Candleman
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Candleman, ครีเอเตอร์ดิจิทัล, Si Racha.
01/05/2026
JEPQ ที่จ่ายปันผลหนัก ปันผลถี่ทุกเดือน จนเสียวแวบ วันนี้ Candleman จะพามาส่องพอร์ต JEPQ แบบภาษาบ้านๆ เข้าใจง่ายๆ ว่ามันเอาเงินที่ไหนมาแจกเราและมีอะไรที่ต้องระวังบ้าง
JEPQ ปันผลสูงลิ่ว แต่ไส้ในคืออะไร?
สรุปสั้นๆ ให้เข้าใจเลยนะ JEPQ (JPMorgan Nasdaq Equity Premium Income ETF) คือกองทุน ETF ที่เอาเงินเราไปลงในหุ้นเทคตัวตึงๆ ในดัชนี NASDAQ-100 (พวก Apple, Microsoft, NVIDIA) แต่ความเด็ดมันอยู่ตรงที่ มันไม่ได้รอกินปันผลจากหุ้นพวกนี้อย่างเดียว!
มันใช้กลยุทธ์ "Covered Call" หรือเรียกง่ายๆ ว่า "เก็บค่าเช่าหุ้น" เพื่อสร้างกระแสเงินสดมาจ่ายเราทุกเดือนครับ
ปันผลสูงได้มาเพราะอะไร?
เงินปันผลที่ได้มาเกือบทั้งหมด ไม่ได้มาจากกำไรหรือปันผลของหุ้นในพอร์ตโดยตรงนะแต่มันมาจาก "ค่าพรีเมียม (Premium)" ที่กองทุนได้จากการขายสัญญา "Call Option" (สิทธิในการซื้อหุ้น) บนดัชนี NASDAQ-100 ครับ
กลยุทธ์เข้าใจง่ายๆ
1. ถือหุ้นชนะ: JEPQ ถือหุ้นใน NASDAQ-100 ไว้เป็นฐาน (เหมือนมีคอนโดให้เช่า)
2. ขายสิทธิ: กองทุนขายสัญญา Call Option บนดัชนีนั้นออกไป (เหมือนขายสิทธิให้คนอื่นมาเช่าคอนโดในราคาที่กำหนด)
3. เก็บค่าเช่า: คนที่ซื้อสัญญาต้องจ่าย "ค่าพรีเมียม" ให้ JEPQ (นี่คือเงินที่เอามาจ่ายปันผล!)
4. ความผันผวนคือมิตร: หุ้น NASDAQ-100 มัน "ซิ่ง" และ "ผันผวน" สูงครับ ยิ่งหุ้นผันผวนสูง ค่าพรีเมียมที่ JEPQ เก็บได้ก็จะยิ่งแพง เงินปันผลก็จะยิ่งเยอะตามนั่นเอง!
ความเสี่ยงและทำไมควรระวัง?
ปันผลสูงขนาดนี้ ถ้าไม่มีความเสี่ยงก็บ้าแล้ว!
นี่คือสิ่งที่ต้องแลก
1. Upside Capped (กำไรโดนจำกัด): นี่คือจุดตาย
! เมื่อขาย Call Option ยอมแลกกำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain) ในช่วงที่ตลาด "พุ่งแรง" ไปกับเงินปันผล จะชนะตลาดแค่ในช่วงที่ตลาด "ทรงตัว" หรือ "ลงเบาๆ" แต่ถ้าตลาดกระทิงจะตกรถอย่างแรง
2. ขาดทุนจริงเมื่อตลาดพัง (Downside Risk): แม้เงินปันผลจะช่วยซับน้ำตาได้บ้าง แต่ถ้าตลาด NASDAQ-100 พังลงมาแรงๆ JEPQ ก็ขาดทุนจริง! เพราะถือหุ้นอยู่เต็มพอร์ต
3. ไม่ใช่ Defensive (ไม่ใช่กองหลบภัย): อย่าเข้าใจผิดว่ามันปันผลเยอะแล้วจะปลอดภัย JEPQ เป็นกองเทคซิ่ง ผันผวนสูงมาก ถ้าเทคโดนถล่ม กองนี้ก็เละ!
4. ภาษี: ในไทยปันผลจาก ETF ต่างประเทศ (ที่ซื้อผ่าน DR หรือ DRx) ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% และเงินปันผลที่ได้มาอาจต้องเอามารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนปลายปีด้วย!
มั่นคงแค่ไหน? มีโอกาสล้มไหม?
ความมั่นคง
JEPQ บริหารโดย JPMorgan สถาบันการเงินระดับโลกที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมหาศาล ความน่าเชื่อถือของ "คนบริหาร" คือสูงมาก! และหุ้นที่ถือก็คือระดับโลกทั้งนั้น
โอกาสล้ม (โอกาสเจ๊ง) เกือบศูนย์!
JEPQ ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ มันไม่ใช่กองทุนที่จะ "อันตรธานหายไป" พร้อมเงิน เพราะมันมีสินทรัพย์ (หุ้น NASDAQ-100) แบกอยู่จริง
แต่ถ้าความหมายที่ว่า "ล้ม" คือ "ขาดทุนหนักจนเหลือศูนย์" ใช่ไหม?
คำตอบคือ: ถ้าโลกนี้ยังต้องใช้โทรศัพท์ ใช้คอมพิวเตอร์ และ NVIDIA ยังขายชิปได้ หุ้นพวกนี้จะไม่มีทางเหลือศูนย์! แต่มันอาจจะขาดทุน 50-60% ได้ถ้าเกิดวิกฤตการเงินรอบใหม่ อันนี้ต้องเตรียมใจครับ
สรุปมุมมองการลงทุนจาก Candleman
JEPQ คือกองทุนที่ "ซื้อความผันผวนมาเป็นเงินปันผล"! เหมาะสำหรับคนที่อยากได้เงินสดไหลเข้าพอร์ตทุกเดือน และพร้อมรับความเสี่ยงของหุ้นเทคซิ่งได้
• ชอบความเสี่ยง: อยากซิ่งตลาด NASDAQ-100 แต่ขี้เกียจเลือกหุ้นเอง
• ต้องการ Cash Flow: เอาไว้จ่ายค่ากาแฟ จ่ายค่าน้ำค่าไฟ
• ระยะยาว: ถือยาวๆ เพื่อรันปันผล
คำเตือน
1. อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียวควรใช้ JEPQ เป็นส่วนเสริมของพอร์ต ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
2. เข้าใจกลยุทธ์ ยอมแลกกำไรมหาศาลในช่วงตลาดขาขึ้นแรงๆ กับเงินปันผลรายเดือน ต้องโอเคกับสิ่งนี้!
3. ดูภาษีด้วย อย่าลืมหักลบค่าภาษีที่ต้องเสียด้วยว่ามันคุ้มไหม
และอีก 1 กองที่ฮิต QQQI ETF
กองทุน QQQI (NEOS Nasdaq-100 High Income ETF) เป็นกองทุนที่เน้นสร้างกระแสเงินสดควบคู่ไปกับการเติบโตของดัชนี Nasdaq-100 โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้ครับ
กลยุทธ์การลงทุนของ QQQI
• เน้นการเติบโต (Active Growth): กองทุนนี้ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมขนาดใหญ่ที่อยู่ในดัชนี Nasdaq-100
• คัดสรรหุ้นเติบโตทั่วโลก (Active Management): มีการบริหารจัดการแบบเชิงรุก (Active) เพื่อเฟ้นหาหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง
• สร้างกระแสเงินสดด้วย Option เสริม: ใช้กลยุทธ์การเขียนออปชัน (Option Strategy) เพื่อสร้างรายได้เสริมจากค่าพรีเมียม ช่วยให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
ข้อแตกต่างเมื่อเทียบกับ JEPQ
ในขณะที่ JEPQ เน้นความผันผวนที่ต่ำกว่าและเน้นเงินปันผลที่สม่ำเสมอจากหุ้นใน Nasdaq-100 ตัว QQQI จะถูกออกแบบมาให้มีความ "Active" มากกว่า เพื่อพยายามสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) และเน้นการเติบโตของเงินต้นไปพร้อมๆ กับการรับกระแสเงินสดครับ
คำเตือนการลงทุนมีความเสี่ยง ข้อมูลนี้เป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการซื้อขายหุ้น
#หุ้นต่างประเทศ #การลงทุน #หุ้นปันผล #หุ้นดี #หุ้นgrowth #วิเคราะห์หุ้น #การเงิน #เศรษฐกิจ #นักลงทุน #ข่าวหุ้น #หุ้นเด่น #ลงทุนหุ้น #การลงทุนระยะยาว #เกษียณสําราญ #หุ้นอเมริกา #หุ้นเติบโต
21/04/2026
สำหรับคนที่คิดว่าหุ้นไทยจะไปต่อ… หยุดอ่านตรงนี้สักนิดก่อนชีวิตจะติดดอย 🇹🇭📊
สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้นิคกี้เจอข้อมูลชุดหนึ่งจาก J.P. Morgan Asset Management (Guide to the Markets – Asia ข้อมูล ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026) ที่พอเห็นแล้วต้องบอกว่า… ถ้าใครกำลังมั่นใจเต็มที่ว่าหุ้นไทยจะวิ่งต่อไปไม่หยุด ลองมาดูตัวเลขพวกนี้กันก่อนค่ะ เพราะมันอาจจะทำให้เราต้องกลับมาคิดใหม่อีกรอบ
และก่อนอื่นเลย อยากให้ทุกคนเข้าใจตรงกันก่อนนะคะว่า ตัวเลขที่เราจะคุยกันวันนี้ทั้งหมด ไม่ใช่ตัวเลขจากดัชนี SET Index ที่เราคุ้นเคยกัน แต่เป็นตัวเลขจาก MSCI Index ค่ะ
👉🏻 MSCI คืออะไร? อธิบายง่ายๆ คือมันเป็นดัชนีที่บริษัท Morgan Stanley Capital International จัดทำขึ้นมา เป็นดัชนีที่กองทุนต่างชาติทั่วโลกใช้เป็น “ไม้บรรทัด” ในการตัดสินใจว่าจะ allocate เงินลงทุนไปที่ตลาดไหนเท่าไหร่ พูดง่ายๆ คือนี่คือ ภาพที่นักลงทุนต่างชาติมองเข้ามาจริงๆ ค่ะ ไม่ใช่ภาพที่เราเห็นกันอยู่ในจอ Streaming ของโบรกเกอร์บ้านเรา ดังนั้นข้อมูลชุดนี้จึงสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่าในสายตาของเงินทุนระดับโลก เขามองตลาดไทยเทียบกับตลาดอื่นในเอเชียอย่างไร
✅ ผลตอบแทนที่ผ่านมาดูสวยงาม แต่อย่าเพิ่งตายใจ
เริ่มกันที่ข่าวดีก่อนนะคะ ตลาดหุ้นไทยในปี 2026 นี้ ถ้าดูผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ (YTD Return) จะเห็นว่าทำไปได้แล้ว +18.2% ซึ่งถือว่าโดดเด่นมากเลยค่ะ เทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ที่ทำได้ +10.0% หุ้นไทยวิ่งนำไปเกือบสองเท่า และถ้าเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ตัวเลขนี้สูงกว่าออสเตรเลีย (+10.2%) จีน (+0.4%) อินเดีย (-2.7%) หรือแม้แต่ไต้หวัน (+18.2%) ที่ทำได้เท่ากันพอดี มีแค่เกาหลีใต้ที่วิ่งนำไปไกลที่ +34.9%
ส่วนผลตอบแทนทั้งปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดไทยทำได้ +7.2% ซึ่งก็ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก เทียบกับไต้หวันที่ทำได้ถึง +39.8% สิงคโปร์ +32.4% หรือเกาหลีใต้ที่พุ่งไปถึง +100.8% (ใช่ค่ะ ร้อยเปอร์เซ็นต์!) ตลาดไทยยังคงเป็นน้องเล็กในแง่ผลตอบแทนอยู่เหมือนเดิม
แต่ที่น่าสนใจคือช่วงต้นปี 2026 นี้ หุ้นไทยกลับมาวิ่งแรง ซึ่งทำให้หลายคนเริ่มมีความหวังว่า “ปีนี้แหละ ปีของหุ้นไทย!” แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ… ลองมาดูตัวเลขที่สำคัญกว่าผลตอบแทนกันค่ะ
🪙 กำไรบริษัทจดทะเบียน: จุดที่ต้องจับตามากที่สุด
ตัวเลขที่นิคกี้อยากให้ทุกคนโฟกัสที่สุดในข้อมูลชุดนี้คือ การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share Growth หรือ EPS Growth) ค่ะ เพราะนี่คือหัวใจของการวิเคราะห์ว่าตลาดหุ้นจะไปต่อได้จริงไหม ผลตอบแทนที่วิ่งขึ้นมาแรงมันจะยั่งยืนไหม ต้องดูว่ากำไรของบริษัทมันรองรับหรือเปล่า
แต่… พอมาดูตัวเลขคาดการณ์กำไรในปี 2026 สิ่งที่เห็นคือ กำไรของตลาดหุ้นไทยถูกคาดว่าจะ “หดตัว” ลง -5.5% ค่ะ ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิด ติดลบ🔻
ในขณะที่เกือบทุกตลาดในเอเชียถูกคาดว่าจะมีกำไรเติบโตเป็นบวกกันหมด ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย (+7.1%) จีน (+11.3%) อินเดีย (+16.2%) เกาหลีใต้ (+116.0%) ไต้หวัน (+28.6%) หรือแม้แต่นิวซีแลนด์ (+49.2%) ส่วนค่าเฉลี่ยของภูมิภาคคาดว่าจะเติบโต +29.9% ด้วยซ้ำ
ลองคิดภาพนะคะ ตลาดหุ้นไทยเป็น ตลาดเดียว ในเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ที่ถูกคาดว่ากำไรจะหดตัวในปีนี้ นี่คือ red flag สำคัญมากค่ะ❗️
คำอธิบายง่ายๆ สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นกับคำว่า EPS Growth นะคะ มันก็คือการวัดว่ากำไรที่บริษัทจดทะเบียนทำได้ในแต่ละปี เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไหร่ ถ้ากำไรเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็มีเหตุผลที่จะขึ้นตาม แต่ถ้ากำไรลดลง แล้วราคาหุ้นยังวิ่งขึ้น นั่นแปลว่าเรากำลัง “จ่ายแพงขึ้น” สำหรับกำไรที่น้อยลง ซึ่งมันไม่ยั่งยืนค่ะ
⚠️ มูลค่าตลาด: หุ้นไทยแพงกว่าค่าเฉลี่ยตัวเอง… แถมแพงกว่าเพื่อนบ้านอีกหลายคน
พอกำไรคาดว่าจะหดตัว แต่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาแรง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มูลค่าตลาดก็ถูกยืดออกไปจนแพงขึ้น ค่ะ
ถ้าดูอัตราส่วน Forward P/E Ratio (ซึ่งก็คือราคาหุ้นหารด้วยกำไรที่คาดว่าจะทำได้ในอนาคต เป็นตัวบอกว่าเรากำลังจ่ายเงินกี่เท่าของกำไรเพื่อซื้อหุ้นตัวนั้น) ตลาดหุ้นไทย ณ ตอนนี้อยู่ที่ 18.1 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ย 10 ปีของตลาดไทยเองอยู่ที่ 16.1 เท่า นั่นหมายความว่าตลาดไทยตอนนี้ซื้อขายกันอยู่ที่ระดับ แพงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของตัวเองประมาณ 12% ค่ะ
แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ เมื่อเราเอา Forward P/E ของไทยไปเทียบกับตลาดอื่นในเอเชีย จะพบว่า ไทยแพงกว่าเพื่อนบ้านอีกหลายคน เลยค่ะ
ลองดูนะคะ จีน Forward P/E แค่ 12.2 เท่า เกาหลีใต้แค่ 8.8 เท่า อินโดนีเซีย 12.0 เท่า มาเลเซีย 15.0 เท่า ฟิลิปปินส์ 10.4 เท่า สิงคโปร์ 15.9 เท่า แม้แต่ค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาค APAC ex-Japan ก็อยู่ที่ 14.3 เท่าเท่านั้น ไทยที่ 18.1 เท่าจึง แพงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคอยู่เกือบ 27% เลยทีเดียว ตลาดที่ Forward P/E สูงกว่าไทยมีแค่ออสเตรเลีย (19.0 เท่า) กับอินเดีย (21.9 เท่า) เท่านั้นค่ะ
แต่ความแตกต่างสำคัญที่สุดคือตรงนี้: ออสเตรเลียกำไรคาดว่าจะโต +7.1% อินเดียกำไรคาดว่าจะโต +16.2% ในขณะที่ ไทยกำไรคาดว่าจะหดตัว -5.5% การที่ตลาดเหล่านั้น P/E สูงมันพอเข้าใจได้เพราะนักลงทุนยินดีจ่ายแพงเพื่อกำไรที่ยังเติบโต แต่สำหรับไทยที่ P/E แพงแล้วกำไรยังหดตัว นี่คือสัญญาณที่ต้องระวังมากค่ะ เพราะมันแปลว่าเรากำลัง “จ่ายแพงที่สุดอันดับต้นๆ ในเอเชีย เพื่อกำไรที่แย่ที่สุดในเอเชีย” นั่นเอง
ส่วน Trailing P/B Ratio (ราคาหุ้นเทียบกับมูลค่าทางบัญชี) ของไทยอยู่ที่ 1.9 เท่า ซึ่งเท่ากับค่าเฉลี่ย 10 ปีพอดี ตัวนี้ยังไม่ได้ยืดออกไปมาก ถือว่าอยู่ในระดับปกติ แต่ก็ไม่ได้ถูกเหมือนบางตลาดอย่างมาเลเซีย (1.6 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 1.4 เท่า) หรือเกาหลีใต้ (2.1 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 1.0 เท่า ที่เกาหลีใต้ P/B ยืดจากค่าเฉลี่ยมากกว่าไทยอีก)
✅ Dividend Yield: จุดที่พอจะปลอบใจได้บ้าง
ในด้าน Dividend Yield หรืออัตราเงินปันผลตอบแทน ตลาดไทยให้อยู่ที่ 3.0% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 2.9% เล็กน้อย และถือว่าอยู่ในระดับปานกลางของภูมิภาค สูงกว่าเกาหลีใต้ (0.9%) ไต้หวัน (1.7%) แต่ต่ำกว่าออสเตรเลีย (3.2%) ฮ่องกง (3.3%) หรือมาเลเซีย (3.7%)
สำหรับนักลงทุนที่เน้นรับปันผล ตัวเลขนี้อาจพอปลอบใจได้บ้างค่ะ แต่ต้องจำไว้ว่าถ้ากำไรบริษัทหดตัว เงินปันผลในอนาคตก็อาจจะลดลงตามได้เช่นกัน
🎯 น้ำหนักในดัชนี APAC ex-Japan: ไทยตัวเล็กแค่ไหน
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ น้ำหนักของตลาดหุ้นไทยในดัชนี MSCI APAC ex-Japan อยู่ที่แค่ 1.1% เท่านั้นค่ะ ถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับจีน (25.0%) ไต้หวัน (21.9%) เกาหลีใต้ (16.2%) อินเดีย (13.4%) หรือแม้แต่ออสเตรเลีย (12.7%)
ดังนั้นไทยจึงมีน้ำหนักใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย (1.0%) และมากกว่านิวซีแลนด์ (0.3%) ฟิลิปปินส์ (0.4%) เพียงเล็กน้อย
สิ่งนี้บอกอะไรเราได้บ้าง? มันบอกว่าในสายตาของนักลงทุนสถาบันระดับโลก ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดขนาดเล็กมากในเอเชีย เงินที่ไหลเข้ามาอาจเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของการ allocate เงินเข้ามาในภูมิภาค และเมื่อไหร่ที่ sentiment เปลี่ยน เงินก็สามารถไหลออกได้เร็วเช่นกัน เพราะมันเป็นตลาดที่ขาดสภาพคล่อง (liquidity) เมื่อเทียบกับตลาดใหญ่
📈 Correlation กับ S&P 500: ไทยเคลื่อนไหวตามตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างสูง
ตัวเลข Correlation (ความสัมพันธ์) ระหว่างตลาดหุ้นไทยกับดัชนี S&P 500 อยู่ที่ 0.73 ซึ่งถือว่าสูงพอสมควรค่ะ ค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอยู่ที่ 0.73 เท่ากันพอดี
อธิบายง่ายๆ คือ ค่า Correlation อยู่ระหว่าง -1 ถึง +1 ค่ะ ถ้าเข้าใกล้ +1 แปลว่าสองตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าเข้าใกล้ 0 แปลว่าไม่ค่อยเกี่ยวกัน ดังนั้น 0.73 ของไทยบอกเราว่า เมื่อตลาดสหรัฐฯ ขึ้นหรือลง ตลาดไทยก็มีแนวโน้มจะขึ้นหรือลงตามในทิศทางเดียวกันค่อนข้างมาก
ประเทศที่มี Correlation สูงกว่าไทยก็มี เช่น ออสเตรเลีย (0.80) สิงคโปร์ (0.72) ส่วนประเทศที่ Correlation ต่ำและถือว่าช่วย diversify ได้ดี เช่น จีน (0.42) อินโดนีเซีย (0.43) และฟิลิปปินส์ (0.46)
❗️แล้วสรุปคือยังไง? อย่าโลภค่ะ
ถ้าให้นิคกี้สรุปภาพรวมจากข้อมูลชุดนี้ สิ่งที่เห็นคือตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกันค่ะ ราคาวิ่งขึ้นมาแรงตั้งแต่ต้นปี แต่พื้นฐานกลับไม่ได้สนับสนุนเท่าที่ควร กำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2026 ถูกคาดว่าจะหดตัว โดยไทยเป็นตลาดเดียวในเอเชียที่กำไรติดลบ ในขณะที่ Valuation ก็แพงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวของตัวเอง แถมยังแพงกว่าเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ในเอเชียอีกด้วย
👉🏻 อยากฝากไว้ประโยคเดียวค่ะ: อย่าโลภ
ในตลาดหุ้น ราคามันวิ่งนำกำไรได้ก็จริง แต่มันวิ่งหนีกำไรได้ไม่นานหรอกค่ะ สุดท้ายแล้วราคาหุ้นมันก็ต้องกลับลงมาหาความเป็นจริงอยู่ดี เหมือนลูกบอลที่ถูกโยนขึ้นไปในอากาศ ไม่ว่าจะโยนแรงแค่ไหน แรงโน้มถ่วงก็ดึงกลับลงมาเสมอ และ “แรงโน้มถ่วง” ของตลาดหุ้นก็คือ กำไรของบริษัท นั่นเองค่ะ ถ้ากำไรไม่โต ราคาที่วิ่งขึ้นมาวันนี้ มันก็แค่ยืมอนาคตมาใช้ และวันที่ต้องคืนก็ต้องมาถึงเสมอ
นี่ไม่ได้แปลว่าให้ทุกคนรีบขายนะคะ แต่อยากให้ทุกคนลงทุนด้วยข้อมูลและเหตุผล ไม่ใช่ด้วยความหวังและความโลภเพียงอย่างเดียว และข้อมูลจาก J.P. Morgan ชุดนี้เป็นกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องกำไรที่คาดว่าจะหดตัว ใครที่กำลังนั่ง “เมาหุ้น” อยู่ ลองถอยออกมาสักก้าว แล้วมองให้ชัดๆ ก่อนนะคะ 💡
ข้อมูลจาก: J.P. Morgan Asset Management, Guide to the Markets – Asia, FactSet, MSCI ณ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 ผลตอบแทนเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นตัวชี้วัดผลตอบแทนในอนาคต
ปล. แอดไม่มีหุ้นไทย ไม่มี short ไว้ ไม่ได้ทำงานโบรกเกอร์ ไม่ได้รอปล่อยของ ไม่ได้ไม่ชอบรัฐบาลชุดใหม่ (คือใครเป็นก็ได้ มันไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอก 55) ดังนั้นไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับตลาดหุ้นไทย 😜
ปล2. อาจจะเขียนถึงแต่หุ้นไทย แต่ถ้าลองดูตัวเลขของประเทศอื่นๆ ดีๆ คุณอาจจะเห็นโอกาสก็ได้นะ ☺️
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
20230