Eastern Today
Insight Beyond Borders
19/05/2026
Four Dead in Kenya as Nationwide Strikes Over High Fuel Prices Turn Violent
(Nairobi, Kenya) — A nationwide strike over skyrocketing fuel prices and the escalating cost of living has taken a deadly turn in Kenya. Protests that began as a unified pushback against government economic policies have erupted into violent clashes between demonstrators and anti-riot police, leaving at least four people dead and many more injured.
International news agencies report a rapidly deteriorating security situation across Kenya as citizens and labor unions took to the streets in a massive nationwide strike. The core of the public's anger is directed at the unrelenting surge in fuel prices, which has subsequently driven up the cost of basic necessities, food, and public transportation, pushing many low- and middle-income families to the breaking point.
Tear Gas and Barricades
What began as organized marches in major cities, including the capital Nairobi, quickly escalated. Groups of protesters blocked major highways, lit bonfires with tires, and engaged in running battles with law enforcement. In response, riot police deployed tear gas, water cannons, and, according to several reports, live ammunition to disperse the crowds.
Medical officials and local authorities have confirmed that at least four individuals have been killed in the crossfire, with dozens of protesters and police officers sustaining injuries. Authorities have also made numerous arrests across the country in an attempt to restore order.
A Government Under Pressure
The unrest highlights a severe economic fragility. Protesters are demanding immediate government intervention, specifically calling for the reinstatement of fuel subsidies and significant tax cuts to ease the financial burden.
However, the Kenyan government finds itself in a precarious position. Weighed down by heavy national debt and strict fiscal targets set by international financial institutions, the administration has limited room to maneuver or implement the costly subsidies the public is demanding.
The international community is watching closely as Kenya faces one of its most severe domestic crises in recent years. The situation remains highly volatile, serving as a stark reminder of how global energy crises can swiftly ignite social and political instability.
16/05/2026
ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล
งวดประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2569
รางวัลที่ 1 : 107387
(มี 1 รางวัลๆละ 6,000,000 บาท)
รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 : 107386 , 107388
(มี 2 รางวัลๆละ 100,000 บาท)
เลขท้าย 2 ตัว : 08
(มี 1 รางวัลๆละ 2,000 บาท)
เลขหน้า 3 ตัว : 298 , 091
(มี 2 รางวัลๆละ 4,000 บาท)
เลขท้าย 3 ตัว : 602 , 716
(มี 2 รางวัลๆละ 4,000 บาท)
*สามารถตรวจสอบผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดปัจจุบันและย้อยหลังได้ที่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล https://www.glo.or.th/
#ตรวจหวย #ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล #ผลหวย #ผลหวยไทย #ผลหวยวันนี้ #ผลหวยไทยวันนี้ #หวยออกอะไร #หวยวันนี้ #ผลหวยล่าสุด #เลขท้าย2ตัว #ล็อตเตอรี่ #หวยออกอะไร
