O2O Forum

O2O Forum

แชร์

สื่อธุรกิจ O2O มุ่งเน้นการเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจ กับ ธุรกิจ (B2B) O2OESG มุ่งสู่การสนับสนุนธุรกิจยั่งยืน

29/04/2025

งานวิจัยล่าสุดจาก World Economic Forum, McKinsey และ UN ESCAP ยืนยันว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่กำลังปรับเกณฑ์การเลือกพันธมิตรใหม่ โดยให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) อย่างชัดเจนและตรวจสอบได้ เพื่อรองรับแรงกดดันจากตลาดทุน ผู้ถือหุ้น และพันธมิตรสากล

จากกรณีศึกษาของประเทศชั้นนำ เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และออสเตรเลีย พบว่า ผู้ประกอบการที่สามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานขององค์กรขนาดใหญ่ได้สำเร็จ ล้วนมีลักษณะร่วม 3 ประการ คือ

1.การได้รับการรับรองมาตรฐาน ESG หรือสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ
2.การนำเสนอผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง (Measurable Outcomes)
3.การเชื่อมโยงกับเครือข่ายพันธมิตรนานาชาติที่ได้รับการยอมรับ

สำหรับ SME ที่ต้องการขยายโอกาสสู่ตลาด B2B กับองค์กรระดับประเทศและระดับโลก การสร้างความพร้อมใน 3 ด้านดังกล่าวจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขที่จำเป็น การยกระดับมาตรฐาน ESG ของธุรกิจจึงเปรียบเสมือน "ใบเบิกทาง" ที่จะทำให้องค์กรของท่านกลายเป็นพันธมิตรที่ภาคธุรกิจรายใหญ่ไว้วางใจได้อย่างแท้จริง

เข้าร่วมกับเราที่ O2O Forum x Sustainism : ESG Top Leaders Road to 2030

26/01/2025

Great Smog of Thailand
วิกฤตฝุ่น PM 2.5 กับความรับผิดชอบร่วมของทุกคน

เชื่อมโยงอดีตลอนดอนกับปัจจุบันในไทย
ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในไทยสะท้อนวิกฤตการณ์ Great Smog of London ปี 1952 ซึ่งเกิดจากการเผาถ่านหินคุณภาพต่ำปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) และเขม่าฝุ่นสะสมในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดหมอกพิษที่คร่าชีวิตผู้คนกว่าหลายหมื่นคน ทั้งในช่วงเกิดเหตุและระยะยาว บทเรียนสำคัญนี้ทำให้อังกฤษตื่นตัว ออกกฎหมาย Clean Air Act 1956 เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมและเชื้อเพลิง ในทางกลับกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญ “Great Smog of Thailand” จากการเผาไหม้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม การคมนาคม และอุตสาหกรรมอย่างจงใจ และดูเหมือนปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตอ

PM 2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่สามารถแทรกซึมเข้าไปในระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดของเรา อนุภาคเหล่านี้มาจากการเผาไหม้ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร เช่น การเผาไร่อ้อยและข้าวโพด รวมถึงการปล่อยไอเสียจากรถยนต์และโรงงาน ฝุ่นละอองเหล่านี้เชื่อมโยงกับโรคร้ายแรง เช่น หัวใจวาย มะเร็งปอด และโรคหลอดเลือดสมอง (Cohen et al., 2017) และที่น่ากังวลคือ เราทุกคนล้วนมีส่วนในวงจรมลพิษนี้ ไม่ว่าจะจากการเดินทาง การใช้พลังงาน หรือวิถีการบริโภค

กรณีลอนดอนและสิงคโปร์พิสูจน์ว่า การแก้ไขปัญหามลพิษอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจาก “กฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง” อังกฤษมี Clean Air Act ในปี 1956 ขณะที่สิงคโปร์มีกฎหมาย Transboundary Haze Pollution Act 2014 เพื่อลงโทษผู้ก่อมลพิษข้ามพรมแดน ไทยเองมีความพยายามรณรงค์ “งดเผา” ในภาคเกษตรกรรม แต่กลับไร้การบังคับใช้อย่างจริงจัง ทั้งยังขาดแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีการเก็บเกี่ยว ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายควบคุมการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมและยานพาหนะยังไม่เข้มงวดพอ

คำถามสำคัญคือ ประชาชนอย่างเรามองเห็นความสำคัญของกฎหมายที่ส่งเสริมความยั่งยืนแล้วหรือยัง? เราเข้าใจหรือไม่ว่า มาตรการควบคุมมลพิษที่เข้มงวดอาจช่วยรักษาคุณภาพชีวิตของเราเอง รวมถึงคนรุ่นหลัง? หากไม่มีแรงกดดันจากประชาชน รัฐบาลและภาคธุรกิจจะไม่มีแรงผลักดันเพียงพอที่จะออกมาตรการที่กล้าหาญ เช่น การบังคับใช้เขตปลอดการเผา การส่งเสริมพลังงานสะอาด หรือการเพิ่มภาษีสำหรับอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษ

“Great Smog of Thailand” ไม่ใช่เพียงวิกฤตฝุ่นในวันนี้ แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า เรากำลังทำซ้ำประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดของลอนดอน หากเราไม่เริ่มต้นแก้ไขอย่างจริงจัง ฝุ่น PM 2.5 จะยังคงกัดกินชีวิตและสุขภาพของคนไทยทุกคน การแก้ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่มันต้องการพลังจากทุกคนที่ร่วมผลักดันกฎหมายส่งเสริมความยั่งยืนและการบังคับใช้ที่เข้มงวด

การแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืนในภาค ธุรกิจเกษตร อุตสาหกรรม พลังงาน และ คมนาคม จำเป็นต้องปรับตัวตามหลัก ESG (Environmental, Social, and Governance) อย่างครอบคลุม โดยในด้าน Environmental ธุรกิจเกษตรควรส่งเสริมการเก็บเกี่ยวโดยไม่ใช้การเผา ขณะที่อุตสาหกรรมต้องลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดเพื่อลดการปล่อยมลพิษ และ ภาคพลังงานควรเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ส่วนคมนาคมต้องผลักดันการใช้ยานพาหนะไฟฟ้าและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับพลังงานสะอาด ในด้าน Social ภาคธุรกิจต้องสนับสนุนการอบรมและให้ความรู้กับเกษตรกร พนักงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับผลกระทบของมลพิษ และในด้าน Governance บริษัทต้องรายงานการปล่อยมลพิษอย่างโปร่งใส พร้อมตั้งเป้าหมายลดการปล่อยมลพิษที่ชัดเจนและปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

Great Smog of London ทำให้อังกฤษตระหนักและเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นผู้นำด้านคุณภาพอากาศ สิงคโปร์แก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนด้วยมาตรการที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพ คำถามคือ ประเทศไทยจะปล่อยให้ Great Smog of Thailand เป็นเพียงประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอย หรือจะใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน?

คำตอบนั้นอยู่ที่ทุกคน ไม่ใช่แค่รัฐบาลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ประชาชนอย่างพวกเราต้องออกมาส่งเสียงเรียกร้องและผลักดันให้เกิดกฎหมายเพื่อปกป้องชีวิตของพวกเรา จากอากาศพิษตั้งแต่นี้ในปัจจุบันและอนาคต หากคุณเห็นด้วย โปรดพิมพ์ “เห็นด้วย” ใต้คอมเม้นต์

ขอบคุณภาพจาก https://www.yourweather.co.uk/

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ บุคคลสาธารณะ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บุคคลสาธารณะ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok