Midnight Narrative
Late-night stories of crime & mystery Told slowly, in silence and voice🕯️🤍🖤
02/05/2026
เกาหลีใต้ ปี 1975 เกิดคดีสะเทือนขวัญ “คดีฆ่าหั่นศพยัดโอ่งดองกิมจิ” คดีฆาตกรรมที่ทั้งโหดและวิปริตเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการ…
📍แม่หาย พ่อเลี้ยงน่าสงสัย
23 มิถุนา 1975 เด็กสาวคนนึงวิ่งไปแจ้งตำรวจว่าแม่ของเธอ “อีซุกจา” หายตัวไป 3 วันแล้ว และสงสัยว่าพ่อเลี้ยง “อีแบคกุก” อาจมีเอี่ยว โดยเธอยืนยันว่าพ่อเลี้ยงคนนี้นิสัยโหดร้ายชอบใช้ความรุนแรง และก่อนแม่จะหายไปทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างหนัก
ตอนแรกตำรวจคิดว่าเป็นแค่คดีคนหายธรรมดา แต่แล้วไม่นานเจ้าหน้าที่เก็บขยะก็พบกระดูกมนุษย์ในถุงขยะ เมื่อส่งตรวจที่สถาบันวิทยาศาสตร์ฯ ก็พบร่องรอยการเลื่อยกระดูกและยืนยันว่า “มันคือกระดูกของอีซุกจาจริงๆ”
:
📍จุดเริ่มรักจากร้านน้ำชา
อีแบคกุก เกิดปี 1928 ชีวิตวัยเด็กกำพร้าพ่อแม่ โตมาแต่งงานมีลูก 4 คนต่อมาภรรยาเสียชีวิต เขาตกงาน กลายเป็นคนเกเร มีประวัติฉ้อโกง-ใช้ความรุนแรงเพียบ
จนกระทั่งเดือนกันยายน 1973 เขาพบ “อีซุกจา” ที่เป็นเจ้าของร้านน้ำชา ก็เกิดถูกใจจนตัดสินใจคบหาหอบลูก 4 คนของตัวเองย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านของฝ่ายหญิงในโซล
:
📍จุดแตกหัก
อยู่กันไปไม่นานอีซุกจาเริ่มทนไม่ได้ เพราะสามีใหม่คนนี้ขี้เกียจ กินนอน ไม่ทำงาน แถมยังโยนหน้าที่ดูแลลูกทั้ง 4 ที่เกิดจากภรรยาเก่าให้เธออีกต่างหาก
ในที่สุดวันที่ 10 มิถุนายน 1975 เธอประกาศแยกทางหลังอยู่กินด้วยกันแค่ปีกว่าๆ แต่อาทิตย์ต่อมาอีแบคกุกพยายามง้อ แต่เธอปฏิเสธยืนกรานขอหย่าขาดจนเกิดทะเลาะกันรุนแรง จบลงที่เขาบีบคอเธอจนตาย
:
📍ขั้นตอนสุดโหดหั่นศพยัดโอ่งกิมจิ
คืนนั้นหลังจากที่ฆ่าภรรยาจนเสียชีวิตอีแบคกุกก็ลากศพไปที่ห้องน้ำ จัดการเลาะผิวหนังทั้งตัว เผาผิวและผม ควักดวงตาและอวัยวะภายในสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเทลงท่อ
ส่วนกระดูกใหญ่และชิ้นเนื้อที่เหลือก็หั่นเป็นชิ้นๆ แล้วยัดใส่โอ่งกิมจิดองรวมกับกิมจิที่อยู่ด้านใน ก่อนเอาไปทิ้งหลุมฝังกลบใกล้มหาวิทยาลัยซองกยุนกวาน
กระดูกบางส่วนถูกทุบด้วยดัมเบลล์จนเป็นผง ผสมกับขี้เถ้าถ่านหิน จากนั้นเทลงท่อเพื่อไม่เหลือร่องรอย
(โหดสัสส😱)
:
📍คิดว่ารอด แต่กลิ่นไม่โกหก
หลังทำลายศพอีแบคกุกก็พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วบ้านแล้วสั่งลูกๆ ของตัวเองว่า “ห้ามบอกใคร ให้พูดว่าแม่เลี้ยงหนีออกจากบ้านไปกลางดึก” แต่ลูกสาวของอีซุกจาไม่เชื่อเพราะได้กลิ่นเหมือนเนื้อไหม้ในบ้าน
ความรู้สึกลึกๆ บอกว่านั่นอาจเป็นแม่ของเธอ…
:
📍สารภาพแบบไร้สำนึก
แม้หลักฐานจะชี้มาที่สามีผู้ตายแต่ตำรวจก็ขาดหลักฐานมัดตัวเพราะศพถูกทำลายเกือบหมด จนลูกสาวของคนตายพูดเรื่อง “กลิ่นเนื้อไหม้” ตอนให้ปากคำทำให้ตำรวจเชื่อว่าเขาคือคนร้าย
หลังโดนสอบมาราธอนทั้งไม้นวมไม้แข็ง ทำให้เขารู้ว่าโกหกต่อไม่ได้เลยยอมรับสารภาพว่าเป็นคนฆ่าและหั่นศพเอง พร้อมกับเล่าลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด
ที่น่าขนลุกคือ ขณะให้การอีแบคกุกไม่แสดงความรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย
:
📍บทสุดท้าย
อีแบคกุกถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาฆาตกรรมและทำลายศพ แม้ทนายพยายามอ้างว่าเขากระทำไปโดยขาดสติ แต่ศาลไม่รับฟัง
ในที่สุดอีแบคกุกก็ถูกนำตัวไปประหารในเดือนพฤศจิกายน 1977
ปิดตำนานฆาตกรโหดฆ่าหั่นศพเมียยัดโอ่งกิมจิไปในที่สุด…🍃
________
สรุปและเรียบเรียงจาก : NAVER, 네이트, 세계일보
18/03/2026
คืนหนึ่งในปี 1999 ตำรวจฮ่องกงบุกเข้าไปตรวจค้นแฟลตเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในย่านจิมซาจุ่ย
ทันทีที่ประตูเปิดออก กลิ่นประหลาดก็ลอยคลุ้งไปทั่วห้อง
เจ้าหน้าที่เริ่มค้นหาหลักฐานทีละชิ้น จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับตุ๊กตา Hello Kitty ตัวหนึ่ง ที่วางอยู่เงียบ ๆ ในห้อง
มันดูธรรมดา เหมือนของเล่นที่ไม่มีความสำคัญอะไร แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดมันออก สิ่งที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่นุ่นหรือใยสังเคราะห์
แต่เป็นกะโหลกศีรษะของมนุษย์
การค้นพบครั้งนั้น ทำให้ตำรวจรู้ทันทีว่า พวกเขากำลังเผชิญกับหนึ่งในคดีฆาตกรรมที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของฮ่องกง
ชิวิตของ ฟาน มัน-อี หญิงสาววัยเพียง 23 ปีในเวลานั้น ไม่เคยง่ายนัก
ฟานเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และเคยพัวพันกับโลกของยาเสพติดและการค้าประเวณี
แต่เมื่อเธอกลายเป็นแม่ของลูกชายตัวน้อย เธอก็เริ่มพยายามเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเอง
ฟานพยายามหลุดพ้นจากอดีต และเริ่มต้นใหม่ให้ได้
ทว่าอดีตบางอย่างกลับไม่ยอมปล่อยเธอไปง่าย ๆ
เธอมีปัญหากับ ชาน มัน-ลก ชายวัย 34 ปี ผู้มีความเกี่ยวข้องกับ วอ ซิง วอ (Wo Shing Wo) หนึ่งในกลุ่มไตรแอดที่ทรงอิทธิพลที่สุดของฮ่องกง
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากเงิน 4,000 ดอลลาร์
ฟานถูกกล่าวหาว่าขโมยเงินจำนวนนี้จากเขา แม้เธอจะพยายามหาเงินมาคืน พร้อมดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ดูเหมือนว่าความโกรธของชายคนนั้นจะไม่เคยจางหาย
และในวันที่ 17 มีนาคม 1999 ฟาน มัน-อี ก็หายตัวไป
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอในวันนั้น
แต่ในเวลาต่อมา ตำรวจพบว่า หญิงสาวถูกพาตัวไปยังแฟลตหมายเลข 31 บนถนนแกรนวิลล์
ที่นั่น เธอถูกกักขังอยู่ในห้องแคบ ๆ ร่วมกับชายสามคน
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ตามมา ฟานถูกทำร้ายอย่างต่อเนื่อง ผู้ก่อเหตุไม่ได้เพียงต้องการทวงหนี้ แต่ดูเหมือนจะเปลี่ยนการลงโทษให้กลายเป็นความบันเทิงของตัวเอง
ของใช้ธรรมดาในบ้านถูกหยิบขึ้นมาใช้เป็นอาวุธ เสียงหัวเราะดังสลับกับเสียงร้องขอความเมตตา
พวกเขาบังคับให้เธอยิ้มและพูดคำหนึ่งซ้ำ ๆ
"ฉันมีความสุข"
