BenNote

BenNote

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก BenNote, นักเขียน, Bangkok.

Photos from BenNote's post 06/11/2025

ไม่ได้ตั้งใจไป บังเอิญไปเจอ แต่ว่างานสนุกมากค่ะ สาย Gundam, Gunpla น่าจะฟินมาก นี่เบ็นก็โดนตกเพราะ Workshop ของงานนี้ไปแล้วนะคะ คือของเล่นที่ได้มันเจ๋งมาก ๆ เลยค่ะ ไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย (ซึ่งก็คือโดนยุทธวิธี Reciprocity ไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง เขาให้เล่นเแล้วอยากได้เพิ่ม 555)

งานชื่อนี้นะคะ Caravan Kit Workshop | BANDAI SPIRITS HOBBY EXHIBITION 2025 มีถึงวันที่ 9 พ.ย. ที่ Jewell Hall ชั้น 5 สยามพารากอนค่ะ (ก็คือไปงาน Standard Economic Forum ยังไงให้ได้ของเล่น 555)

เบ็นแปะตาราง workshop ไว้ให้ในภาพท้าย ๆ ด้วยค่ะ เผื่อใครอยากศึกษาก่อนไปเล่นกันนะคะ)

ป.ล. Model ที่นำมาจัดแสดงสวยมากและบางน้องก็น่ารักมากด้วยค่ะ ไปถ่ายรูปกับน้องกันดั้มก็สนุกแล้วแหละเบ็นว่า 🥰

03/11/2025

“ภายใต้ร่มเงาของท่าน
ฉันจึงสบายดี”
I write, therefore I am.
อ.เกด กฤตินี พงษ์ธนเลิศ เพิ่มทรัพย์ 💖💖
Nopadol’s Story Book Club
Season 5 EP 5 🥰
[ Part 1 of 2]

วันอาทิตย์แห่ง Nopadol’s Story Book Club เวียนมาอีกแล้วค่ะทุกคน ep. นี้เป็น ep. ที่ 5 ของ season นี้แล้ว แอบกระซิบว่าใครที่รออยากเข้าแกงค์จับตามองกันให้ดี ๆ เลยนะคะ เดือนหน้าอาจารย์จะเปิดให้ต่อสมาชิก ถ้ามีสมาชิกท่านไหนไม่ว่างมา season ถัดไป แปลว่าจะมีเก้าอี้เหลือให้เพื่อนใหม่ ๆ เข้ามาแจมค่ะ

**ถ้าที่นั่งเหลือและอาจารย์อนุญาต เบ็นจะมาบอกข่าวนะคะทุกคน (ปกติแค่อาจารย์บอกข่าวหน้าเพจอาจารย์เอง ที่ว่างก็หายแว้บไปหมดแล้วค่ะ หรือยังไงเพื่อน ๆ ลองไปติดตามเพจ Nopadol’s Story ไว้ก็ได้นะคะ น่าจะได้ข่าวเร็วกว่าเพจนี้แน่ ๆ 🥰)

กลับมาที่ EP นี้ค่ะ (ทำไมเราถึงถนัดออกอ่าวออกทะเลเบอร์นี้ 55) ep. นี้เป็น ep. ที่สุดแสนจะดีต่อใจ เบ็นรอคอย EP นี้มาก ๆ เพราะนักเขียนที่เราจะได้เจอมีถึง 2 ท่านด้วยกัน ท่านแรกคือ อ.เกด ที่เป็นเป็น FC มายาวนาน รักอาจารย์มาก ชอบตัวอาจารย์ ชอบเรื่องเล่า แง่คิดธุรกิจ และปรัชญาชีวิตจากญี่ปุ่นของอาจารย์

และชอบบรรยากาศที่มีอาจารย์อยู่มาก ๆ ด้วยค่ะ (มันปุ๊กปิ๊กนุ้บนิ้บบอกไม่ถูก มันแบบว่าฟีลญี่ปุ๊นนนน...ญี่ปุ่นค่ะ ใครเคยพบอาจารย์เกดน่าจะเข้าใจ ใครไม่เคย ลองหาโอกาสดูนะคะ 😊)

แล้ว อ.เกดก็ตั้งใจม๊ากมากค่ะ ทำ slide เตรียมมาคุยเรื่องแนวทางการเขียนกับพวกเราเป็นพิเศษด้วย (Ikigai โนะ) แล้วมาตั้งแต่ช้าวววว ... เดินเข้าห้องไป รู้สึกว่าวันนี้ห้องมันอุ่น ๆ ละมุน ๆ ดีจัง ... แค่มี อ.เกดอยู่ก็เหมือนมีสี pastel แต้มในห้องแล้วค่ะ 💖💖

นักเขียนอีกท่านคือคุณดุจดาว วัฒนปกรณ์ ที่เบ็นรู้จักจากพอดแคสต์ฮีลใจ “R U OK?” สารภาพว่าไม่ค่อยได้ฟังนะคะ แต่ทราบว่าเป็นนักบำบัด นักพูด นักเล่า และนักเขียนที่มอบแง่คิดกู้ใจให้ผู้คนเสมอ เบ็นเคยนั่งฟังคุณดุจดาวคุยในวงเสวนาบนเวทีใน Creative Talk เรื่อง Mindfulness คุณดาวเป็นมนุษย์ energy มาก ๆ ค่ะ ก็เลยรอที่จะพบกับคุณดาวในวง Book Club ของเราด้วย (ขอบคุณพี่กิจที่เป็นสะพานเชื่อมดาวนะคะ 🙏)

เบ็นโน้ต part นี้จะเป็นช่วงที่เราชาวคลับได้ฟังและได้คุยกับ อ.เกดค่ะ ช่วงคุณดุจดาวจะตามมาพรุ่งนี้นะคะทุกคน ต้องแยกเป็น 2 parts เพราะทั้ง 2 ช่วงมันดีมากจริง ๆ คิดว่าเล่าแล้วต้องยาวแน่นอน ... มหากาพย์มีจริง 555

อ่ะ ... เรามาเริ่มเข้าสู่จักรวาลจิ่ปุ่งกับ อ.เกดกันค่ะ

==============
อ.เกดเขียนนิยาย!!!
มันมายังไงนะ
==============
สำหรับใครที่ไม่เคยอ่านงาน อ.เกดมาก่อน อ.เกดเขียนหนังสือมาแล้ว 10 เล่มนะคะ ทุกเล่มเป็นหนังสือเคสธุรกิจค่ะ ในงานหนังสือเดือนตุลาที่ผ่านมา อ.เกด ออกหนังสือเล่มที่ 11 “ค้าขายด้วยใจสไตล์พ่อค้าโอซาก้า” เป็นนิยายอิงจากเรื่องจริง (ซึ่งก็เป็นเรื่องของการทำธุรกิจเช่นกันค่ะ)

🔵
คำถามแรกจากอาจารย์นภดลจึงเป็นเสียงในหัวของทุกคน... นิยายมันมายังไงซิ? 😚

มาอย่างนี้ค่ะ

1. อ.เกดเขียนเคสธุรกิจมาหลายเล่มแล้ว อยากหาเทคนิคการเขียนใหม่ ๆ บ้าง เลยมีแนวคิดที่จะเขียนเป็นนิยาย เพราะเรื่องที่อาจารย์อยากสื่อสารเป็นเรื่อง “ใจ” นิยายใช้ storytelling มากขึ้น น่าจะทำให้เรื่องที่เล่าง่ายขึ้น เข้าถึงคนได้กว้างขึ้น

2. ว่าแล้วก็เลยไปเรียนการเขียนกับพี่จุ้ย (ศุ บุญเลี้ยง) เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

3. Plot เรื่องนี้เกิดจากที่ อ.เกดได้เจอเพื่อนชื่อคุณเคนจิ นากามูระค่ะ ก็คุยกันว่าแต่ละคนกำลังทำอะไรอยู่ อ.เกดเล่าว่าตัวเองทำงานเรื่อง Rinen, Ikigai คุณเคนจิเลยเล่าเรื่องคุณพ่อให้ฟัง ว่าท่านมีอิคิไกสูงมาก ๆ (และริเน็นด้วย)

อ.เกดได้ฟังแล้วชอบมาก คุยกับคุณเคนจิอีกหลายรอบ จนในที่สุดก็บอกคุณเคนจิว่าขอคุยกับคุณพ่อได้ไหม (โหวววว...ตอนได้ฟังเป็นโอ้โหวในใจ ต้องมีความบ้าคลั่งประมาณนี้สินะ ถึงจะสำเร็จแบบนี้ได้ 💖💖)

4. ว่าแล้วก็ได้ Zoom คุยค่ะ ยิ่งคุยยิ่งเห็นความน่ารัก คือ คุณพ่อคุณเคนจิเป็นนักธุรกิจที่ทำธุรกิจที่มีความสุขมาก ๆ ค่ะ ลูกค้ารักและไว้ใจขนาดที่ไม่อยู่บ้าน (ไปเที่ยวยาวหลายวัน) ก็ฝากกุญแจให้ช่วยไปเปลี่ยนหลอดไฟ เปลี่ยนถ่านรีโมทแอร์ให้อ่ะค่ะ (เจ้าของร้านแบบใดที่เราจะวางใจให้เข้าไปจัดการของในบ้านให้เรา ตอนเราไม่อยู่ ... ต้องเป็นคุณเจ้าของที่เรารักและไว้วางใจมาก ๆ เลยเนอะ)

แล้วไม่ใช่แค่ของคุณพ่อนะคะ แต่ความสัมพันธ์...การเรียนรู้กันและกันของคู่พ่อลูกคู่นี้ก็น่ารักมาก ๆ ด้วย (อันนี้อ่านมาจากบทความที่ อ.เกดเคยแชร์ค่ะ)

5. อ.เกดฟังแล้วอยากเล่าจัง อ่ะ ... ขอเอามาเขียนน้า เลยกลายมาเป็นเล่มนี้ค่ะ

🔵
อ.นภดลแชร์ว่าตัวอาจารย์เอง ก่อนหน้านี้อ่าน how to และเคสธุรกิจเป็นหลัก อ่านเยอะมากด้วย ส่วนใหญ่คนจะพูดถึงตัวเลข performance, productivity ใด ๆ พอมาเจอเล่ม Rinen เฮ้ย!!! พูดอีกเรื่องเลย อาจารย์รู้สึกชอบมิตินี้มาก … เลยอยากทราบว่า อ.เกด เริ่มต้นการทำงานในสายนี้เรื่องนี้ยังไง

1. อ.เกดเรียนตรี โท เอก สายเศรษฐศาสตร์ที่ญี่ปุ่น ตลาด การขายใด ๆ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับปรัชญาญี่ปุ่นเลย

2. พอกลับมาทำงานที่จุฬาฯ ต้องพาผู้ประกอบการไปดูงาน แต่ อ.เกดไม่มี connection เลย ทำไงดีคะ? … อ.เกดไปหาหนังสือมาอ่านค่ะ จนเจอเล่มนึงชื่อ “บริษัทนี้ที่ฉันควรรัก” เป็นเรื่องราวของบริษัทญี่ปุ่นหลาย ๆ บริษัทที่อยู่มานาน … เป็นเล่มแรกที่อ่านแล้วร้องไห้ เพราะมันงดงาม 🥰

3. อ.เกดจึงทำเรื่องขอไปดูงาน 2 ที่จากในหนังสือเล่มนั้นค่ะ
- อินะฟู้ด เป็นบริษัทผงวุ้นที่อยู่มายาวนานถึง 48 ปี
- ชูโอแท็กซี่ ที่เป็นที่รักของชาวเมืองทั้งเมืองเลย

4. ปรากฏว่าตอนไปที่บริษัท เจ้าของไม่คุยเรื่องผลประกอบการ การทำธุรกิจเลยค่ะทุกคน คุยแต่เรื่องความสุขที่มีที่สร้าง เช่น ความสุขของชูโอแท็กซี่ที่ได้พาบ่าวสาวไปเที่ยวและมีประสบการณ์ดี ๆ ในเมืองที่เขารัก (เค้าไม่ได้แต่ขับรถจากจุดนึงไปจุดนึงนะทุกคน อันนี้อินเป็นพิเศษ เพราะเคยฟัง อ.เกดเล่าทั้งเคสมาก่อนแล้ว มันน่ารักมากเลย)

5. อ.เกดรู้สึกว่า “ดีจัง อยากให้ไทยเป็นแบบนี้ มีบริษัทแบบนี้บ้าง” จึงเขียนหนังสือออกมาชื่อ “ริเน็น ...สร้างธุรกิจ 100 ปี ด้วยหลักการคิดแบบญี่ปุ่น” เล่าเรื่องธุรกิจคิดดีมีสุขเหล่านี้ค่ะ

6. ออกหนังสือมาปั๊บคุณแม่บอกแนวคิดมันโลกสวยมากนะ จะใช้ได้จริงเร้อ แต่ปรากฏว่ามีคนชอบเรื่อง “หัวใจ” แบบนี้มาก ๆ ทีทราบเพราะมีคนเขียนมาหา มาแชร์กับ อ.เกดว่าชอบแนวคิดแบบนี้บ้างล่ะ จะนำไปทำบ้างล่ะ หรือแม้แต่เขาทำแบบนี้อยู่บ้างล่ะ อ.เกดเลยทราบว่าบ้านเราก็มีกิจการที่ดำเนินธุรกิจด้วยหัวใจแบบนี้เยอะเหมือนกัน แต่คนไม่ค่อยรู้ เพราะเราไม่ค่อยได้พูด

เราน่าจะมาพูดเรื่องนี้กันให้เยอะขึ้น ... เนอะ 😊

==============
คำถามจากชาวคลับ
==============

🔴[พี่โทนี่]
ญี่ปุ่นเหมือนมี 2 ภาพ มุมนึงที่เราสัมผัสได้ก็คือเขาน่ารัก แต่มันก็มีมุมที่ไปรุกรานคนอื่นในช่วงสงครามด้วย เขา switch ยังไง?

อ.เกดบอกว่าอันนี้เดานะคะ >> ผู้นำมีผลมาก ช่วงสงครามก็ต้องมีความชาตินิยม มี propaganda ว่านี่คือการทำเพื่อประเทศ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ธรรมชาติของคนญี่ปุ่นคือ “Wa” หรือ harmony… คิดถึงส่วนรวม เห็นอกเห็นใจกัน ใจดี ใส่ใจคนรอบข้าง เพราะประเทศมีภัยพิบัติบ่อย ทุกคนต้องช่วยเหลือกัน เพื่อผ่านเรื่องราวร้าย ๆ ไปให้ได้ด้วยกัน

ช่วงสงครามเป็นช่วงที่ suffer จนที่ญี่ปุ่นตัดประวัติศาสตร์ช่วงนี้ออก ไม่ให้เด็กเรียน

🔴[พี่โทนี่]
ไปเที่ยวเกาะ ซื้อของ 200 บาท (เสื้อยืด 2 ตัว) แต่คุณป้าเจ้าของร้านเดินตามมาส่งถึงรถ แล้วยืนส่ง ขอบคุณจนลับสายตา เขาขนาดนี้เลยจริง ๆ ใช่ไหม

ญี่ปุ่นมีคำว่า “en” ที่แปลว่าโชคชะตา ใช้ในวลี “go-en” ซึ่งพ้องเสียงกับ "โกะเอ็น" (5 เยน) ที่สัญลักษณ์ของความโชคดี มีความหมายว่า #แค่ได้พบกันก็เป็นพรหมลิขิต >> เขาไม่ได้คิดสั้นแค่ว่าเราซื้อของค่ะ เขาคิดยาวกว่านั้น เขาคิดว่าลูกค้าอุตส่าห์เดินทางจากประเทศเขามาเจอเรามันเป็นพรหมลิขิต มันคือโชคดีที่ได้มาพบกัน จึงต้องขอบคุณให้สุดสายตา

เรื่องนี้มันอยู่ใน DNA คนญี่ปุ่นเลยนะคะ เค้ารู้สึกแบบนั้น และเป็นธรรมชาติแบบนั้นจริง ๆ คนญี่ปุ่นเชื่อว่าการได้พบเจอใครสักคนเป็นเรื่องของโชคชะตาที่เชื่อมโยงกันค่ะ แค่เดินสวนกัน ชายกิโมโนกระทบกันก็เป็นพรหมลิขิตแล้ว

[การพบกันทุกครั้งจึงพิเศษ และไม่มีครั้งไหนที่เหมือนกันเลย เมื่อไม่มีครั้งไหนเหมือนกัน จึงต้องทำทุกการพบกันให้ดีที่สุดค่ะ]

พูดถึงเรื่องวัฒนธรรมการส่งจนสุดสายตา... อ.เกดบอกว่าเวลาจะลากันคนญี่ปุ่นต้องส่งกันจนเจ้าบ้านมองไม่เห็นแขกแล้วอ่ะค่ะ มันแสดงถึงความใส่ใจ ถ้าหันเร็ว = ตัดเยื่อใยนะทุกคน

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ยังเป็นแบบนี้ไหมนะ ... เป็นค่ะ อาจารย์เกดยกตัวอย่างเพื่อนคนญี่ปุ่นที่มาอยู่ไทย แชร์ให้ฟังว่ารู้สึกเศร้ามากช่วงแรก ๆ ที่มาค่ะ รู้สึกถูกทอดทิ้ง เพราะเพื่อนมาส่งขึ้น BTS บ๊ายบายกันปั๊บ ยังไม่ทันจะไปไหนเลย หันไปมอง เพื่อนไทยหายไปไหนแล้วไม่รู้ ... อ๋า (ถ้าเราเข้าใจ เราก็จะได้ใจง่ายขึ้นเนาะ)

[เพิ่มเติมเรื่องเหรียญ 5 เยนค่ะ]
Go-en เป็นเหรียญที่คนญี่ปุ่นนิยมใช้ในการทำบุญหรือขอพรที่ศาลเจ้า เพราะเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความโชคดีและความสัมพันธ์ที่ดี เหตุผลคือ
1. เหรียญ 5 เยนออกเสียงตรงกับคำว่า ご縁 ในอักษรคันจิ 縁 มีความหมายว่า การขอพรจากเทพเจ้า
2. เหรียญ 5 เยนมีรูตรงกลาง เชื่อกันว่าสิ่งไม่ดีจะลอดผ่านรูนี้ออกไป

🔴
พี่โทนี่เสริมว่านี่แหละ เราเลยรู้สึกว่าเขาใส่ใจมากจริง ๆ ไปที่ไหนก็ได้รับการดูแลหนักมาก ที่โรงแรมก็เช่นกัน

คนญี่ปุ่นใส่ใจมากจริง ๆ มีคำมากมายที่แสดงถึงความใส่ใจคนอื่น เอาแค่การทักทายสามัญประจำวันนี่แหละค่ะ ตอนไปอยู่ญี่ปุ่นใหม่ ๆ เซ็นเซสอน ด.ญ.กฤตินีเรื่องการตอบรับคำทักทาย

🤓 เวลามีคนทักว่า GENKI DESU KA (สบายดีไหม) เกดซังจะตอบว่ายังไง

👧 ก็ HAI, GENKI DESU (สบายดี) ค่ะ

🤓 แปลว่าเกดซังยังไม่เป็นคนญี่ปุ่น จิตวิญญาณยังไม่เป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริงนะ ถ้าเป็นคนญี่ปุ่น ต้องตอบว่า Okagesama De Genki Desu (ด้วยร่มเงาของท่าน ฉันจึงสบายดี)

ห๊ะ ... ใช่ค่ะฟังครั้งแรก อ.เกดก็ฉงน คนญี่ปุ่นเล่นใหญ่จัง มันยาวมากนะ ต้องเบอร์นี้เลยเหรอ แต่ปรากฏว่าเย็นนั้นเจอคุณยายข้างบ้าน คุณยายก็เล่นเบอร์นี้ค่ะ ทั้ง ๆ ที่เกดซังเพิ่งย้ายมา ไม่เคยทำอะไรให้คุณยายเลย

คุณยายบอกว่าทุกอย่างเชื่อมโยงกันนะ การที่ ดญ.กฤตินีมาอยูที่นี่ ทำให้คนอันธพาลมาอยู่ไม่ได้ คุณยายและละแวกบ้านนี้จึงปลอดภัย 😊

คนญี่ปุ่นใจละเอียดและสายใจยาวไกลมากจริง ๆ

🔴
ญี่ปุ่นมีนายกใหม่เป็นผู้หญิง อาจารย์เกดมีความเห็นอย่างไร

อ.เกดบอกว่าไม่มีความเห็น แต่ขออวดว่าคุณซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกฯ หญิงญี่ปุ่นคนแรกในประวัติศาสตร์ ท่านเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับ อ.เกดนะ 🥰 ท่านเป็นสายอรุรักษ์นิยม กล้าพูดกล้าแสดงออกมาแต่ไหนแต่ไร มีไอดอลคือสตรีเหล็ก Margaret Thatcher ท่านเป็นคนพูดตรง ๆ มีแนวคิดที่จะปกป้องประชาชนในด้านต่าง ๆ

การก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ ของคุณซานาเอะไม่ง่าย แพ้ไปหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เกือบจะแพ้อีก ถามว่าความเป็นผู้หญิงเกี่ยวไหม มีผลกับความน่าเชื่อถือ มีผลกระทบกับเศรษฐกิจหรือเปล่า จึงไม่ได้รับเลือก อ.เกดคิดว่าเรื่องนี้อาจมีผลไม่มากเท่าเรื่องการดีลกันที่ลงตัวหรือไม่ลงตัว (จริงทุกประเทศ 555 ในเลขห้ามีน้ำตาประชาชนตาดำ ๆ ซ่อนอยู่)


🔴 [พี่กิจ]
บทเรียนไหนของญี่ปุ่น ที่ไทยเราควรเอามาใช้มากที่สุด

อ.เกดตอบว่าถ้าเป็นกฤตินีเวอร์ชั่นเมื่อ 10 ปีก่อนจะตอบอีกแบบ จะบอกว่าควรเอาอะไรมาใช้โน่นนี่นั่น แต่เวอร์ชั่นวันนี้ขอตอบแบบนี้ค่ะ

1. ประเทศไทยมีอะไรดี ชูตรงนั้นดีกว่า อย่าเป็นคนอื่นเลย มันยาก แล้วพอทำไม่ได้ก็ท้อถอยด้วย (โหว ... ไม่ต้องสอนประเทศ สอนตัวเราเองด้วยนี่แหละ)

2. พูดถึงข้อดี … ญี่ปุ่นมีความละเอียด อดทน มีความเชื่อว่า “ยิ่งอดทนยิ่งโชกุนิน มีความcraftmanship” เขาทนเก่งมาก ฝึกหนักมาก ๆ ยาวนานได้ เราจึงได้ยินว่าลูกศิษย์ของเทพซูชิ คุณลุงจิโร่ ... ฝึกไป 10 ปีแล้วยังเพิ่งได้แค่ทอดไข่อยู่เลย ซูชิปีใดก๊อนนนน แต่นั่นคือความโชกุนินค่ะ แล้วเมื่อฝึกวิชาสำเร็จเค้าก็จะ “ลึกมาก” เทพมากหาใครเทียมได้ยากกันเลยทีเดียว

แต่ในข้อดีก็มีข้อเสียค่ะ พอคิดเยอะ ละเอียดมาก ก็จะมีความช้า แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่เก่ง (ไม่ได้เลยแหละบางที สำหรับบางคน)

3. ฝั่งไทยเราล่ะ เรามีความคิดสร้างสรรค์ แก้ปัญหาเฉพาะได้ดีมาก ๆ ในขณะที่คนญี่ปุ่นตกใจมากเวลาอะไรไม่เป็นไปตามระบบ ไทยเราชิลล์ คนญี่ปุ่นเสียบบัตรเข้ารถไฟฟ้าไม่ได้ นี่ไปต่อไม่ได้เลยนะคะ พี่ไทยเข้าไปได้ก็เดินไปหาพี่รปภ.

คนญี่ปุ่นเครียดกับฟุตบาทมาริโอ้ (เค้าเรียกฟุตบาทบ้านเราว่าฟุตบาทมาริโอ้ค่ะ ด่านเย๊อะ ไหนจะอุนจิน้อนหมา หลุมบ่อ เหยียบบางแผ่นมีน้ำกระฉูดออกมาอี๊ก 55) เค้าเครียด แต่เราสบ๊าย รับมือได้ ก็แค่แพร่ด แค่มีน้ำกระฉูดออกมา ไปกันต่อ มมปห. งี้

ข้อเสียของชาวเราคือเราขี้เบื่อ

4. ถ้าจะหยิบมาใช้ >> ถ้าเราเอา “ความตั้งใจทำ” ของเขามาใช้เพิ่มได้จะเวรี่กู้ดค่ะ อะไรยังไม่ได้ดั่งใจ อย่าเพิ่งเลิก ลองทำเพื่อคนอื่นบ้าง ทำ ๆ ไป เดี๋ยวก็อาจจะเจอเส้นทางเจ๋ง ๆ ที่รออยู่ข้างหน้า

🔴 [ลูกปัด] ทำไมต้อง Osaka

มันเป็นชื่อหนังสือที่เก๋ดี 😊 แล้วมันก็คือเรื่องจริง คุณพ่อเป็นคนโอซาก้าจริง ๆ ถามว่าเดี๋ยวนี้สไตล์พ่อค้าโอซาก้า โตเกียวจะต่างกันไหม ก็คงไม่ขนาดนั้นค่ะ แต่เมื่อก่อน (สมัยคุณพ่อคุณเคนจิ) มันมีคาแรคเตอร์อยู่นะคะ

Tokyo ราชการ
Osaka ใกล้ทะเล พ่อค้า

เวลาดีลกับเรื่องต่าง ๆ จะต่างกันค่ะ เช่น “ถ้าเราซื้อเสื้อ 30,000 เยน” >> คนโตเกียวจะชื่นชม เออ เนื้อผ้าดี ยูลงทุนกับตัวเองนะ >> ถ้าเป็นคนโอซาก้า ให้คิดถึงแม่เราเลยค่ะ 555 react จะเหมือนแม่เรา ซื้ออะไรมาเนี่ย แพง >> มีความโพล่ง ๆ คุณพ่อคุณเคนจิในเล่มก็จะประมาณนั้น แบบว่า sincere แพ้เสียงในหัวตลอดงี้ 🥰

🔴 แนวคิดญี่ปุ่นที่ อ.เกดชอบ

Shoshin (โชชิน) ... (อาจารย์เกดออกเสียงประมาณว่า “โช่ะ-ชิน”) >> แปลว่า “หัวใจดวงแรก” ค่ะ เวลาเราทำอะไรไปนาน ๆ บ่อย ๆ อาจจะเบื่อ อ.เกดสอนริเน็นมา 800 ครั้งแล้วก็จะมีความชิน มันจะเริ่มไม่มีใจค่ะ ทำไปเป็น routine

โช่ะชิน จะเป็นการเตือนตัวเองว่าไม่ว่าจะทำอะไรให้นึกว่าเป็นครั้งแรกที่ทำเสมอ อย่าลืมหัวใจดวงแรก เอามันมาใส่ในครั้งที่ 801 ด้วย

🔴 [ไนท์]
เคยอ่าน “วิธีใช้คำพูดเชือดนิ่ม ๆ สไตล์ผู้ดีเกียวโต” คนญี่ปุ่นพูดไม่ตรงกับใจเป็นปกติเลยไหม เราจะ deal ยังไงดี บางทีก็เครียดกับความต้องอ่านบรรยากาศ อ่านการกระทำ

มันเป็น level นะคะ คือสุดโต่งฝั่งนึงคือฝรั่ง ทางตะวันตกส่วนใหญ่พูดตรง ๆ คิดแบบไหนพูดแบบนั้น ทำแบบนั้นเลย ไทยดีกว่าฝรั่งนิดนึง (มีความอ้อม ๆ บาง มีลูกเกรงใจบ้าง) ส่วนคนญี่ปุ่นนี่อยู่สุดอีกฝั่งเลย คือปากไม่ตรงกับใจ เวลาคุยด้วยต้องอ่านบรรยากาศ (คุณเอ๋นิ้วกลมใช้คำว่า “อ่านอากาศ”) เราต้องพยายามเข้าใจเขามาก ๆ เป็นชาติที่ลึกซึ้ง

อ.เกดยกตัวอย่างตอนไปอยู่บ้าน Host ญี่ปุ่นกับเพื่อนบราซิล … วันแรกเพิ่งเจอกันโฮสต์บอกยินดรต้อนรับนะ ตามสบายเลย มีไอตืมในตู้เย็น หยิบกินได้ตามสบายเลย ไทยเราก็จะเหนียม ๆ รักษาท่าที ไม่เป็นไรค่ะ ต้องขยั้นขยอหน่อยครั้งที่ 2-3 อาจจะไปหยิบ ในขณะที่เพื่อนบราซิล โน่นไปตั้งแต่จบประโยคแรก และหยิบแท่งที่แพงสุดมากินเลย ... มันเป็นความต่างทางวัฒนธรรม

สำรับคำถามที่ว่าจะจัดการยังไงดี ต้องอ่านอากาศตลอดเวลาก็เครียด อ.เกดบอกว่าถ้าในการใช้ชีวิตก็ช่างเถอะ ไม่ต้องอ่านบ้างก็ได้ เราเป็นเรานี่แหละ บางทีเขาก็ชอบความสบาย ๆ ไม่คิดเยอะ ของเราแหละ

แต่ถ้าในทางธุรกิจ ต้องเจรจาต้าอ้วยกัน อ.เกดแนะนำให้ปรับการคุยเป็นภาษาอังกฤษไปเลยค่ะ เค้าจะตรงขึ้นเพราะต้องคิดต้องแปล มันหลายชั้น อ้อมไม่ทัน (ภาษาญี่ปุ่นจะมีความอ้อม ความhumble สูงค่ะ)

🔴 [พี่กิจ]
ในอดีตญี่ปุ่นเป็นผู้นำในหลาย ๆ ด้าน เดี๋ยวนี้เหมือนเขาช้าลง เราแทบไม่เห็น innovation product ของญี่ปุ่นแล้ว (เราไม่เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นเป็น choice แรก ๆ แล้ว) อาจารย์เกดคิดว่าตอนนี้ญี่ปุ่นเป็นอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไร

ต้องยอมรับว่าญี่ปุ่นไม่ยิ่งใหญ่เท่าแต่ก่อน ไม่โตเร็วเท่าที่ผ่าน ๆ มา แต่เขามี know how ที่สั่งสมอยู่ ให้ปรับ ให้ pivot ไปต่อในอนาคตได้

ที่เราไม่เห็นเพราะเดี๋ยวนี้เขาอยู่ในที่ ๆ เราไม่เห็น มันเป็นเรื่องของ High Technology มาก ๆ ไม่ใช่ consumer level อีกต่อไปแล้ว ญี่ปุ่นใช้ know-how เดิม ปรับไปอยู่ใน industry ใหม่ เปลี่ยนทิศทางธุรกิจใหม่ เช่น Fuji ไม่ได้อยู่ในธุรกิจ film แต่ใช้ know-how ด้านรังสีไปทำธุรกิจ X-ray แทนเป็นต้น

คนที่น่าเป็นห่วงคือไทยเราเองนี่แหละ เพราะธุรกิจเราส่วนใหญ่เป็น trading เราไม่มี know-how จึงน่าเป็นห่วงกว่าในอนาคต

🔴 [พี่เล็ก]
target group นิยาย อ.เกดเป็นใคร

หนังสือหกเล่มหลัง เวลาเขียน อ.เกด จะมีหน้าชัดเลยว่าเล่มนี้เขียนให้ใครอ่าน

เล่มนี้ (ค้าขายด้วยใจสไตล์พ่อคาโอซาก้า) มีสองกลุ่มเป้าหมาย
- นักธุรกิจที่เครียดกับงานตัวเองอยู่ (นี่อาจเป็นทางออกใหม่ ๆ)
- และ gen Z ที่ไม่ชอบอ่าน how to (คนยุคใหม่มักเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ชอบให้ใครมาสอน อาจารย์จึงแทรกข้อคิดไปเนียน ๆ ในเรื่องราวที่เขียนให้อ่านสนุก)

เมื่อ target ชัดว่าเป็น gen Z อาจารย์ก็จะทำให้มันกระชับ สั้น อ่านง่าย มีข้อคิดแทรกในทุกบท

ถึงจะเป็นนิยาย อ.เกดก็ไม่ได้แต่งเยอะนะคะ เพราะ อ.เกดเอามาจากเรื่องจริง แต่เมื่อเป็นนิยายก็ต้องมี dramatize นิดหน่อย (เช่นที่จริงเวลาพ่อจะทำอะไร คุณเค็นจิก็ช่วยน่ารักแหละ แต่ถ้าเรื่องเรียบ ๆ แบบนี้ก็ไม่สนุก ไม่ชวนติดตาม คุณเค็นจิในเล่มกเลยจะมีความตัวร้ายเพิ่มนิดนึง ไม่เห็นด้วย โมโห ทะเลาะกัน แล้วค่อยเรียนรู้พัฒนาไปตาม timeline แบบนี้เป็นต้น)

แก่นธุรกิจที่ อ.เกดใส่ไว้ใช้ได้กับทุกประเทศ >> การหาว่าคุณค่าของธุรกิจเราคือะไร แตกไปทางไหนได้บ้าง etc.