09/05/2026
ข่าวด่วน! สหรัฐฯ ยกระดับเตือนภัย 'ไวรัสฮันตา' (Hantavirus) ระดับ 3 ผวาคลัสเตอร์เรือสำราญ ดึงสติไม่ใช่การระบาดแบบโควิด
(แอตแลนตา, สหรัฐอเมริกา) — ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ประกาศยกระดับการเตือนภัยสถานการณ์แพร่ระบาดของ "ไวรัสฮันตา" (Hantavirus) ขึ้นสู่ระดับ 3 พร้อมเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เร่งติดตามตัวผู้โดยสารชาวอเมริกันที่เพิ่งเดินทางกลับจากคลัสเตอร์เรือสำราญ MV Hondius ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) รีบออกโรงเบรกความตื่นตระหนก ย้ำชัดความเสี่ยงต่อสาธารณะยังต่ำ และไม่ใช่การระบาดใหญ่แบบโควิด-19
สำนักข่าวต่างประเทศ ทั้ง Reuters และ CBS รายงานข่าวสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข เมื่อศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ได้ตัดสินใจยกระดับการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ขึ้นเป็น "ภาวะฉุกเฉินระดับ 3" (Level 3 Emergency) พร้อมสั่งเดินเครื่องศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) แบบ 24 ชั่วโมง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ชนวนเหตุสำคัญของการยกระดับเตือนภัยในครั้งนี้ มาจากการเกิดการระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือสำราญ "MV Hondius" ซึ่งส่งผลให้มีผู้โดยสารเสียชีวิตแล้วถึง 3 ราย โดยข้อมูลจาก CDC ระบุว่า มีผู้โดยสารชาวอเมริกันจำนวน 7-8 คน ที่เดินทางกลับเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนกำหนด ทำให้ทางการต้องเร่งติดตามตัวบุคคลกลุ่มนี้อย่างเร่งด่วน
ปัจจุบัน CDC ได้วางมาตรการเฝ้าระวังและติดตามอาการกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวในพื้นที่ 4 รัฐหลัก ได้แก่ จอร์เจีย, เทกซัส, แคลิฟอร์เนีย, และเวอร์จิเนีย รวมถึงบางพื้นที่ในรัฐแอริโซนา เบื้องต้นรายงานระบุว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่เดินทางกลับมายัง "ไม่มีอาการ" ของโรคแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกในวงกว้าง องค์การอนามัยโลก (WHO) และ CDC ได้ออกแถลงการณ์เน้นย้ำร่วมกันว่า "ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ" และสถานการณ์นี้ไม่จัดายเป็นการระบาดใหญ่ (Pandemic) เหมือนเช่นกรณีของไวรัสโควิด-19
โดยธรรมชาติแล้ว ไวรัสฮันตา (Hantavirus) มักแพร่เชื้อจากสัตว์ฟันแทะ (เช่น หนู) สู่คน ผ่านทางการสูดดมฝุ่นละอองที่มีปัสสาวะ มูล หรือน้ำลายของหนูที่ติดเชื้อ และ "ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ถึงการแพร่กระจายจากคนสู่คนในวงกว้าง" หรือการระบาดในระดับชุมชนแต่อย่างใด การเปิดศูนย์ EOC เป็นเพียงมาตรการเชิงรุก (Proactive) เพื่อจำกัดวงความเสี่ยงจากคลัสเตอร์เรือสำราญเท่านั้น
#ไวรัสฮันตา #เรือสำราญ #โรคระบาด #ข่าวสาธารณสุข #ข่าวต่างประเทศ
06/05/2026
'นายกฯ อนุทิน' สั่งชุดเฉพาะกิจบุกรวบ 'ผู้ช่วยทันตแพทย์' ค้ามนุษย์ ลวงเด็ก 13 ถ่ายคลิปลับขายกลุ่มดาร์กเทเลแกรม
(สุรินทร์) — เกิดคดีสะเทือนขวัญที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมและผู้ปกครอง เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการด่วนให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง บุกทลายเครือข่ายค้ามนุษย์ในจังหวัดสุรินทร์ รวบตัว "ผู้ช่วยทันตแพทย์" ลวงเด็กหญิงถ่ายคลิปลับอนาจารเพื่อนำไปเร่ขายในกลุ่มลับแอปพลิเคชัน Telegram พบโปรโมตเนื้อหาสุดหดหู่ทั้ง ลักหลับ-ขัดดอกใช้หนี้ สลดหนักพบเหยื่ออายุน้อยที่สุดเพียง 13 ปี!
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ได้มีการจัดแถลงข่าวผลการปฏิบัติการทลายเครือข่ายค้ามนุษย์และสื่อลามกอนาจารเด็กครั้งใหญ่ โดยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง
ปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นผลมาจากการสั่งการโดยตรงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับรายงานเบาะแสความเคลื่อนไหวของเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จึงได้สั่งการให้ "ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง" (DOPA) สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เพื่อเข้าจับกุมผู้ต้องหา ซึ่งมีอาชีพหลักเป็นถึง "ผู้ช่วยทันตแพทย์" ในคลินิกแห่งหนึ่ง ทำให้ดูเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและเข้าถึงเหยื่อได้ง่าย
จากการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์ล่อลวงเด็กหญิงและเยาวชนหญิงในพื้นที่ โดยอาศัยความไว้ใจหรือสถานะทางการเงินของเหยื่อ (การบังคับใช้หนี้) เพื่อทำการล่วงละเมิดทางเพศและแอบถ่ายคลิปวิดีโอ
หลังจากนั้น ผู้ต้องหาจะนำคลิปวิดีโอดังกล่าวไปหารายได้ด้วยการเปิดกลุ่มลับ (VIP Group) บนแอปพลิเคชัน Telegram โดยเก็บค่าสมาชิกแลกกับการเข้าชมคลิป สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่งคือ การตั้งชื่อคลิปเพื่อใช้โปรโมตดึงดูดกลุ่มผู้ที่มีรสนิยมทางเพศผิดปกติ (Pe*****le) ด้วยคำค้นหา (คีย์เวิร์ด) ที่สะเทือนใจสังคม เช่น "คลิปเด็ก", "ลักหลับ", และ "ใช้หนี้/ขัดดอก"
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า จากการตรวจสอบไฟล์พยานหลักฐานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ต้องหา พบว่ามีเยาวชนตกเป็นเหยื่อหลายราย โดยเหยื่อที่อายุน้อยที่สุดมีอายุเพียง 13 ปี เท่านั้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ (Human Trafficking) การผลิตและครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก (CSAM) ตลอดจนความผิดตาม
พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงสุด
ทั้งนี้ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งขยายผลการจับกุม เพื่อกวาดล้างผู้ที่อยู่ในกลุ่มลับดังกล่าว (ผู้ซื้อ) และเตรียมประสานงานทีมสหวิชาชีพเข้าให้การช่วยเหลือฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็กหญิงที่ตกเป็นเหยื่อทั้งหมดอย่างเร่งด่วน พร้อมฝากเตือนผู้ปกครองให้สอดส่องดูแลการใช้สื่อสังคมออนไลน์และพฤติกรรมของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรในคราบคนหน้าฉากดูดีเหล่านี้
#อาชญากรรมไซเบอร์ #ค้ามนุษย์ #สุรินทร์ #จับผู้ช่วยทันตแพทย์ #คลิปหลุด #เตือนภัยผู้ปกครอง #กรมการปกครอง #ข่าวอาชญากรรม
26/04/2026
SOCIAL NEWS: ช็อกกลางไลฟ์! สตรีมเมอร์วัย 20 ตัวพ่อลัทธิ "Looksmaxxing" ทรุดคาจอ สังเวยชีวิตให้ค่านิยม 'คลั่งหล่อ' สุดโต่ง
(ไมอามี, สหรัฐอเมริกา) — สังคมออนไลน์ตื่นตระหนก! เมื่อ 'Clavicular' อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มวัย 20 ปี ผู้เป็นไอคอนของลัทธิ "Looksmaxxing" หรือการเสพติดการอัปเกรดรูปร่างหน้าตาขั้นสุดโต่ง เกิดอาการวูบหมดสติกลางไลฟ์สดท่ามกลางสายตาผู้ชมหลายพันคน คาดสาเหตุจากการใช้ยาเกินขนาด เผยเบื้องหลังชีวิตสุดดาร์ก ทั้งการใช้ยาเสพติดและค้อนทุบหน้าตัวเอง เพื่อแลกกับความหล่อระดับ "กิกะแชด" (Giga-Chad) แต่สุดท้ายกลับพบเพียงความโดดเดี่ยวและปัญหาสุขภาพรุมเร้า
เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Kick
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ เบรเดน ปีเตอร์ส (Braden Peters) หรือที่รู้จักกันในโลกออนไลน์นาม 'Clavicular' สตรีมเมอร์หนุ่มวัย 20 ปี ผู้ตั้งตนเป็นปรมาจารย์ด้านความหล่อเหลา ได้เกิดอาการทรุดตัวและพูดจาอ้อแอ้ขณะกำลังไลฟ์สดในห้างสรรพสินค้าที่เมืองไมอามี ก่อนจะหมดสติพับไปซบกับสตรีมเมอร์อีกคน จนทีมงานต้องรีบตัดสัญญาณและหามร่างที่ไร้สติของเขาออกไป โดยหน่วยดับเพลิงไมอามีระบุในเวลาต่อมาว่า เป็นการเข้าระงับเหตุผู้ป่วย "สงสัยใช้ยาเกินขนาด" (Overdose)
เจาะลึกค่านิยม "Looksmaxxing" ลัทธิคลั่งหล่อสุดดาร์ก
เหตุการณ์ทรุดกลางไลฟ์ของ Clavicular กลายเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความน่ากลัวของเทรนด์ "Looksmaxxing" ซึ่งเป็นวัฒนธรรมย่อยที่เติบโตมาจากกลุ่ม "Incel" (ชายที่โกรธแค้นผู้หญิงเพราะตนเองไร้คู่) โดยมีความเชื่อว่า หากชายหนุ่มเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาตนเองให้หล่อเหลาขั้นสุดได้ ก็จะสามารถดึงดูดผู้หญิง ความมั่งคั่ง และชื่อเสียงมาได้
Clavicular ถือเป็นตัวท็อปของวงการนี้ เขาอ้างว่าตนเองได้ปรับเปลี่ยนร่างกายตั้งแต่เด็กจนมีส่วนสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว เอว 31 นิ้ว และมีกระดูกไหปลาร้าที่กว้างถึง 19.5 นิ้ว ทว่าวิธีการของเขานั้นเข้าข่าย "การทำร้ายตัวเอง" (Self-harm) อย่างชัดเจน เช่น การฉีดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนตั้งแต่ยังไม่พ้นวัยรุ่น, การใช้ยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) เพื่อรักษารูปร่างให้ผอมบาง, และที่ช็อกที่สุดคือ "การเอาค้อนทุบกระดูกใบหน้าตัวเอง" เพื่อหวังให้โครงหน้าคมชัดขึ้น
ชีวิตหลังกล้อง: โดดเดี่ยว คดีฉาว และไร้สมรรถภาพ
แม้ฉากหน้าเขาจะรายล้อมไปด้วยหญิงสาวและเพื่อนฝูง แต่ชีวิตจริงของ Clavicular กลับเต็มไปด้วยพฤติกรรมเสี่ยงและปัญหาข้อกฎหมาย เขาเพิ่งเดินหนีการสัมภาษณ์ของรายการ 60 Minutes Australia รวมถึงถูกจับกุมในรัฐฟลอริดาข้อหาทำร้ายร่างกาย และกำลังถูกสอบสวนคดีทารุณกรรมสัตว์จากการยิงจระเข้
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า แท้จริงแล้วกลุ่ม Looksmaxxer ไม่ได้ทำไปเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม แต่ทำไปเพื่อ "เรียกร้องการยอมรับจากผู้ชายด้วยกันเอง" ในโลกออนไลน์ คล้ายคลึงกับนักแสดงโชว์ของแปลก (Freak Show) ในอดีตที่ยอมกลืนดาบหรือพ่นไฟทรมานตัวเอง เพียงเพื่อให้มีคนดู ตัวของ Clavicular เองยังเคยยอมรับผ่านสื่อว่า ตนเอง "จีบผู้หญิงไม่เป็น" ต้องอาศัยแค่ชื่อเสียงเพื่อพาพวกเธอขึ้นเตียง และยังคาดว่าตนเอง "เป็นหมันไปแล้ว" จากการฉีดฮอร์โมนอย่างหนักติดต่อกันหลายปี
ภาพสะท้อนความโดดเดี่ยวที่ชัดเจนที่สุด เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์วูบหมดสติเพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมง เมื่อเขาไปปรากฏตัวที่ไนต์คลับแห่งหนึ่ง แต่กลับยืนแยกตัวอยู่คนเดียว ก้มหน้าไถสมาร์ทโฟนเพื่ออ่านคอมเมนต์ในไลฟ์ และเฝ้ารอข้อความจาก "พ่อ" ที่เขาส่งคำเชิญมางาน แต่สุดท้ายพ่อของเขาก็ไม่ปรากฏตัวจนกระทั่งจบงาน ถือเป็นบทสรุปอันน่าเศร้าของชายหนุ่มที่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อความดูดีในสายตาคนแปลกหน้าบนอินเทอร์เน็ต
#ค่านิยมวัยรุ่น #ทำร้ายตัวเอง #ภัยโซเชียล #ข่าวสังคม #วัยรุ่น #อินฟลูเอนเซอร์
24/04/2026
UPDATE: ชัดเจนแล้ว! คลังเคาะชื่อ 'ไทยช่วยไทยพลัส' (คนละครึ่ง เฟส 2) ดีเดย์ลงทะเบียน พ.ค. ใช้จริง 1 มิ.ย. นัดถกบิ๊กเอกชน 27 เม.ย. นี้
(กรุงเทพมหานคร) — รัฐบาลเดินเครื่องเต็มสูบรับมือค่าครองชีพพุ่ง ล่าสุดกระทรวงการคลังเคาะชื่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ "ไทยช่วยไทยพลัส" (หรือคนละครึ่งพลัส เฟส 2) ยืนยันกรอบเวลาเดิม เปิดลงทะเบียนพฤษภาคมและเริ่มใช้จ่าย 1 มิถุนายน 2569 ชี้รูปแบบเน้นการเยียวยาและอาจแบ่งจ่ายเป็นเฟส ขณะที่นายกรัฐมนตรีเตรียมนัดประชุม 'ครม.เศรษฐกิจ' นัดแรก 27 เม.ย. นี้ ดึง 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ร่วมกู้วิกฤต
ความคืบหน้าล่าสุดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ที่กำลังเป็นที่จับตาอย่างมากในขณะนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของโครงการดังกล่าว โดยระบุว่าโครงการนี้จะใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า "โครงการไทยช่วยไทยพลัส" หรือที่ประชาชนคุ้นเคยในชื่อ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2"
จ่อแบ่งจ่ายเป็นเฟส - รอดูความชัดเจนเรื่องงบ
นายเอกนิติ ยืนยันไทม์ไลน์เบื้องต้นว่า จะสามารถเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิได้ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 และจะเริ่มเปิดระบบให้ใช้จ่ายจริงผ่านแอปพลิเคชันได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม สำหรับรายละเอียดเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นวงเงินเยียวยาต่อคน (ที่คาดการณ์ไว้เบื้องต้นราว 2,000 บาท) และโควตาจำนวนผู้ได้รับสิทธิรวมนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดตัวเลขที่ตายตัวได้ เนื่องจากกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการประเมินแหล่งเงินและงบประมาณรองรับให้มีความรัดกุมที่สุด นอกจากนี้ รมว.คลัง ยังระบุด้วยว่า รูปแบบการแจกเงินในรอบนี้จะเน้นไปที่ "การเยียวยา" ผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ และมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะ "ไม่จ่ายเป็นเงินก้อนเดียว" แต่อาจใช้วิธีแบ่งการโอนเงินกระจายเป็นเฟสๆ ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและยาวนานขึ้น
นายกฯ นัดถก 'ครม.เศรษฐกิจ' ดึงบิ๊กเอกชนร่วมวง
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกลไกการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 นี้ รัฐบาลจะมีการเรียกประชุม "คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ" เป็นนัดแรก (และจะมีการจัดประชุมอย่างต่อเนื่องทุกวันจันทร์)
ที่น่าสนใจคือ การประชุมนัดปฐมฤกษ์นี้ รัฐบาลได้เชิญตัวแทนระดับบิ๊กจากภาคเอกชน 3 สถาบันหลัก หรือ กกร. ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมหารืออย่างใกล้ชิด โดยวาระสำคัญจะครอบคลุมถึงแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม การผลักดันนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และที่สำคัญคือการหารือเพื่อกำหนดทิศทางของโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ให้ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยมากที่สุด
การดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมกำหนดนโยบายในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการบูรณาการความร่วมมือ เพื่อรับมือกับวิกฤตเงินเฟ้อและปัญหาต้นทุนสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อปากท้องของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
#ไทยช่วยไทยพลัส #คนละครึ่ง #แจกเงิน #ครมเศรษฐกิจ #กระตุ้นเศรษฐกิจ #แอปเป๋าตัง #นโยบายรัฐ #ข่าวเศรษฐกิจ
24/04/2026
POLITICAL NEWS: เปิดมติศาลฎีกา! ประทับรับคำร้องคดี 44 สส. แต่ไฟเขียว 'ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่' พร้อมงัดกฎเหล็กห้ามวิจารณ์คดี
(กรุงเทพมหานคร) — ศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้องคดี 44 สส. ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างเป็นทางการแล้ว แต่มีมติสำคัญคือ "ไม่สั่งให้ 10 สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่" ส่งผลให้ยังคงทำหน้าที่ในสภาฯ ต่อไปได้ พร้อมออกข้อกำหนดเหล็ก ห้ามผู้เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นชี้นำคดี เตรียมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามไทม์ไลน์ที่กำหนด
ความคืบหน้าประเด็นร้อนทางการเมือง กรณีคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงของกลุ่ม 44 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ล่าสุด ศาลฎีกาได้พิจารณาและมีคำสั่งประทับรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาตามกระบวนการทางกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ไฟเขียวทำหน้าที่ต่อ - ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในคำสั่งศาลครั้งนี้ คือการพิจารณาคำขอพ่วงที่ขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยศาลฎีกาได้พิจารณาแล้วมีคำสั่ง "ไม่สั่งให้ 10 สส." (ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ถูกร้อง) หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามที่มติขององค์กรอิสระหรือผู้ร้องได้เสนอมา คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้ สส. ที่ถูกร้องทั้งหมด ยังคงมีสถานะสมาชิกภาพเต็มรูปแบบ และสามารถเข้าประชุม ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อไปได้ตามปกติ ในระหว่างที่คดีนี้ยังอยู่ในการพิจารณาของศาล
สั่งปิดปาก "ห้ามชี้นำ-ห้ามวิจารณ์คดี"
นอกจากคำสั่งรับคำร้องแล้ว ศาลฎีกายังได้ออกข้อกำหนดเพิ่มเติมที่สำคัญยิ่ง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างเป็นอิสระ ปราศจากแรงกดดันจากภายนอก โดยศาลได้มีคำสั่ง "ห้าม" มิให้ผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน แสดงความคิดเห็น หรือเผยแพร่ข้อมูลใดๆ สู่สาธารณะในลักษณะที่อาจเป็นการชี้นำ ก้าวล่วง หรือกระทบต่อการพิจารณาคดีของศาลอย่างเด็ดขาด
สำหรับขั้นตอนต่อไป ภายหลังศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง ศาลได้ทำการเปิดไทม์ไลน์และกำหนดนัดหมายเพื่อพิจารณาคดีในขั้นตอนต่อไป ซึ่งผู้ถูกร้องจะต้องเข้าสู่กระบวนการเตรียมเอกสาร พยานหลักฐาน และทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามกรอบระยะเวลาที่ศาลกำหนดต่อไป
(อ้างอิงข้อมูล: TNN Thailand)
#การเมืองไทย #ศาลฎีกา #คดี44สส #จริยธรรมสส #สภาผู้แทนราษฎร #ข่าวการเมือง #อัปเดตการเมือง
23/04/2026
รัฐงัดไม้ตายสู้ของแพง! จ่อฟื้น ‘คนละครึ่งพลัส 2569’ แจกไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท ดีเดย์ลงทะเบียน พ.ค. นี้ เช็กเงื่อนไขด่วน!
อ่านต่อ: https://easterntoday.net/th/1496/
#คนละครึ่ง #คนละครึ่งพลัส #เป๋าตัง #แจกเงิน #ลดค่าครองชีพ #รัฐบาล #นโยบายรัฐ #ข่าวเศรษฐกิจ
22/04/2026
LIFESTYLE: เอฟเฟกต์สงครามลามถึงเตียง! ผู้ผลิต 'ถุงยางอนามัย' เบอร์ 1 โลก จ่อปรับราคาขึ้น 30% หลังเคมีภัณฑ์ปิโตรเลียมขาดแคลนหนัก
(กัวลาลัมเปอร์) — สถานการณ์ความขัดแย้งและวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง เริ่มแผลงฤทธิ์ลุกลามเข้าสู่สินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุด Karex Berhad บริษัทผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลก เตรียมประกาศปรับขึ้นราคาสินค้าสูงสุดถึง 30% ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและสารเคมีปิโตรเลียมที่พุ่งทะยาน ชี้คนยิ่งเครียดเศรษฐกิจ ยิ่งใช้ถุงยางเพิ่มเพื่อคุมกำเนิดลดภาระ
วิกฤตซัพพลายเชนระดับโลกกำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง ล่าสุด บริษัท คาเร็กซ์ เบอร์ฮาด (Karex Berhad) ยักษ์ใหญ่สัญชาติมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตถุงยางอนามัยอันดับ 1 ของโลก (มีกำลังการผลิตราว 5,000 ล้านชิ้นต่อปี หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของทั้งโลก) ทั้งในฐานะผู้รับจ้างผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์ชั้นนำอย่าง D***x รวมถึงแบรนด์ของตนเองอย่าง ONE Condoms และ Carex ออกมาส่งสัญญาณเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ที่ระดับ 30%
วัตถุดิบขาดแคลน - ต้นทุนพุ่งทะลุเพดาน
ผู้บริหารของบริษัทเปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต้นทุนการผลิตภาพรวมได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 25–30% สาเหตุหลักมาจาก "การขาดแคลนสารเคมีที่สกัดจากน้ำมันปิโตรเลียม" ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซโดยตรง
ตัวชี้วัดที่ชัดเจนคือ ราคาวัตถุดิบสำคัญในสายการผลิตปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่:
• ซิลิโคนออยล์ (Silicone Oil) ที่ใช้เป็นสารหล่อลื่น ราคาพุ่งขึ้นราว 30%
• น้ำยางสังเคราะห์ (Synthetic Latex) ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 1 เท่าตัว (100%)
• น้ำยางธรรมชาติ (Natural Rubber) ราคาขยับขึ้นประมาณ 33% นับตั้งแต่ต้นปี
ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือ ปัจจุบันบริษัทมีสต็อกวัตถุดิบสำรองสำหรับการผลิตเหลือเพียง 2–3 เดือนเท่านั้น และการหาวัตถุดิบทดแทนจากแหล่งอื่นก็ทำได้ยากยิ่ง เนื่องจากถุงยางอนามัยจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและเครื่องมือแพทย์ (Healthcare) ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดระดับสากล
เศรษฐกิจแย่ แต่ยอดขายถุงยางโต?
แม้ราคาสินค้าจะมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผู้ผลิตกลับประเมินว่า "ความต้องการในตลาดโลกจะยังคงแข็งแกร่ง" โดยซีอีโอของบริษัทย้ำว่า ถุงยางอนามัยจัดเป็นสินค้าจำเป็น (Essential Goods) ที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ (Recession-proof)
ในทางกลับกัน หลักจิตวิทยาและพฤติกรรมผู้บริโภคชี้ให้เห็นว่า ในสภาวะที่รายได้ลดลงและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ผู้คนจะยิ่งมีแนวโน้มระมัดระวังตัวและ "เลือกใช้ถุงยางอนามัยมากขึ้น" เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ เพราะการมีบุตรเพิ่มในช่วงวิกฤตสงครามและค่าครองชีพแพง หมายถึงการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวที่มหาศาลนั่นเอง
#ถุงยางอนามัย ***x #เงินเฟ้อ #ค่าครองชีพ #สงครามตะวันออกกลาง #ราคาน้ำมัน #เศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจ
19/04/2026
WORLD BREAKING: พลิกโผ! อิหร่านสั่ง "ปิดตาย" ฮอร์มุซอีกระลอก ยิงขู่เรืออินเดีย โต๊ะเจรจาสะดุด 'ทรัมป์' ขู่ทิ้งระเบิดซ้ำหากดีลล่มวันพุธนี้!
