คนอาจให้ความสนใจได้ในอนาคต เตรียมตัวให้พร้อม ลงมือทำมันได้ก่อน ทำให้สร้างความได้เปรียบได้การแข่งขันได้ เช่น หากอยากเพิ่มกลุ่มลูกค้าในวัย Gen Z ทางหัวหน้าแบบ Generalist อาจเริ่มศึกษาความสนใจของคนกลุ่มนี้ก่อน และปล่อยแคมเปญหรืองานต่าง ๆ มาเพื่อตอบโจทย์ได้ก่อนองค์กรอื่น
4. เป็นคนที่ปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์
หนึ่งในทักษะของหัวหน้าแบบ Generalist คือการปรับตัวได้เร็ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และยังคงดึงศักยภาพของตัวเองออกมาทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี บางครั้งอาจช่วยดึงศักยภาพให้ทีมพัฒนาอีกด้วย เช่น โดนย้ายมาดูแลโปรเจกต์ที่ไม่เคยทำมาก่อน ทางหัวหน้าแบบ Generalist ก็จะใช้เวลาในการศึกษาได้อย่างรวดเร็ว และเริ่มทำงานต่อได้ทันที หรืออาจเสนอไอเดียใหม่ ๆ ให้กับทีมสำหรับโปรเจกต์เพื่อเพิ่มความแปลกใหม่ให้แก่งานได้
5. เป็นตัวช่วยในการฝ่าวิกฤต
หากเจอวิกฤตหรือช่วงที่ลำบากอาจก่อให้เกิดความกังวล หัวหน้าแบบ Generalist จะช่วยให้มองทางออก เปลี่ยนจากความเสี่ยงเป็นโอกาสในการทดลอง จึงเป็นโอกาสให้กล้าลองในสิ่งที่องค์กรอื่นยังไม่กล้าทำ เช่น ถ้าลูกค้าอยากขอเปลี่ยนคอนเซปต์ของงานก่อนเดดไลน์ไม่กี่วัน ทางหัวหน้าแบบ Generalist ก็จะดึงสติให้ทีม ช่วยเปลี่ยนมุมมองเป็นเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ และหาทางออกในการทำงานครั้งนี้ได้อย่างใจเย็น
6. เป็นคนสร้างวัฒนธรรมในการเรียนรู้
ทีมมักมองหัวหน้าเป็นต้นแบบ ถ้าหัวหน้าชอบทดลองสิ่งใหม่ ๆ ก็จะส่งผลให้ทีมก้าวไปข้างหน้า และกล้าคิดกล้าทำมากขึ้น เมื่อมีใจที่เปิดกว้างต่อการเรียนรู้ ไม่จำกัดแค่หน้าที่ของใครของมัน ทุกคนจะเข้าใจภาพรวมของธุรกิจได้ดีขึ้น ตัดสินใจแม่นยำขึ้น เป็นทีมเวิร์คมากขึ้น เหมือนเติมกำลังใจต่อกัน เช่น ฝ่ายบัญชีอยากรู้ว่าฝ่ายฝ่ายคอนเทนต์วางแผนยังไง ก็สามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ ซึ่งทำให้งานมีประสิทธิภาพที่มากขึ้น และการตัดสินใจต่าง ๆ ก็ดีขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะเข้าใจในมุมมอของอีกฝ่าย
หัวหน้าแบบ Generalist ก็มีข้อดีและข้อได้เปรียบมากมาย
ในยุคที่ธุรกิจและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเป็นหัวหน้าแบบ Generalist ถือว่าเป็นพลังให้ทีมกับคนรอบข้างพร้อมยอมรับและตามมันได้ทัน ดังนั้นหากคุณไม่ใช่หัวหน้าที่ ‘รู้ลึก’ ก็ไม่เป็นไร เพราะพลังหัวหน้ายุคใหม่คือ “คนที่รู้ในเรื่องรอบด้าน”
✍️ เรียบเรียง: ธัญวรัตน์ ปกรณ์รัศมี
#หัวหน้า #รู้ลึก #รู้รอบ
17/02/2025
11/02/2025
🟧🟨🟩🟦🟪⬛️⬜️🟫🟥🧐
รู้จัก การใช้ #จิตวิทยาของสี ที่จะช่วยทำให้ Content Marketing ของคุณปังขึ้น และโน้มน้าวกลุ่มเป้าหมายให้มีความรู้สึกคล้อยตามได้
ในแต่ละ #สี มีจิตวิทยาที่สื่อความหมายออกมาได้แตกต่างกัน ซึ่งมนุษย์เราสามารถถูกกระตุ้นได้โดยสีต่าง ๆ จากบริบททางสังคม ดังนั้น การวางสีต่าง ๆ เข้าไปไว้ใน Content เป็นการใช้จิตวิทยาของสีในการโน้มน้าวกลุ่มเป้าหมายให้มีความรู้สึกตาม หรือสามารถชักจูงให้เกิดปฏิสัมพันธ์ต่าง ๆ ขึ้นมาได้ สร้างความรู้สึกดี ๆ กับ Content ได้อีกด้วย
🎨สี แต่ละสี สื่อความหมายถึงอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลย…
🖤 #สีดำ สื่อถึง อำนาจ, ความซับซ้อน, ความลึกลับ, ความตาย
🤍 #สีขาว สื่อถึง ความหวัง, ความเรียบง่าย, ความสะอาด, ความดี, ความบริสุทธิ์
❤️ #สีแดง สื่อถึง ความรัก, ความหลงใหล, ความโรแมนติก, อันตราย, พลังงาน
💛 #สีเหลือง สื่อถึง สติปัญญา, ความเป็นมิตร, ความอบอุ่น, ความระมัดระวัง, ความขลาดกลัว
💙 #สีน้ำเงิน สื่อถึง สันติภาพ, ความจริงใจ, ความมั่นใจ, ความซื่อสัตย์, ความสงบ
🩶 #สีเทา สื่อถึง อำนาจ, ความเป็นผู้ใหญ่, ความมั่นคง, เสถียรภาพ
💚 #สีเขียว สื่อถึง ชีวิต, การเติบโต, ธรรมชาติ, เงิน, ความสดชื่น
🧡 #สีส้ม สื่อถึง นวัตกรรม, ความคิดสร้างสรรค์, การคิดวิเคราะห์, ไอเดีย
💜 #สีม่วง สื่อถึง ความหรูหรา, สติปัญญา, ศักดิ์ศรี
นอกจากเรื่องจิตวิทยาของสีแล้ว ยังมีอีกหลายหลักจิตวิทยาที่นำมาใช้ในการทำ Content Markeitng ได้ดี มีหลักจิตวิทยาอะไรอีกบ้างนั้น ติดตามต่อได้ในบทความ ‘หลักการจิตวิทยา 8 ข้อที่จะช่วยให้ Content Marketing ของคุณนั้นปัง’ ดูลิงก์ในคอมเมนต์
#หลักจิตวิทยา #จิตวิทยาของสี
#จิตวิทยาการตลาด #ความหมายของสี
!
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok