Caddy Diary
Nahmsaii Caddy Diary แชร์เรื่องราวดีๆและการตกผลึกในอาชีพแคดดี้พร้อมเป็นพลังบวกให้กับทุกคน
14/06/2026
"แคดดี้คิดบวก" กับ "แคดดี้ที่มีพลังงานบวก" ฟังดูคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างที่ลึกมาก
1. แคดดี้คิดบวก (Positive Thinking)
คือคนที่ "พยายามคิดในแง่ดี"
เมื่อเจอปัญหา จะบอกตัวเองว่า
- ไม่เป็นไร
- เดี๋ยวก็ผ่านไป
- คิดดีไว้ก่อน
- อย่าเครียด
เป็นการจัดการความคิด เพื่อไม่ให้ตัวเองจมอยู่กับเรื่องลบ
⛳ ตัวอย่างในสนามกอล์ฟ
ลูกค้าหงุดหงิด ตำหนิการทำงาน
แคดดี้คิดบวกจะคิดว่า
> "ไม่เป็นไร ลูกค้าคงอารมณ์ไม่ดี"
"อดทนอีกนิด เดี๋ยวก็จบงาน"
ซึ่งช่วยให้ทำงานต่อได้ แต่ข้างในอาจยังรู้สึกเครียด อึดอัด หรือเสียใจอยู่
2. แคดดี้ที่มีพลังงานบวก (Positive Energy)
คือคนที่ "เข้าใจและจัดการพลังงานของตัวเองได้"
ไม่ได้ปฏิเสธอารมณ์ลบ
แต่รับรู้และไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นครอบงำ
เมื่อเจอเหตุการณ์เดียวกัน
สามารถรู้สึกไม่พอใจ เสียใจ หรือเหนื่อยได้
แต่ไม่แบกอารมณ์นั้นไปทั้งวัน
ไม่ส่งต่อพลังงานลบให้ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หรือคนในครอบครัว
⛳ ตัวอย่างในสนามกอล์ฟ
ลูกค้าพูดจาไม่ดี
แคดดี้ที่มีพลังงานบวกจะรับรู้ว่า
> "ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกไม่สบายใจ"
"แต่คุณค่าของฉันไม่ได้ลดลงเพราะคำพูดของใคร"
"ฉันยังคงทำหน้าที่อย่างมืออาชีพได้"
และยังคงมีรอยยิ้มที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่รอยยิ้มที่ฝืนสร้างขึ้น
⛳ ความแตกต่างสำคัญ
แคดดี้คิดบวก
- จัดการที่ความคิด
- พยายามมองโลกในแง่ดี
- อาจเก็บกดอารมณ์
- ยิ้มเพราะต้องยิ้ม
- พลังงานขึ้นลงตามสถานการณ์
แคดดี้ที่มีพลังงานบวก
- จัดการทั้งความคิด อารมณ์ และพลังงาน
- ยอมรับความจริงแล้วเลือกตอบสนองอย่างมีสติ
- รับรู้อารมณ์และปล่อยผ่าน
- ยิ้มจากความสงบภายใน
- มีความมั่นคงทางอารมณ์มากกว่า
⛳ สำหรับอาชีพแคดดี้
นักกอล์ฟไม่ได้รับแค่ "การบริการ"
แต่รับ "พลังงาน" จากแคดดี้ตลอด 4–5 ชั่วโมงในสนามกอล์ฟ
แคดดี้ที่คิดบวกอาจทำให้งานผ่านไปได้ดี
แต่แคดดี้ที่มีพลังงานบวก จะทำให้นักกอล์ฟรู้สึก
- สบายใจ
- ไว้วางใจ
- ผ่อนคลาย
- อยากกลับมาใช้บริการอีก
เพราะพลังงานที่สงบ มั่นคง และมีสติ สามารถส่งผลต่อบรรยากาศของทั้งก๊วนได้
ดังนั้น เป้าหมายของแคดดี้ยุคใหม่อาจไม่ใช่แค่ "คิดบวก" แต่คือ
> การมี Self-Awareness หรือการรู้เท่าทันตัวเอง
เพราะเมื่อเข้าใจอารมณ์ ความคิด และพลังงานของตัวเองได้แล้ว ความคิดบวกจะเกิดขึ้นเอง และพลังงานบวกจะเป็นสิ่งที่ผู้คนสัมผัสได้โดยไม่ต้องพยายามแสดงออกเลย