(วอชิงตัน/อิสลามาบัด) — วิกฤตพลังงานโลกส่อเค้าเลวร้ายขั้นสุด! การเดินเรือผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" หยุดชะงักลง 100% อีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังอิหร่านกลับลำประกาศยึดการควบคุมพื้นที่ พร้อมเกิดเหตุยิงโจมตีเรือสินค้าอินเดีย 2 ลำ ขณะที่การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงหาข้อสรุปเรื่องนิวเคลียร์ไม่ได้ ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ฟ่อ เตรียมกลับมาทิ้งระเบิดปูพรม หากตกลงกันไม่ได้ก่อนเส้นตายหยุดยิงในวันพุธนี้
สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานด่วนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569 ว่า เส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ขนส่งน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลก ได้เข้าสู่สภาวะเป็นอัมพาตโดยสมบูรณ์อีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลเตหะรานประกาศกลับมาควบคุมน่านน้ำเชิงยุทธศาสตร์แห่งนี้อย่างเบ็ดเสร็จ
กลับลำปิดช่องแคบ - ระทึกยิงเรืออินเดีย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการ "หักมุม" อย่างรุนแรง หลังจากที่เมื่อวันศุกร์ อิหร่านเพิ่งประกาศจะยอมเปิดช่องแคบชั่วคราว (ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงทันที 10%) ทว่าในวันเสาร์ อิหร่านได้กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเสียเอง ด้วยการยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทวีคูณ เมื่อรัฐบาลอินเดียออกมายืนยันว่า มีเรือสินค้าติดธงอินเดียจำนวน 2 ลำ ถูกยิงโจมตีขณะพยายามแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบัน ข้อมูลระบบติดตามเรือ (MarineTraffic) ชี้ชัดว่าไม่มีเรือลำใดกล้าแล่นเข้าออกอ่าวเปอร์เซียอีกเลย โดยมีเรือสินค้าหลายร้อยลำและลูกเรือกว่า 20,000 ชีวิต ต้องติดค้างอยู่กลางทะเล
โต๊ะเจรจาสะดุด - ทรัมป์ขู่ถล่มซ้ำ
ด้านการเจรจาสันติภาพทางตรงครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน (โดยมีปากีสถานเป็นคนกลางที่กรุงอิสลามาบัด) ยังคงเผชิญทางตัน แม้ทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ และ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ หัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่าน จะระบุตรงกันว่าการพูดคุย "มีความคืบหน้า" แต่ช่องว่างเรื่อง "โครงการนิวเคลียร์" ยังคงห่างไกล โดยสหรัฐฯ ยื่นคำขาดให้อิหร่านระงับโครงการนิวเคลียร์ยาวนานถึง 20 ปี ในขณะที่อิหร่านยอมถอยให้เพียง 3-5 ปีเท่านั้น
อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์เตือนว่า กองทัพเรืออิหร่านพร้อมที่จะยัดเยียด "ความพ่ายแพ้อันขมขื่นครั้งใหม่" ให้กับศัตรู ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาประณามการปิดช่องแคบครั้งนี้ว่าเป็น "การแบล็กเมล์" ระดับโลก พร้อมขู่กร้าวว่า สหรัฐฯ จะกลับมา "ทิ้งระเบิดใส่อิหร่านอีกครั้ง" หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงระยะยาวได้ก่อนที่สัญญาสงบศึกจะหมดอายุลงในวันพุธนี้ (22 เม.ย.)
#ช่องแคบฮอร์มุซ #อิหร่าน #โดนัลด์ทรัมป์ #ราคาน้ำมัน #วิกฤตพลังงานโลก #สงครามตะวันออกกลาง #ข่าวต่างประเทศ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Pluak Daeng
21140