The Red Line
Safety Roads, Take Me Home.
31/07/2025
ปักหมุด “ซาแธมป์ตันเมืองไทย” ต้นแบบลดตายอุบัติเหตุทางถนน ดัน อ.แม่จัน หลุดอำเภอเสี่ยงสูง ตำรวจลุยปราบแว้นซิ่ง - เปิด Open Chat แจ้งเหตุด่วน 24 ชม.
ในการลงพื้นที่สรุปบทเรียน โครงการลดอุบัติเหตุจากการใช้รถจักรยานยนต์เพื่อมุ่งสู่อำเภอขับขี่ปลอดภัย ณ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย
‘นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร’ ผู้จัดการแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการอำเภอเสี่ยงสูง เปิดเผยว่า ทั่วทั้งประเทศไทยมีอำเภอเสี่ยงสูงประมาณ 222 แห่ง ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมากกว่า 60% เกิดขึ้นในพื้นที่เหล่านี้ ดังนั้น หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่าย สามารถลดการตายในอำเภอเสี่ยงสูงลงได้ ก็จะช่วยลดอัตราตายในภาพรวมของประเทศให้น้อยลง และขยับเข้าใกล้เป้าหมายลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน เหลือ 12 ต่อแสนประชากร ในปี 2570
นพ.อนุชา กล่าวว่า จากการเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ เมืองเซาแธมป์ตัน ประเทศอังกฤษ เมืองที่มีประชากร 260,111 คน (จำนวนประชากรเท่าๆ กับจังหวัดนครนายก และจังหวัดพังงา) ซึ่งประสบความสำเร็จในการลดจำนวนผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางถนนเหลือเพียง 2 คน ในปี 2567 ได้แสดงให้เห็นว่าการนำแนวคิด Safe System มาเป็นกรอบดำเนินงาน สามารถลดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนน ได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
“เมืองซาแธมป์ตัน ไปสู่การดำเนินงานภายใต้ Vision Zero หรือเป้าหมายการตายเป็นศูนย์แล้ว สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทั้งระบบ ซึ่งในส่วนของอำเภอแม่จัน นับเป็น 1 ใน 10 อำเภอเสี่ยงสูง ที่สามารถลดการตายลงได้ถึง 11 ชีวิต จาก 25 ราย ในปี 2566 เหลือ 14 ราย ในปี 2567 นับว่าไม่ธรรมดา แต่หากมีการเพิ่มแนวคิด Safe System ในการดำเนินงาน เชื่อว่าเซฟชีวิตได้มากขึ้น” นพ.อนุชา กล่าว
ด้าน ‘นายวุฒิชฑฌ์ แก้วใส’ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง อ.แม่จัน จ.เชียงราย กล่าวว่า สภาพทั่วไปของอำเภอแม่จัน ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 30 กม. เป็นอำเภอชายแดน มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และเป็นเส้นทางเชื่อมไปยังจังหวัดข้างเคียง ทำให้มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูง จึงได้มุ่งลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่ โดยส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ป้องกัน ทั้งการสวมหมวกนิรภัย และคาดเข็มขัดนิรภัย
นายวุฒิชฑฌ์ กล่าวว่า อำเภอแม่จัน ใช้กลไกส่งเสริมกลไกการขับเคลื่อน โดยอาศัยเวที ศปถ.อำเภอ มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายคือผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ใน 11 ตำบล 139 หมู่บ้านของอำเภอแม่จัน ให้ประชาชนตระหนักและมีส่วนร่วมในการลดอุบัติเหตุ โดยเริ่มจากการออกข้อปฏิบัติสวมหมวกนิรภัย คาดเข็มขัดนิรภัย 100% นำร่องในเขตพื้นที่ราชการ และลงพื้นที่อบรมเยาวชน ขับเคลื่อนงานความปลอดภัยทางถนน ในกลุ่มเด็กและเยาวชน