นี่คือจุดเปลี่ยนจาก "แคดดี้ที่ทำหน้าที่" ไปสู่ "แคดดี้ที่สร้างประสบการณ์" ให้กับนักกอล์ฟอย่างแท้จริง✨⛳
ศัตรูหรือสนามรบที่หนักที่สุดของมนุษย์ไม่ใช่ภายนอกเสมอไปแต่เป็นภายในใจของตัวเอง ✨⛳
#กอล์ฟ
06/06/2026
"แคดดี้ที่มี Self-Awareness เข้าใจอารมณ์ตัวเอง จะช่วยให้ทำงานได้อย่างสงบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น"
ในแต่ละวันของการทำงาน แคดดี้ต้องพบกับสถานการณ์ที่หลากหลาย ทั้งแรงกดดันจากการแข่งขัน ความคาดหวังของนักกอล์ฟ สภาพอากาศ และเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผน หากขาดการตระหนักรู้ในอารมณ์ของตัวเอง อาจเผลอปล่อยให้อารมณ์หงุดหงิด เครียด หรือเหนื่อยล้าส่งผลต่อการบริการโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อแคดดี้มี Self-Awareness หรือความสามารถในการรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง จะสามารถสังเกตได้ว่าขณะนี้กำลังรู้สึกอะไร และเลือกตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างเหมาะสม แทนที่จะปล่อยให้อารมณ์พาไป
การเข้าใจตัวเองช่วยให้ใจนิ่งขึ้น รับมือกับแรงกดดันได้ดีขึ้น สื่อสารอย่างมีสติ และรักษาพลังงานที่ดีตลอดการทำงาน เมื่อนักกอล์ฟได้รับการดูแลจากแคดดี้ที่มีความสงบภายใน ก็จะสัมผัสได้ถึงความมั่นใจ ความเป็นมืออาชีพ และความสบายใจในการออกรอบ
เพราะการบริการที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นจากการดูแลลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการดูแลใจของตัวเองให้เป็นก่อน
เมื่อใจสงบ การบริการก็มีคุณภาพ และพลังงานดี ๆ จะถูกส่งต่อไปยังทุกคนในสนามกอล์ฟ
⛳ Nahmsaii ⛳
เพราะอาชีพแคดดี้ทำงานกับหัวใจมนุษย์ไม่ใช่แค่ถือถุงกอล์ฟในสนามเท่านั้น✨⛳
#แคดดี้สนามกอล์ฟ
30/05/2026
"จิตที่ตื่นจากความฝันของตัวเองคือจิตที่ใช้ชีวิตในฝันอย่างเบิกบาน"
เมื่อมนุษย์ยังหลงอยู่ใน "ความฝันของตัวเอง" เรามักยึดติดกับภาพที่ใจสร้างขึ้น ทั้งความกลัว ความคาดหวัง ความผิดหวัง และเรื่องราวที่คิดว่าต้องเป็นเช่นนั้นจึงจะมีความสุข
แต่เมื่อจิตตื่นขึ้น เราจะเห็นว่าเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเพียงภาพฝันที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเรา
การตื่นรู้ไม่ได้หมายถึงการหนีออกจากความฝันของโลก หากหมายถึงการรู้ว่าตนเองกำลังอยู่ในความฝันนั้นอย่างมีสติ
เมื่อไม่ถูกความกลัวครอบงำ ไม่ถูกความอยากลากไป และไม่ถูกอดีตหรืออนาคตพันธนาการ จิตจะกลับมาอยู่กับปัจจุบันอย่างเต็มเปี่ยม
แล้วชีวิตที่เคยเป็นสนามแห่งการดิ้นรน จะกลายเป็นสนามแห่งการเรียนรู้ ชีวิตที่เคยเป็นภาระ จะกลายเป็นการเดินทาง และความฝันที่เคยกักขังเรา จะกลายเป็นพื้นที่ให้เราได้สร้างสรรค์ เติบโต และเบิกบาน
เพราะผู้ที่ตื่นแล้ว ไม่ได้หนีออกจากความฝันของชีวิต แต่สามารถ ใช้ชีวิตอยู่ในความฝันนั้นอย่างรู้ตัว รู้คุณค่า และมีความสุขกับทุกขณะของการมีชีวิตอยู่
✨ Nahmsaii ✨
27/05/2026
ในสนามกอล์ฟ เรามักเห็นภาพของความสุภาพ รอยยิ้ม และมารยาทที่ดูสวยงาม
แต่ลึกลงไปกว่านั้น สนามกอล์ฟคือพื้นที่ที่ “อารมณ์มนุษย์” ถูกเปิดเผยออกมาชัดมากที่สุดแห่งหนึ่ง
บางคนตีเสียแล้วเงียบ
บางคนหงุดหงิดจนเผลอพูดแรง
บางคนกดดันตัวเองจนทำให้คนรอบข้างอึดอัด
และบางครั้ง…แคดดี้คือคนที่รับพลังงานเหล่านั้นเต็ม ๆ
เพราะความกลัวของมนุษย์
มักทำให้คนเราทำตัวไม่น่ารักต่อกันโดยไม่รู้ตัว
กลัวเสียหน้า
กลัวเล่นไม่ดี
กลัวถูกเปรียบเทียบ
กลัวว่าตัวเอง “ไม่เก่งพอ”
หรือแม้แต่กลัวว่าจะควบคุมอะไรไม่ได้เลยในชีวิต
สนามกอล์ฟจึงไม่ใช่แค่สนามกีฬา
แต่มันคือสนามที่สะท้อน “ภายใน” ของแต่ละคนออกมาอย่างชัดเจน
และอาชีพแคดดี้
คืออาชีพที่ต้องเดินอยู่ท่ามกลางพลังงานเหล่านั้นทุกวัน
แคดดี้หลายคนไม่ได้เหนื่อยแค่จากแดดหรือการเดิน 18 หลุม
แต่เหนื่อยจากการต้องรองรับอารมณ์ของผู้คน
ต้องคอยอ่านสีหน้า
คอยระวังคำพูด
คอยประคองบรรยากาศ
ทั้งที่ในใจตัวเองก็อาจกำลังเหนื่อยเหมือนกัน
บางครั้งลูกค้าไม่ได้โกรธแคดดี้เลย
แต่เขากำลังโกรธตัวเอง
กำลังกดดันชีวิต
หรือกำลังแบกบางอย่างมาโดยไม่มีที่ระบาย
แคดดี้จึงกลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว” ของผู้คนโดยไม่รู้ตัว
นี่คือเหตุผลที่อาชีพนี้ไม่ได้ใช้แค่แรงกาย
แต่มันใช้ “พลังงานภายใน” สูงมาก
แคดดี้ที่เก่งจริง
ไม่ใช่แค่คนอ่านไลน์แม่นหรือจำไม้ได้
แต่คือคนที่รับมือกับพลังงานของมนุษย์ได้โดยไม่ทำให้หัวใจตัวเองแตกสลาย
และเมื่อเราเข้าใจเรื่องนี้
เราจะเริ่มไม่เอาความไม่น่ารักของคนอื่นมาทำร้ายคุณค่าของตัวเอง
เพราะบางครั้ง
การที่ใครบางคนพูดไม่ดี
อารมณ์เสีย
หรือทำตัวแย่ใส่เรา
อาจไม่ได้แปลว่าเราไม่มีคุณค่า
แต่อาจแปลว่า
เขากำลังต่อสู้กับความกลัวบางอย่างอยู่ในใจ
และในวันที่แคดดี้ยังเลือกยิ้ม
ยังเลือกบริการด้วยใจ
ยังเลือกส่งพลังงานดี ๆ ออกไป
นั่นไม่ใช่เรื่องเล็กเลย
เพราะคุณกำลังทำงานกับ “หัวใจของมนุษย์”
ไม่ใช่แค่ถุงกอล์ฟในสนามเท่านั้น
✨ Nahmsaii ✨
24/05/2026
“ศัตรูหรือสนามรบที่หนักที่สุดของมนุษย์ ไม่ได้อยู่ข้างนอกเสมอไป แต่อยู่ข้างในใจของเราเอง”
หลายครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยที่สุด
ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่งาน ไม่ใช่โลกภายนอก
แต่คือ “เสียงในหัว” ของเราเอง เช่น
ความกลัวว่าจะไม่ดีพอ
ความกังวลต่ออนาคต
ความผิดหวังจากอดีต
ความคาดหวังที่กดดันตัวเอง
การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
หรือแม้แต่ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ไม่มีใครมองเห็น
คนภายนอกอาจเห็นเรา “ยิ้ม”
แต่ข้างในอาจกำลังต่อสู้กับความคิดบางอย่างเงียบ ๆ อยู่ทุกวัน
จิตใจจึงเป็นเหมือนทั้ง
“ผู้สร้างสวรรค์” และ “ผู้สร้างนรก” ในเวลาเดียวกัน
ถ้าใจสงบ
โลกทั้งโลกก็ดูเบาลง
แต่ถ้าใจเต็มไปด้วยความกลัว ต่อให้ทุกอย่างรอบตัวดี เราก็ยังทุกข์ได้
และสิ่งที่ลึกมากของประโยคนี้คือ
มนุษย์ทุกคนต่างมี “บาดแผลที่มองไม่เห็น”
บางคนซ่อนมันไว้ใต้รอยยิ้ม
บางคนซ่อนไว้ใต้ความเข้มแข็ง
บางคนซ่อนไว้ใต้ความเงียบ
เพราะฉะนั้น เวลาพบใครสักคน
เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขากำลังต่อสู้อะไรอยู่ภายในใจ
ประโยคนี้จึงสอนทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน คือ
"จงอ่อนโยนกับคนอื่น เพราะทุกคนมีสงครามของตัวเอง"
"และจงอ่อนโยนกับตัวเอง เพราะบางครั้งคนที่เราต่อสู้หนักที่สุด ก็คือตัวเราเอง"
ในอีกมุมหนึ่ง
“การเติบโตทางจิตใจ” ไม่ใช่การชนะคนอื่น
แต่คือการค่อย ๆ เข้าใจ เยียวยา และอยู่กับใจตัวเองได้อย่างสงบมากขึ้น
นั่นอาจเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์เลยก็ได้
น้ำใสมองว่าหากเราเข้าใจการทำงานของจิตใจและไม่ให้มันควบคุมเรา การทำงานอาชีพแคดดี้ด้วยการเข้าใจตัวเองก่อนนั้น จะช่วยให้เข้าใจลูกค้าได้มากขึ้นเช่นกันค่ะ จะไม่ค่อยมีการบ่น หรือรู้สึกไม่สบายกับตัวเอง เพราะจิตใจที่ถูกทำความเข้าใจคือ ใจที่สงบนั่นเอง ⛳✨
✨ Nahmsaii ✨
21/05/2026
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในอาชีพแคดดี้ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา
- อาชีพนี้ใช้ทักษะความรู้เฉพาะด้านพอสมควร
อาชีพต้องใช้เวลาฝึกฝนเรียนรู้ในงานอาชีพนี้เพราะมีรายละเอียดในงานเยอะอยู่ ไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไป อยู่ที่ใจเราจะใฝ่ศึกษาและพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไหม
- ได้เห็นการสะท้อนตัวตนเราผ่านนิสัยของนาย
บางนิสัยที่เราเห็นจากนายก็เป็นส่วนหนึ่งของนิสัยของเราเช่นกันบางทีเราไม่ชอบที่นายทำบางอย่างนั่นก็แปลว่าข้างในเราอาจจะเป็นแบบเขาอยู่ซึ่งมันทำให้ย้อนกลับมาดูตัวเองแล้วก็ได้เรียนรู้ว่าเราจะไม่ทำแบบนั้นกับใคร ทั้งนาย เพื่อนร่วมงาน คนรัก คนในครอบครัว รวมถึงตัวเอง
- ได้เรียนรู้การปล่อยวางความคาดหวังที่อยากให้นายเป็นในแบบที่เราต้องการ
ในความเป็นมนุษย์เราเราจะชอบการควบคุมคนอื่นเพื่อให้ดั่งใจเรา และนิสัยนี้มันก็ถูกนำไปใช้กับนายในสนามกอล์ฟเพราะด้วยความที่ว่าเราอยากทำงานสบายไม่อยากเหนื่อยมากและอยากให้นายตีดีๆซึ่งมันก็เป็นความหวังดีแต่มันอาจจะอยู่ในการควบคุมมากเกินไปจนทำให้นายรู้สึกกดดันและไม่เป็นตัวของตัวเองซึ่งจะทำให้นายรู้สึกไม่ชอบในการทำงานของเราด้วย น้ำใสได้เรียนรู้ในการปล่อยวางที่จะให้เขาได้เล่นเกมของเขาเองและให้เขาได้เรียนรู้ในเกมกอล์ฟที่เขากำลังมีสมาธิหรือกำลังทำในสิ่งนั้นอยู่ซึ่งเรามีส่วนช่วยในการแนะนำบ้างแต่ก็ไม่ควรไปคาดหวังว่านายจะทำได้ตลอด
ซึ่งอันนี้มันก็ทำให้ได้ตระหนักรู้ไปถึงการใช้ชีวิตของเราเองในการที่เราอาจจะควบคุมทุกอย่างในชีวิตของเราให้เป็นไปตามในแบบที่เราต้องการในขณะที่การปล่อย flow หรือการที่เราไม่ไปควบคุมมากเกินไปและปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมันนั่นซึ่งอาจจะดีกว่าและทำให้มีเราความสุขในการใช้ชีวิต
- ได้เห็นความสัมพันธ์และการคัดคนเลือกคนที่อยู่ในชีวิตเรา
น้ำใสได้เรียนรู้ในเรื่องความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมงาน,สนามกอล์ฟกับแคดดี้,หัวหน้ากับลูกน้องและนายกับแคดดี้ซึ่งความสัมพันธ์ที่เราต้องดำเนินชีวิตในโลกนี้ทำให้เห็นว่ามันก็มีทั้งด้านดีและไม่ดีอยู่และน้ำใสก็เจอทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบไม่ว่าจะเป็นในด้านความสัมพันธ์ไหนก็ตามซึ่งน้ำใสก็จะโฟกัสแต่คนที่เห็นคุณค่าของเราเท่านั้นซึ่งมันคือการคัดคนที่จะอยู่ในชีวิตของเราไม่เปลืองพลังงานชีวิตไปกับคนที่ไม่เห็นคุณค่าของเราและกลับมาโฟกัสการพัฒนาภายในตัวเองเท่านั้น
- เรียนรู้ที่จะยอมรับในด้านดีและไม่ดีในอาชีพนี้
น้ำใสได้เห็นทั้งสองด้านเยอะมากๆเลยในอาชีพนี้และน้ำใสจะโฟกัสแต่ด้านที่ดีในอาชีพแคดดี้เพราะน้ำใสเลือกที่จะมาทำอาชีพนี้แล้วเพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับทั้ง 2 ด้านให้ได้ซึ่งในการทำงานมันก็จะเจอในสิ่งที่น้ำใสชอบและไม่ชอบอยู่ในนั้นด้วยแต่วิธีการที่จะอยู่กับงานที่เราทำได้นั้นก็ต้องรู้จักการยอมรับแล้วก็หลีกเลี่ยงเลือกที่จะปฏิบัติกับตัวเองเพื่อไม่ให้เรารู้สึก Burnout กับงานที่ทำอยู่
แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งน้ำใสได้ทำตามความรู้สึกตัวเองฟังเสียงของหัวใจตัวเองไปเรื่อยๆอาจจะค้นพบว่าอาชีพที่ทำอยู่อาจจะไม่ใช่อาชีพที่อยากจะทำอีกต่อไปซึ่งในอนาคตก็อาจจะต้องเลิกทำอาชีพนี้ก็ได้ ให้เป็นวาระเวลาที่ควรจะเป็นในอนาคตอีกที
- ได้เรียนรู้ในการปรับตัวให้เข้ากับนายแต่ละประเภทโดยไม่ทิ้งกันเป็นตัวของตัวเอง
ในอาชีพนี้ก็จะได้เจอนายหลากหลายประเทศและหลากหลายประเภทซึ่งน้ำใสก็ได้เรียนรู้ในการปรับตัวเข้าหาลูกค้าเพื่อการทำงานใน 18 หลุมให้มันราบรื่นแล้วก็สนุกในการทำงานจากคนที่เป็น introvert เลยไม่ชอบยุ่งกับใครก็กลายมาเป็น extrovert ได้ พูดเก่งอารมณ์ขัน เฮฮา บ้าบอ ได้เรียนรู้เรื่องภาษาอื่นๆด้วย รวมถึงการปรับตัวกับนายอีกหลายๆคนทางด้านอารมณ์ซึ่งเป็นเรื่องที่น้ำใสให้ความสำคัญมากๆในการที่มีวุฒิภาวะทางด้านอารมณ์ ก็ได้เรียนรู้ฝึกใช้สมองส่วนหน้ามากกว่าสมองส่วนหลัง 😆
และการที่ทำงานแบบเป็นตัวของตัวเองโดยที่ไม่เดือดร้อนทั้งตัวเองและคนอื่นมันก็จะเป็นเอกลักษณ์หนึ่งที่จะดึงดูดลูกค้าที่เข้ามาหาเราเป็นพลังงานเดียวกันกับเรามันก็จะทำให้การทำงานสนุกยิ่งขึ้นไปอีก
- และข้อสุดท้ายอาชีพนี้สอนให้น้ำใสได้กลับมารักตัวเองทั้งภายในร่างกายจิตใจและวิญญาณ
น้ำใสเป็นคนนึงที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินเพราะว่าเป็นคนที่มีค่าใช้จ่ายเยอะมากตั้งแต่เริ่มทำอาชีพแคดดี้ก็ได้เรียนรู้ในเรื่องของการรักร่างกายตัวเองมากขึ้นรวมถึงการใส่ใจความรู้สึกใส่ใจสุขภาพจิตของตัวเองมากขึ้น และได้เข้าใจว่าการรักตัวเองอย่างแท้จริงเป็นยังไงทั้งคำพูดและการกระทำมันคือการเป็นของเรานั่นเองที่จะแสดงออกมาว่ารักตัวเองนั้นเป็นยังไง
ผ่านประสบการณ์ในอาชีพแคดดี้ผ่านจากนายหลายคนที่เข้ามาและออกจากชีวิตไป มันคือการตระหนักรู้จากภายในตัวเองผ่านประสบการณ์ชีวิตของน้ำใสเอง และเปลี่ยนจากน้ำใสเวอร์ชั่นเก่าเป็นเวอร์ชั่นใหม่
ในสังคมกีฬากอล์ฟมันก็เป็นสังคมหนึ่งที่น้ำใสได้เห็นความหลากหลายและได้เห็นทุกด้าน ซึ่งมันก็เหมือนชีวิตคนเรานี่แหละที่มีทั้งด้านดีและไม่ดี
ด้านมืดและด้านสว่างแต่ทั้งสองด้านมันก็คือสิ่งเดียวกันมันอยู่ในชีวิตของเรามันอยู่ในตัวของเราอยู่ที่เราจะเลือกมองในมุมไหนให้เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของเราเอง
เพราะความเป็นจริงของชีวิตเรา
อยู่ที่มุมมองของเราที่มีต่อชีวิต
เมื่อก่อนเสพดราม่าเยอะก็เจอแต่
เรื่องดราม่าในชีวิตแล้วก็เล่นบทเหยื่อ ผู้ถูกกระทำ บลาๆ แล้วใครดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิตก็ตัวเองไม่ใช่หร้อออ 🤣
ปัจจุบันนี้เลิกเสพสื่อ เสพสิ่งที่จะดึงดูดเรื่องราวดราม่าทั้งหลายเข้ามาในชีวิต และหันมาเป็นผู้สร้างชีวิตขึ้นมาใหม่ ผ่านมุมมองใหม่ ความคิดใหม่ ความเชื่อใหม่
และนี้คือสิ่งที่ทำให้น้ำใสเป็นน้ำใสเวอร์ชั่นใหม่ในทุกวันนี้
ขอบคุณน้ำใส
ขอบคุณสนามกอล์ฟที่ทำอยู่
ขอบคุณครูฝึกทุกท่าน
ขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคน
ขอบคุณนายทุกคนที่น้ำใสได้ให้บริการ
และขอบคุณอาชีพแคดดี้
15/05/2026
ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่สดใสกว่าเดิม 🍂🍁
สิ่งที่พูดง่ายที่สุดแต่ทำยากที่สุดคือ
"การให้อภัย" และมันไม่ใช่ให้อภัยคนอื่น แต่คือให้อภัยตัวเองต่างหาก
เราทุกข์ใจเพราะเราคาดหวังผลลัพธ์
เราทุกข์ใจเพราะคิดวนซ้ำไปมา
เราทุกข์ใจเพราะอยากให้คนอื่นยอมรับในตัวเรา
เราทุกข์ใจเพราะเรายังยึดติดกับสิ่งนั้น
การให้อภัยตัวเองคือการปลดปล่อยทุกพันธนาการที่ตัวเราเองยึดติดในใจ และเมื่อไหร่ที่ใจเราถูกเยียวยากลับมาเป็นความรัักด้วยตัวเอง เราจะพบกับความอิสระ แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยความสดใส ดั่งใบไม้ที่ผลิออกมาใหม่จากการร่วงโรยของใบเก่า แล้วพร้อมที่จะผลิบานความสวยงามในการเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง ✨
ไดอารี่ของฉัน
✨ Nahmsaii ✨
13/5/2026
13/05/2026
"ความเป็นจริงของชีวิตคุณ อยู่ที่มุมมอง(ความเชื่อ)ที่คุณมีต่อชีวิตตัวเอง"
คำนี้มันโดนใจน้ำใสมาก กระฉากใจสุดๆ เพราะในอดีตน้ำใสเป็นคนนึงที่เอาแต่ขอพรขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เจอแต่เรื่องราวดีๆในชีวิต และโทษ บ่น สิ่งภายนอกจนเป็นนิสัยเมื่อเจอสถานการณ์เลวร้ายในชีวิต เอาจริงๆก็โทษทุกอย่างยกเว้นตัวเองนั่นแหละเน๊าะ ฮ่าๆๆ แต่เมื่อได้กลับเข้ามาหาภายในตัวเองเมื่อเกือบ 3 ปีก่อนก็ค้นพบว่า ความคิด ความเชื่อที่เรามีให้กับตัวเองนี่แหละคือสิ่งที่ดึงดูดสถานการณ์ต่างๆ ผู้คน เข้ามาในชีวิตเรา น้ำใสใช้เวลาขัดเกลาตัวเองก็ค่อยๆลอกคราบไปทีละนิดทีละหน่อยตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ( หืมม 3 ปี เลข 3 อีกแล้ว มันต้องมีอะไรในปีนี้แน่ๆ ระหว่างกำลังพิมพ์มันสะดุดที่เลข 3
ไว้รอดูละกัน 555 )
น้ำใสเลิกบ่น เลิกโทษทุกอย่างรวมถึงตัวเอง และกลับมาทำ Shadow work อย่างจริงจัง จนทำให้กลายเป็นน้ำใสคนใหม่และได้เชื่อมต่อกับจิตวิญญาณตัวเองเดินตามเสียงภายในมาเรื่อยๆได้ระลึกถึงการเป็นตัวตนที่แท้จริง(จิตวิญญาณ) และได้เข้าใจในหลายๆเรื่องที่เราไม่เข้าใจมาก่อน เอาง่ายๆคือเปลี่ยนความเชื่อไปเลย สิ่งเก่าที่มีประโยชน์ยังคงเก็บไว้ต่อจิ๊กซอว์จนได้เข้าใจมันจริงๆ สิ่งไหนที่ไม่เป็นประโยชน์หรือเป็นความเชื่อขยะก็ตัดทิ้งออก เพราะความเป็นจริงในชีวิตเราก็มาจากความเชื่อทั้งหมดที่เรามีต่อชีวิตของเราเองนี่แหละ ทุกสิ่งฉายภาพออกมากจากจิตสำนึกของเราเอง