🔴 [พี่ก้อย]
มีข่าว overtourism มีความเดือดร้อนที่นักท่องเที่ยวพามา จริง ๆ แล้วตอนนี้คนญี่ปุ่นเกลียดนักท่องเที่ยวไหม

1. เกียวโต overtourism จริง คนในเมืองเดือดร้อนมาก รัฐบาลท้องถิ่นจึงมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว

>> นโยบายระยะสั้น เช่น จัดทำบัสสายพิเศษที่จอดเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้คนท้องถิ่นได้รถประจำทางของตัวองกลับมา หรือการ promote วัดอื่นให้นักท่องเที่ยวกระจายตัวออกไป

>> นโยบายระยะยาว ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่มี literacy มากขึ้น ไม่เน้นปริมาณ เน้นคุณภาพ ให้นักท่องเที่ยวที่มาเป็นคนที่สนใจศิลปะวัฒนธรรมจริง อยู่ในเมืองนานขึ้น ซึบซับเกียวโตที่แท้ (ซึ่งแปลว่าจะ spend มากขึ้นนั่นเอง)

2. ภาพรวมระดับประเทศ การท่องเที่ยวมีข้อมูลว่าเมืองที่นักท่องเที่ยวไปหลัก ๆ มี 3 เมืองเท่านั้นคือ โตเกียว โอซาก้า เกียวโต >> นโยบายแก้ไขคือจะกระจายนักท่องเที่ยวให้ไม่กระจุกตัวอยู่ใน 3 เมืองนี้ โดย...
(1) PR เมืองรอง
(2) เอาเงินสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่นพัฒนาท้องถิ่น พัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่ิอกระจายนักท่องเที่ยวไปอื่น ๆ ได้จริง ๆ

3. จาก Data พบว่ารายได้ส่วนใหญ่ของการท่องเที่ยว แม้จริงแล้วมาจากคนญี่ปุ่นเอง แปลว่าคนญี่ปุ่น spend มากกว่า ดังนั้นนโยบายลึก ๆ ที่แท้จริงคือการเน้นให้คนญี่ปุ่นเที่ยวในประเทศมากขึ้น 😊

4. #ข้อดีคือเค้ามีข้อมูล เราไม่มี (อย่างเป็นระบบเท่าเขา)

🔴 [ไมเคิล]
นักเขียนญี่ปุ่นที่ อ.เกดแนะนำ

ก่อนแนะนำ อ.เกดถามไม่เคิลก่อนว่าชอบอ่านเรื่องสไตล์ไหน >> ปาฏิหารย์ร้านชำคุณนามิยะ (ฮิงาชิโนะ เคโงะ) อ.เกดบอกเรื่องนี้ดีจริง คนเขียนเรื่องลึกลับ ฆาตกรรมสืบสวนมาเขียนเรื่องที่ให้แง่คิดดี ๆ ได้น่าสนใจมาก ๆ

ถ้าชอบแนวนี้ อ.เกดแนะนำ Why Cafe’ และแท็กซี่ส่งความสุข แล้วถ้าจะให้แนะนำเล่มอื่น ๆ ของฮิงาชิโนะ เคโงะ อ.เกดแนะนำ “ผู้พิทักษ์ต้นการบูร” ซึ่งมี 2 เล่ม แต่ให้อ่านเล่ม 2 เล่มเดียวก็ได้ (เล่ม 2 สนุกกว่า มันไม่ต้องอ่านต่อกัน 😊)

🔴 [โจ]
มีของ “มูราคามิ” แนะนำไหม (ฮารูกิ มูราคามิ)

สไตล์การเขียนของมูราคามิค่อนข้างจะหม่น ไม่ใช่สไตล์ที่ อ.เกดอ่าน มีเล่มเดียวที่ อ.เกดอ่านจบคือ "What I Talk About When I Talk about Running" (เกร็ดความคิดบนก้าววิ่ง) ซึ่งเป็นเล่มที่ไม่ยาก ไม่หม่น ลองหาอ่านได้ค่ะ

🔴 [เจฟฟรีย์]
อ.เกด เริ่มเขียนเล่มแรกอย่างไร

… อ่ะ มาเข้าเรื่องราวที่ อ.เกดเตรียมมาคุยกับเราวันนี้กัน 555 เวลาผ่านไปเร็วมากเลย ถาม ๆ คุย ๆ แป๊บเดียวผ่านไปเกือบชั่วโมงแน่ะค่ะ

💖💖

==============
I write, therefore I am.
==============

1.
จุดเริ่มต้น >> บางทีเราไม่รู้ว่าเรามีพรสวรรค์ อ.เกดก็ไม่ได้อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่ต้น >> คิดว่าการพัฒนาทักษะนี้เริ่มตั้งแต่ตอนที่ อ.เกด เตรียมตัวสอบทุนคิง อาจารย์ที่ปรึกษาให้เขียน essay ทุกอาทิตย์ ได้เรียนรู้วิธีเขียนที่ดี ได้ลองเขียนหลาย ๆ แนว >> จนกลายเป็นความถนัดที่ อ.เกดไม่เคยสนใจ แต่มันฝังอยู่ในเนื้อในตัว

(อ.เกด สอบติดทุกคิงนะคะ แต่ไม่ได้ไปสัมภาษณ์ เพราะได้ทุนญี่ปุ่นก่อน)

2.
พอไปอยู่ญี่ปุ่น กิจกรรมยามว่างไม่ใช่การไปเที่ยว ไปหาประสบการณ์ใด ๆ แต่เป็นเข้าร่วม “ประกวดสุนทรพจน์” อ.เกดส่งตัวเองประกวดรัว ๆ >> ซึ่งมันดีทุกคน เพราะมันเป็นการฝึก 2 ทักษะพร้อม ๆ กันเลย ทั้งเขียนและพูด

ถามว่าตอนนั้นสนใจพัฒนาทักษะอะไรไหม ก็ตอบเลยว่าไม่ ตอนนั้นคือล่ารางวัล 555 ได้มาอย่างเยอะด้วยไมใช่แค่ตำแหน่งนะครัช เงินเอย กล้องถ่ายรูป ทริบเที่ยวฟรีใด ๆ

3.
ปี 2011 แผ่นดินไหว อ.เกดหนี earthquake กลับบ้าน ก็มาเขียนนั่นนี่เกี่ยวกับชีวิตในญี่ปุ่นลงเพจตัวเองไปเรื่อย (นั่นคือตอน 24 ขวบค่ะ) จนมีคนมาชวนไปเขียนให้ เว็บไซต์ Marumura

4.
จากนั้นสำนักพิมพ์มติชนขอไปรวมเล่ม กลายเป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตค่ะ “Japan Gossip” ซึ่ง ขายใช้ได้เลย (พิมพ์ 4,000 เล่ม)

5.
ได้ใจ ๆ ทั้งสนพ. และอ.เกด ฮึกเหิมออกเล่มที่สองซึ่งประสบความสำเร็จสุด ๆ “สุโก้ย marketing” พิมพ์ไป 10,000 เล่ม และ sold-out ตอนนี้หาซื้อไม่ได้แล้วนะทุกคน

6.
เล่มที่ 2 นี้ทำให้อาจารย์เกดรู้สึกว่าหนังสือของ อ.เกดมี impact กับคนอ่าน เพราะมีคนเขียนมาหา มาบอกว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้เจอสิ่งที่รัก อ่านแล้วไปเปิดคาเฟ่ :)

7.
ขายได้ ... ตีเหล็กต้องตัตอนร้อน สนพ.กับ อ.เกด ออกเล่มที่ 3 “กระซิบรักฉบับญี่ปุ่น” คือเม้าทฺแฟนเก่างี้ ปรากฏขายไม่ออก

Why?

มองย้อนกลับไป … เป็นเพราะ อ.เกดไม่ได้คิดว่าตัวเองอยากเขียนอะไร อยากให้อะไรกับคนอ่าน คิดแต่ว่าอยากขาย ก็เลยดูแค่ว่าคนน่าจะชอบอะไร ความรัก + หนุ่มแจแปน ผลคือมันไม่สื่อสารค่ะ มันไม่คุยกะคน พิมพ์ไม่เท่าไหร่ ยังขายไม่หมดจนบัดนี้เลย

8.
เมื่อล้ม จึงได้ทบทวนตัวเอง อ.เกดพบว่า “เราดูถูกหนังสือ” ... เขียน ๆ ไปให้มีขาย >> เอ๊ะ!!! แล้วจริง ๆ แล้วพลังของตัวเราคืออะไร >> อะไรที่มี impact กับสังคม เราอยากบอกอะไร…ใครกันแน่นะ

9.
ช่วงนั้น อ.เกดได้คุยกับนักศึกษาเยอะ ถามนักศึกษาว่าเป้าหมายคืออะไร ปรากฏนักศึกษาจำนวนไม่นิ่ยเลยที่บอกว่าอยาก retire อายุ 30 (ห๊ะ!) นั่นคือที่มาของเล่มต่อมาค่ะ “Slow Success” ออกมาเพื่อบอกลูกศิษย์ว่า “ช้า ๆ ก็ได้ ไม่ต้องสำเร็จ 30 ก็ได”

พอตั้งใจส่ง message … ก็มีคนเขียนมาขอบคุณ อ.เกดเต็มเลย เขียนยาวกว่าเดิมมาก ๆ ด้วย 😊

10.
อ.เกดค้นพบแล้วว่า “เราสร้างแรงบันดาลใจ” 🥰

เล่มที่ 5 “อย่ายอมให้ใครเหยียบฝัน” จึงเป็นเรื่องราวของ “แรงบันดาลใจ” … อยากให้เห็น role model หลาย ๆ แบบ ร้านซักผ้า คุมะมง (เล่มนี้มีครูเขียนมาบอกขอบคุณ เล่มนี้ทำให้ครูมีเรื่องเล่า ให้นักเรียนฟัง ... คุณครูลักขณา)

11.
อ.เกด อินเรื่ิองของการศึกษา >> “หัวใจเซ็นเซ” พูดเรื่องจิจวิญญาณความเป็นครู ความปรารถนาให้ศิษย์ดี ปรากฏว่ามีผู้บริหารระดัยสูงมาแชร์ว่าเอาไปให้ทีมผู้บริหารอ่าน เพราะอยากให้นายมีจิตวิญญานความเป็นครูผู้ให้ผู้พัฒนาคนให้ดีขึ้นกับลูกน้อง ... หนังสือเล่มนึงมันกว้างกว่าที่คิดเนอะ :😊:

12.
เล่มถัดมาคือ Rinen อ.เกดเขียนตอนอายุ 27 ปี เห็นแนวทางชัดแล้ว ว่าสนใจเรื่อง “ธุรกิจที่ดี” การสร้างธุรกิจที่ดี

#เรายิ่งชัดคนอ่านยิ่งชัด 💖💖

อ.เกดรู้สึกว่า...
“ดีจังที่ทำให้คนพูดเรื่องนี้มากขึ้น”
“ดีจังที่ทำให้คนมั่นใจมากขึ้น”
“ดีจังที่ทำให้คนรู้ว่าไม่ได้บ้าทำดีอยู่คนเดียว”

และมีกำลังใจมุ่งมั่นทำดีต่อไป เพราะมีเพื่อนร่วมทางอีกมากมายที่ใช้ของที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า ทำเกินเพื่อคนในชุมชน ... ใช้ของที่เป็นมิตรกับโลกเท่านั้น

13.
สองเล่มต่อมาคือ Makoto Marketing และ Omotenashi ทั้งสองเล่มสอนเรื่องใจ อ.เกดบอกว่า “Makoto Marketing” คือเล่มที่เป็นจุดสูงสุดของชีวิตนักเขียนแล้ว คือมันสุดแล้วทุกทาง เนื้อหา วิธีการ เทคนิค รูปเล่ม ลูกเล่น นั่นทำให้ อ.เกดไม่เขียนหนังสือไปเลย 3 ปี

14. จนเล่มนี้ …
#วัตถุดิบที่ดีเท่ากับงานเขียนที่ดี

15.
#วิธีเขียนบทความเคสธุรกิจ
1) ดูข่าว explore ไปเรื่อย ๆ เจอเรื่องดี ๆ ปั๊บ เก็บข้อมูลเพิ่มของบริษัทนี้ (เรื่องนี้) เยอะ ๆ

2) Highlight ข้อมูล เอา highlight มาต่อกัน ได้ประมาณ 30-50 หน้า
3) ดูว่ามีอะไรเด่น ESG, การลด cost, การกลับไปบ้านเกิด (เคส สนพ. คอลัมน์ Makoto Marketing)

4) เลือกตัดทิ้ง

5) กลายเป็นโครง ว่าเราจะเล่าอะไรบ้าง

6) เขียน … บทนำสำคัญนะ ต้อง hook แต่ไม่ spoil

7) Research 5 ชั่วโมง เขียน 4 หน้า 1 ชั่วโมง

-----------------------
พักเบรคด้วยคำถาม
จากนักอ่านชาวคลับ
-----------------------
🔴 [โจ]
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหาข้อมูลพอแล้ว

อ.เกดทำวิจัยเยอะ จึงอยู่ในกระแสเลือดแล้วว่าหาประมาณไหนจะพอ แต่ก็มีคำแนะนำเบื้องต้นให้ว่า
- หาให้พอเห็นทางว่าเราจะเล่าอะไร
- พอหาไปเรื่อย ๆ มันจะปิ๊งแว้บว่า เฮ้ย อยากเล่าเรื่องนี้ ประเด็นนี้
- ถ้าทำไป 3 ชั่วโมงแล้วข้อมูลไม่น่าสนใจ ตัดใจตัดทิ้งเรื่องนั้นเหอะนะ ไปหาเรื่องอื่นเล่าดีกว่า