ทั้งที่ในความเป็นจริง ร่างกายของเธอแทบไม่สามารถยืนได้อีกต่อไป
เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ ในที่สุด ฟานก็เสียชีวิตลงภายในแฟลตแห่งนั้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น ยิ่งทำให้คดีนี้กลายเป็นเรื่องที่โลกไม่มีวันลืม
ผู้ก่อเหตุพยายามกำจัดหลักฐานทั้งหมด พวกเขาพยายามทำให้ทุกอย่างหายไป ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น
แต่มีบางอย่างที่ยังคงถูกซ่อนอยู่ในห้องนั้น
เรื่องราวทั้งหมดอาจไม่มีวันถูกเปิดเผยเลย หากไม่มีเด็กหญิงวัย 14 ปีคนหนึ่ง
เธอเป็นแฟนของหนึ่งในชายที่อยู่ในแฟลตช่วงเวลานั้น และเป็นคนที่เห็นเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
ในตอนแรก เด็กสาวไม่กล้าพูดอะไรกับใคร แต่หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปไม่นาน เธอเริ่มฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เธอบอกกับตำรวจว่า ในความฝันนั้น วิญญาณของฟานมาปรากฏตัวและตามหลอกหลอนเธอทุกคืน
จนในที่สุด เด็กสาวตัดสินใจเดินเข้าไปหาตำรวจ และเล่าทุกอย่างที่เธอรู้
คำให้การของเธอทำให้เจ้าหน้าที่บุกเข้าตรวจค้นแฟลตบนถนนแกรนวิลล์
ภายในห้อง เจ้าหน้าที่พบหลักฐานจำนวนมาก รวมถึงตุ๊กตา Hello Kitty ตัวหนึ่งที่ถูกวางอยู่ภายในห้อง
เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดมันออก สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่นุ่น
แต่เป็นกะโหลกศีรษะของฟาน มัน-อี
คดีนี้ถูกเรียกในเวลาต่อมาว่า Hello Kitty Murder และกลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมที่สั่นสะเทือนสังคมฮ่องกงมากที่สุด
ผู้ก่อเหตุหลักสามคนถูกนำตัวขึ้นศาล และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้พิพากษา ปีเตอร์ เหงียน กล่าวไว้ว่า
"ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีคดีไหนในฮ่องกงที่ทำให้ศาลต้องรับฟังเรื่องราวความโหดร้าย อำมหิต และความวิปริตเท่าคดีนี้มาก่อน"
แม้ในเวลาต่อมา หนึ่งในผู้ต้องหาจะได้รับการลดโทษจากการให้ความร่วมมือกับศาล แต่ความโกรธของสาธารณชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่เคยจางหาย
หลังคดีจบลง แฟลตหมายเลข 31 กลายเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้
ผู้คนในละแวกนั้นเล่าว่า บางคืนยังคงได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้แผ่วเบาจากทางเดินของอาคาร
ในปี 2012 อาคารบนถนนแกรนวิลล์ถูกทุบทิ้ง ตึกแถวสมัยใหม่ถูกสร้างขึ้นแทนที่
แต่ชื่อคดี Hello Kitty Murder ไม่เคยหายไปพร้อมกับเศษอิฐเศษปูน
มันยังคงถูกเล่าขานในฐานะโศกนาฏกรรมที่อำมหิตที่สุดครั้งหนึ่งของฮ่องกง
เรื่องราวที่เริ่มต้นจากเงินเพียง 4,000 ดอลลาร์ และจบลงด้วยหลักฐานที่ถูกซ่อนไว้ภายในตุ๊กตาตัวหนึ่ง
************
อ้างอิงจาก - Thar Tribune, South China Morning Post, Wikipedia (Hello Kitty murder case)
Narrative #เล่าเรื่องหลอน
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?