เราจะสังเกตได้ว่าคนที่อยู่สถานที่เดียวกัน ทำงานที่เดียวกัน หรืออยู่บ้านใกล้กัน แต่ทำไมถึงมีชีวิตที่ต่างกัน (ยกเว้นสถานภาพตั้งแต่เกิดที่วิญญาณเลือกมาจุติ) เพราะความเชื่อที่พวกเขาเหล่านั้นมีให้ตัวเองไม่เหมือนกัน ก็มาจากสื่อที่เสพ สังคม คนเลี้ยงดู วัฒนธรรม โรงเรียน เอยใดที่พวกเขาถูกหล่อหลอมตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้มีมุมมองต่อชีวิตทำให้การใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน ความเป็นจริงที่ถูกฉายออกมาแตกต่างกัน
เราสามารถเปลี่ยนความเป็นจริงของเราได้จากการเปลี่ยนความคิดความเชื่อที่เรามีต่อตัวเองนั่นแหละเราถึงจะค้นพบความเป็นจริงแบบใหม่โดยการที่เราระลึกได้ว่าเราคือผู้สร้างไม่ใช่ผู้เล่นบทเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำแต่เราคือผู้เล่น ผู้สร้างบทละครชีวิตของเราขึ้นมาเอง ที่นี้เราจะเริ่มเห็นความเป็นจริงที่มันแตกต่างออกไปจากเดิมมันอาจจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ได้มากแต่เชื่อเถอะว่าถ้าเมื่อไหร่เรามีการพัฒนาตัวเองและเปลี่ยนความเชื่อให้เป็นแบบใหม่ที่เป็นประโยชน์กับตัวเองโดยนำทางจากจากจิตวิญญาณที่แท้จริง เราจะค้นพบด้วยตัวเองเลยว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง
เราทุกคนล้วนมีพรสวรรค์มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของตัวเองได้เราทุกคนเท่าเทียมกันเป็นมนุษย์เหมือนกันและพวกเราไม่ได้แตกแยกหรือมีใครพิเศษกว่าใครสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแตกแยกนั้นก็เพราะข้อมูลข่าวสารที่พวกเราเสพและความเป็นอีโก้ในตัวของเราเอง เราไม่สามารถเข้าใจการทำงานของอีโก้ในตัวเองได้จึงทำให้มันควบคุมเราแต่แท้จริงแล้วเราสามารถควบคุมอีโก้ของตัวเองได้และเปลี่ยนตัวเองเป็นคนที่เป็นเวอร์ชั่นใหม่เข้าใจอะไรใหม่ๆขยายความถี่ของจิตสำนึกของตัวเองได้มากขึ้น และทุกคนคือหนึ่งเดียวกันไม่เคยมีใครแยกออกจากกันตั้งแต่แรก
เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อชีวิต ทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเสมอ ยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบ ยอมรับความเจ็บปวด บางครั้งการเปลี่ยนแปลงมันอาจจะไม่ใช่ในสิ่งที่เราต้องการแต่มันเป็นประโยชน์ต่อการวิวัฒนาการของตัวเราเอง เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทุกอย่างย่อมดีเสมอ
แล้วเราจะได้ค้นพบความเป็นจริงของเราในรูปแบบใหม่แน่นอน
ไดอารี่ของฉัน
✨ Nahmsaii ✨
2/4/69
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?