🔴 หาเรื่องจากไหน
ทุกที่ … บางทีได้ฟังข่าวสั้น ๆ 2 นาทีระหว่างวิ่งที่ fitness ตอนเช้าก็เจอเรื่องดี ๆ ได้ เช่น อ.เกดได้ฟังว่า “เมืองนารา กำลังเปลี่ยน “คุก” เก่าแก่อายุร้อยกว่าปีให้เป็นโรงแรมหรู” (ชอบมากที่ตอนเล่า อ.เกดเน้นเสียงที่คำว่า “คุก” ด้วย ... เหมือนขีดเส้นใต้ให้เรา “รู้สึก” ว่าตรงนี้แหละที่ อ. สะดุด ... เริ่ดอ่า)

ที่สำคัญคือเราต้องหาเรื่องที่คนไทย (creator ไทย สำนักข่าวไทย) ยังไม่เล่น เราจะได้น่าสนใจ แตกต่าง 😊

material ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง อ.เกดได้เปรียบที่รู้ภาษาญี่ปุ่น มันเป็นแหล่งข้อมูลที่น้อยคนในไทยจะเข้าถึง (เทียบกับภาษาอื่น ๆ นะคะ) อ.เกด ดู TV ญี่ปุ่น อ่านข่าวจากสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นทุกวัน

-------------------
19.
อ่ะ ... ไปกันต่อ หยุดถามแพ้บ 555

#เขียนนิยายยังไง

เขียนเคสเป็นบทความอ่ะเชี่ยวละล่ะ แต่พอเป็นนิยายทำไงดี มันไม่ได้จบเป็นบท ๆ แบบบทความอ่ะ … จะเขียนยังไงดี ... ลองค่ะ ไม่มีใครตอบได้ เราต้องลอง

1. อ.เกดลองแบบแรกก่อน >> เขียนแบบแต่ละบทสอนใจ แต่วาง plot แล้วไม่หนุก ... อ่ะเปลี่ยน

2. ลองเขียนไล่ตาม timeline >> แบบนี้เริ่ดค่ะ อ่านง่าย เห็นพัฒนาการของตัวละครด้วย

3. เคล็ดลับคือ อ.เกด เขียนโครงสร้างไว้เตือนตัวเองด้วยค่ะ ว่าแต่ละบทจะให้แง่คิดอะไร หนึ่งบทหนึ่งแง่คิด เพราะเล่าเยอะคนก็จำไม่ได้ว่า สรุปเราจะพูดอะไร เอาเรื่องเดียวพอ (โครงสร้างนี้ อ.เกด เขียนเป็นลายมือบนกระดาษเลยนะคะ เข้าใจว่าจะได้เห็นเป็น visual ตลอดเวลาค่ะ)

4. อ.เกดคิดเสมอว่าคู่แข่งของนิยาย อ.เกดคือมือถือ … ปัญหาตคือเราจะดึงให้คนอยู่กับเรายังไง
- ต้องมีฮุคทุกบท
- ท้ายบทต้องมีช่างเชื่อมตัวโยนให้อยากอ่านบทถัดไป
- แต่ใด ๆ ก็คือต้องทำเป็นบทสั้น ๆ ให้อ่านจบในตัวได้ ถ้าเขาจะหยุดหรือเบรคแป๊บนึง ก็ทำได้ง่าย ๆ 😊

-------------------------
กลับมาที่คำถาม
จากประชาชนชาวคลับ
-------------------------
🔴 ศาสตร์ญี่ปุ่นมีสอนใน ม.ไหม
>> ไม่มี มันเป็นวิถีคิด วิธีชีวิต มันยากที่จะสอน

🔴 [พี่เอ๋]
มีอะไรอยากบอกพ่อ-แม่และเด็ก ๆ บ้าง

#จงให้อิสระ

อ.เกดนำวิธีคิดนี้มาจาก “คุณพ่อคุณแม่โตได” ซึ่งก็คือคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกให้สามารถสอบเข้า ม.โตไดได้ (ม.โตไดเป็นมหาวิทยาลัยหัวแถวของญี่ปุ่น สอบเข้ายากมาก)

พ่อแม่โตได้จะไม่บังคับให้ลูกเรียน ไม่บังคับให้ลูกอ่าน แต่ทำให้เห็นและให้อิสระลูก >> เช่นลูกชอบเรื่องมด อยากเลี้ยงมด ก็จะไม่ against ชวนคุยไปเลย คุยเรื่องที่เขาสนใจ พาไปห้องสมุด ค้นคว้าเอง … นี่คือการปลูกทักษะและฝังความชอบการเรียนรู้ให้กับลูก

“การเรียนรู้สนุกจังเลย”

เด็กจะมีชีวิตชีวามาก และอยากเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ มาก ๆ

ตัว อ.เกด เองก็ไม่ชอบคำนวนฟิสิกส์ คำนวนรอกไปทำไมนะ 555 ไม่อยากเรียนสายวิทย์ ไม่อยากเรียนหมอ โชคดีที่พ่อแม่ไม่บังคับ ให้ อ.เกดค้นหาตัวเอง

🔴 [พี่กัง]
อ.เกดสนุกกับการเขียนเล่มไหนเป็นพิเศษ
- หัวใจเซ็นเซ เพราะมันเป็นชีวิตตัวเอง (เล่มอื่นเป็นเคสคนอื่น ธุรกิจคนอื่น) เรื่องนี้จึงเขียน flow มาก 2 weeks จบ

- Rinen + Makoto ยาก แต่ดี มี message ที่เรามั่นใจว่าดีจริง ๆ ใช้ความกล้ามาก ๆ เพราะมันไม่มีใครเขียนเรื่องแบบนี้ และคิดว่าจะมีคนอ่านน้อยแน่ ๆ

🔴 [เค]
ทำไง อ.เกดถึงเขียนได้แบบนี้ เป็นคนแบบนี้ .. ใจดี มีตรรกะ อยากเป็นแบบนี้ทำไงได้บ้าง

เรื่องการเขียน อ.เกดบอกว่าโชคดีที่เจอวิธีเขียนที่เป็นตัวเอง และโชคดีที่มีคนชอบ วิธีการคือหาข้อมูลเพื่อ build ตัวเอง จน “เฮ้ยย มันต้องเล่าละล่ะ” 🥰

เรื่องคุณลักษณะ ที่จริงเป็นคน logic ไม่ดี เรียก reasoning ก็ตก แต่อ.เกดเขียนเยอะ เยอะจนเห็น structure ว่าการเขียนเคสมันคือต้อง ...
(1) เปิดให้ดี
(2) ประเด็นชัด 1,2,3
(3) ปิดด้วย result / performance

พอทำตาม pattern นี้ก็เลยเหมือนเป็นคนมี logic

ดังนั้นหา pattern ของตัวเองน้า 😊

🔴 [พี่ก้อย]
ขอบคุณที่ อ.เกด เ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ บุคคลสาธารณะ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บุคคลสาธารณะ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

ทีมทำอาหาร

เสื้อผ้า

ที่อยู่

Bangkok