ขณะเดียวกัน อำเภอยังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปภ.จังหวัดเชียงราย ในการขับเคลื่อนมาตรการองค์กรด้านความปลอดภัยทางถนน และการอบรมทักษะเอาตัวรอดบนท้องถนน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ร่วมบูรณาการข้อมูลและสถิตอุบัติเหตุทางถนน การตอบสนองหลังเกิดเหตุเพื่อลดอัตราเสียชีวิต และการสอบสวนอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดสำคัญที่ช่วยให้การลดอุบัติเหตุ ประสบผลสำเร็จได้อย่างยั่งยืน คือ การเข้ามามีส่วนร่วมจริงจังของสถานีตำรวจภูธรแม่จัน ภายใต้ภารกิจในการป้องกัน ปราบปราม และบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดอุบัติเหตุ โดยใช้เวทีประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านประจำเดือน ประชาสัมพันธ์โครงการถนนสีขาว มาตรการสวมหมวกกันน็อก 100% และยังประกาศผ่านเสียงตามสาย รวมถึงไลน์กลุ่มของผู้นำชุมชน
‘พ.ต.ต. ศักดิ์ชาย รีอินทร์’ สภ.แม่จัน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพีงเน้นเฝ้าระวัง 8 จุดเสี่ยง โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไข ขณะเดียวกันยังดำเนินการตามนโยบายกวดขันเมาแล้วขับจับทุกวัน กวดขันการสวมหมวกนิรภัย และได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการมั่วสุมและแข่งรถยนต์-รถจักรยานยนต์ในทางของกลุ่มวัยรุ่น มีการตรวจยึดรถจักรยานยนต์ดัดแปลงเปลี่ยนท่อไอเสียต่อเนื่อง ปี 2568 ยึดแล้วกว่า 40 คัน
“ตำรวจทำกิจรรมปลูกฝังวินัยจราจร ให้กับนักเรียนและเยาวชนในพื้นที่ เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลไปสู่ผู้ปกครอง และมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ปกครองว่า หากนักเรียนยังมีพฤติกรรมเสี่ยง เมื่อโดนยึดรถผู้ปกครองต้องโดนคาดทัณฑ์ด้วย ซึ่งในเรื่องปราบปรามเด็กแว้น ผู้ปกครองและประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะอย่างน้อยการยึดรถแต่งหรือท่อแต่ง จะช่วยให้การแข่งรถเบาบางลงได้” พ.ต.ต. ศักดิ์ชาย กล่าว
ขณะเดียวกัน สภ.แม่จัน ได้เปิด Open Chat ให้ประชาชน แจ้งเหตุด่วน เหตุร้ายได้ตลอด 24 ชม. ซึ่งก็ช่วยลดและป้องกันอุบัติเหตุในพื้นที่ลงได้เช่นกัน
#แม่จัน #อำเภอเสี่ยงสูง #อุบัติเหตุทางถนน #ขับขี่ปลอดภัย #ถนนปลอดภัย #สสส #สอจร
08/07/2025
“วิว กุลวุฒิ” ควงคู่ “เมย์ รัชนก” นำทีมตีแบดฯ หาหมวกกันน็อก ให้น้องเด็กสวมใส่เพื่อความปลอดภัย
.
ด้วยบริบทและข้อจำกัดของประเทศไทย ที่คนส่วนใหญ่ยังต้องพึงพาการเดินทางด้วย #มอเตอร์ไซค์ การรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญ ในการสวม #หมวกกันน็อก อันเป็นอุปกรณ์สำคัญในการลดการบาดเจ็บที่หัวและสมอง จะช่วยให้อัตราการบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิตลดลงได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและเยาวชน ผู้เป็นอนาคตของประเทศไทย ที่กำลังเผชิญวิกฤติโครงสร้างประชากรเกิดใหม่ถดถอย
ทุกคนรู้หรือไม่ว่า...ในแต่ละปีประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางถนนปีละกว่า 17,000 คน ส่วนใหญ่หรือ 80% เกิดจากการใช้มอเตอร์ไซค์ สาเหตุสำคัญมาจากการไม่สวมหมวกกันน็อก (ค่าเฉลี่ยจากการสำรวจทั้งคนขับและซ้อนท้าย สวมหมวกกันน็อกไม่ถึง 50%)
ข้อมูลที่น่ากังวลคือ ในจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส มีเด็กอายุระหว่าง 3-15ปี รวมอยู่ด้วย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความเสียหายต่อเศรษฐกิจ มากกว่าปี 5 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงกำลังคนและบุคลากร ที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคตด้วย
จากข้อมูลการสำรวจของ แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร (สอจร.) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า ปัจจุบันเด็กก่อนวัยเรียนในบ้านเรา มีสถิติการสวมหมวกกันน็อกเพียง 16% เท่านั้น นอกจากความตระหนักรู้ในเรื่องความปลอดภัยแล้ว ส่วนหนึ่งยังมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจของครอบครัว ที่ไม่สามารถหาซื้อหมวกกันน็อกสำหรับเด็กเล็กได้..
ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ค. 2568 สสส. ได้ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อความปลอดภัยทางถนน จัดกิจกรรมระดมทุนรับบริจาคเพื่อจัดหาหมวกกันน็อกสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน ซึ่งเป็นโครงการนำร่องให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี ‘นายกร ทัพพะรังสี’ อดีตนายกสมาคมกีฬาแบดมินตันในพระบรมราชูปถัมภ์ ชวนนักกีฬาแบดมินตันขวัญใจคนไทย
ทั้ง ‘วิว - กุลวุฒิ วิทิตศานต์’ มือหนึ่งแบดมินตันชาย เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกปี 2024 และ ‘เมย์ - รัชนก อินทนนท์’ แชมป์แบดมินตันโลกหญิงเดี่ยว ปี 2013 และมือวางอันดับ 1 โลก ปี 2016 ร่วมด้วย ‘ส้ม - สรัลรักษ์ วิทิตศานต์’ แชมป์เยาวชนโลกปี 2024 เปิดสนามตีแบดระดมทุนเพื่อจัดซื้อหมวกกันน็อกสำหรับเด็กเล็ก โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดทั้งสิ้น
ทุกคนเห็นตรงกันว่า #หมวกกันน็อกสำหรับเด็ก เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ปกป้องศรีษะของบุตรหลาน ที่กำลังมีพัฒนาการทางสมองไม่ให้ได้รับการกระทบกระเทือน หากเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดมอเตอร์ไซค์ล้มระหว่างการเดินทาง
หมวกกันน็อกแต่ละใบจะมีอายุการใช้งาน 3 ปี เว้นแต่มีการเกิดเหตุก็จะทำให้เสื่อมคุณสมบัติในการปกป้อง จึงจำเป็นสำหรับครอบครัว ที่ใช้มอเตอร์ไซค์ เป็นยานพาหนะในการเดินทาง ต้องจัดหาไว้ให้ลูกหลาน สวมใส่ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน
“กิจกรรมนี้เป็นการใช้กีฬาเป็นสื่อรณรงค์ เพื่อสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัยของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ต้องซ้อนจักรยานยนต์ไปโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่สวมหมวกกันน็อก และบางครอบครัวก็ไม่สามารถจัดหาหมวกให้ลูกได้” - นายกร ทัพพะรังสี กล่าว
อดีตนายกสมาคมกีฬาแบดมินตันในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า นับเป็นโอกาสดีที่นักกีฬาไทยระดับโลก มาร่วมรณรงค์ด้วยตัวเอง ซึ่งจะสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน และเป็นแบบอย่างที่ดีของนักกีฬาจิตอาสา และต้องขอบคุณ สสส. ที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา
ด้าน 'นางก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์’ ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวถึงโครงการ “ตีแบดฯ เพื่อหัวน้อง” ว่า จุดเริ่มต้นคือการส่งเสริมให้คนที่ตีแบดมินตันสวมหมวกกันน็อก เพราะพบว่าบางส่วนใช้มอเตอร์ไซค์เดินทางมาสนามแบดฯ จึงเริ่มรณรงค์ในจุดนี้ก่อน จากนั้นได้ขยายมาเป็นการตีแบดการกุศลเพื่อระร่วมระดมทุน จัดตั้งเป็นกองทุนหมวกกันน็อกเพื่อหัวน้อง เพื่อจัดหาหมวกกันน็อกให้กับเด็กเล็ก ซึ่งจากตัวเลขมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทั่วประเทศประมาณ 20,000 ศูนย์ ที่ไม่มีหมวกกันน็อกสำหรับเด็ก
“เด็ก ๆ มาโรงเรียนด้วยการโดยสารมอเตอร์ไซค์ของผู้ปกครอง แต่ไม่มีหมวกใส่ป้องกันการบาดเจ็บ สำหรับจังหวัดประจวบฯ มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งหมด 126 ศูนย์ สสส. ไม่ได้มีงบประมาณที่จะจัดหาหมวกน็อกให้กับทุกศูนย์ จึงอยากเชิญชวนภาคเอกชนที่สนใจ ร่วมบริจาคเข้ากองทุนฯ เพื่อจัดหาหมวกให้กับเด็ก ๆ เพื่อลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเยาวชนไทย” นางก่องกาญจน์ กล่าว
นางก่องกาญจน์ บอกด้วยว่า สสส. ยังได้ดำเนินกิจกรรมร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศ เพื่อปลูกฝังวินัยและความปลอดภัยทางถนน นอกจากให้ผู้ปกครองและน้อง ๆ สวมหมวกกันน็อกทุกครั้งที่มาโรงเรียน ขณะเดียวกันคุณครูต้องเตรียมการสอน เรื่องวินัยจราจรและการสวมหมวกกันน็อก เพราะ สสส. ตระหนักว่าการเสริมสร้างวินัยจราจรตั้งแต่เด็ก จะเป็นส่วนช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนได้ เมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ คุณครูยังได้ร่วมกับชุมชนสำรวจจุดเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน เพื่อแจ้งหน่วนงานในพื้นที่ร่วมกันปรับปรุงแก้ไขให้ปลอดภัย
สำหรับยอดเงินจัดหาหมวกกันน็อกเพื่อหัวน้อง สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สรุปยอดเงินบริจาคในวันดังกล่าว 274,750 บาท
#วิวกุลวุฒิ #เมย์รัชนก #กรทัพพะรังสี
#ตีแบดเพื่อหัวน้อง #หมวกกันน็อกสำหรับเด็ก
#ประจวบคีรีขันธ์ #สสส #สอจร
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?