Arjinjonathan Studio

Arjinjonathan Studio

แชร์

Thai Contemporary Artist
ศิลปิน จิตรกรไทยร่วมสมัย

14/06/2026

Yoooo

Hang it in the Louvre

14/06/2026

นี่คือภาพวาดของเดวิด ฮอกนีย์ ที่เพิ่งจากไปอย่างสงบที่บ้านในกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ก่อนวันเกิดครบ 89 ปีเพียงเดือนเดียว

ชื่อภาพคือ Portrait of an Artist (Pool with Two Figures) (1972) เป็นภาพที่เคยทุบสถิติงานของศิลปินที่ยังมีชีวิตซึ่งแพงที่สุดในการประมูล

ณ วันนี้ ราคาภาพคงพุ่งสูง
เกินกว่าสามพันล้านบาทไปแล้ว

จุดที่ควรเพ่งดูในภาพคือชายสองคน คนที่ยืนใส่เสื้อแจ็กเก็ตสีชมพูมองลงไปในน้ำคือ ปีเตอร์ ชเลซิงเจอร์ ชายคนรักเก่าของฮอกนีย์ ส่วนร่างที่กำลังว่ายเข้าหานั้นว่ายอยู่ใต้ผิวน้ำตลอดกาลโดยไม่มีวันถึงฝั่ง เป็นภาพแทนความสัมพันธ์ที่จบลงไปอย่างเจ็บลึก เงียบเชียบ

🌻

ฉากหลังเป็นภูเขาเขียวขจีแบบทางใต้ของฝรั่งเศส ต่างจากสระกลางเมืองแบบภาพชุดแคลิฟอร์เนียอันมีชื่อเสียงของเขา ทำให้บรรยากาศดูโอ่อ่าเหมือนเวทีละครมากกว่าสวนหลังบ้าน

มีบันทึกว่า กว่าจะได้ภาพนี้ฮอกนีย์วาดแล้วทิ้งไปรอบหนึ่งเพราะไม่พอใจ ก่อนจะเริ่มใหม่หมดและเร่งวาดให้ทันงานแสดง จนแทบไม่ได้นอนช่วงท้าย

ถ้าอยากได้ภาพคมชัดเป็นพิเศษ ลองค้นในฐานข้อมูลของ Christie’s จะมีภาพความละเอียดสูงพร้อมรายละเอียดการประมูลครบครัน

Portrait of an Artist (Pool with Two Figures) (1972) ขายไปที่ Christie’s นิวยอร์กในปี 2018 ที่ 90.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตีเป็นเงินไทยคร่าวๆ
ราว 2,900–3,000 ล้านบาท

🌻

หลังการเสียชีวิตของเขา เรานั่งอ่าน ดูสื่อตะวันตกลงเรื่องของเขาอย่างคึกครื้น อ่านสนุก ดูเพลิน ขณะที่สื่อไทยไม่ค่อยเล่นเท่าไหร่ อาจจะไม่ฮิตเหมือนแวนโก๊ะอะไรแบบนี้ แถมภาพของ เดวิด ฮอกนีย์ เมื่อมองในวันนี้ มันอาจจะดูธรรมดามากสำหรับโลกยุคใหม่

น่าแปลกจังที่นั่งอ่านนั่งดูเรื่องของเขาอย่างมีความสุขมาก จับทางได้นิดๆ ว่าเขาเป็นที่รักของสื่อเกือบทุกสำนัก

ทุกแห่งยกย่องเขา ให้เกียรติเขา แม้ว่าในช่วงท้ายๆ ของชีวิตเขาจะคลั่งไอแพดและใช้วาดรูปดอกไม้ส่งไปสวัสดีประจำวันเพื่อนๆ อยู่ทุกวันก็ตาม

🌻

เดวิด ฮอกนีย์ จากไปในวัยเฉียดเก้าสิบ ทิ้งคำขวัญประจำตัวสองคำที่เขาพูดจนติดปากไว้ให้โลกจดจำ นั่นคือ “love life” แปลว่า จงรักชีวิตเข้าไว้

ถ้าจะมีศิลปินคนไหนที่ใช้ชีวิตสมกับคำคำนี้จริงๆ ก็คงเป็นชายแก่เจ้าของผมทรง fluffy ที่ใส่รองเท้า Crocs สีเหลืองสดเดินเข้าพระราชวังไปพบกษัตริย์อังกฤษได้อย่างหน้าตาเฉยคนนี้แหละ

เรื่องของฮอกนีย์เริ่มต้นในเมืองอุตสาหกรรมหม่นๆ ชื่อ แบรดฟอร์ด แคว้นยอร์กเชอร์ ทางเหนือของอังกฤษ เด็กชายที่ประกาศตั้งแต่อายุ 11 ขวบว่าจะเป็นศิลปิน แล้วก็ทำได้จริงไปจนลมหายใจสุดท้าย

เขาเคยเล่าถึงเหตุผลที่หนีจากบ้านเกิดไปอเมริกาไว้อย่างคมคายว่า เขาใช้ชีวิต 20 ปีแรกอยู่ใน ‘ความมืดมัวแบบกอธิกของแดนเหนือ’ (the gothic gloom of the North) พอได้ไปแคลิฟอร์เนีย เขาบอกว่า “ที่นั่นผมรู้สึกเป็นอิสระ” และเหตุผลที่เลือกไปก็เรียบง่ายจนน่ารัก เขาบอกว่า เขาเห็นงานศิลปะอเมริกันแล้วคิดว่า “คนที่สร้างงานแบบนี้ได้ต้องอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยสีสัน ผมเลยออกไปตามหามัน”

สิ่งที่เขาเจอในลอสแอนเจลิส คือสระว่ายน้ำสีฟ้า ท้องฟ้าแจ่มใส และต้นปาล์ม มันกลายเป็นวัตถุดิบของภาพที่ดังที่สุดในชีวิต A Bigger Splash (1967/ มีภาพให้ชมในช่องคอมเมนต์) ภาพสระว่ายน้ำที่มีละอองน้ำกระเซ็นขึ้นมา ทั้งที่ไม่เห็นตัวคนกระโดด

สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือแรงบันดาลใจของภาพนี้มาจากรูปถ่ายในหนังสือ ‘วิธีสร้างสระว่ายน้ำ’ ธรรมดาๆ เล่มหนึ่ง และฮอกนีย์รักความย้อนแย้งของมันมาก เพราะเขาใช้เวลาวาดถึงสองสัปดาห์ เพื่อตรึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพียงไม่กี่วินาทีเอาไว้ตลอดกาล

🌻

ทำไมภาพสระว่ายน้ำที่มีละอองน้ำกระเซ็นขึ้นมา ทั้งที่ไม่เห็นตัวคนกระโดด ซึ่งดูธรรมดามากในทุกวันนี้ จึงมีชื่อเสียงมาก มันเกิดอะไรขึ้นในยุคนั้น

เหตุผลที่ A Bigger Splash ดูธรรมดาในสายตาคนปี 2026 อย่างเราๆ ก็คือเหตุผลเดียวกับที่มันยิ่งใหญ่นั่นแหละ

มันธรรมดาเพราะมันเจ๋งสุดในยุคนั้น พูดให้เห็นภาพคือ ภาพนี้สร้างภาษาภาพของคำว่า ‘แคลิฟอร์เนีย’ ขึ้นมาสำเร็จเด็ดขาดจนถูกก๊อปไปใช้ในโฆษณา หนัง มิวสิกวิดีโอ และงานออกแบบนับไม่ถ้วนตลอด 60 ปีที่ผ่านมา

พอภาพต้นฉบับกลายเป็นแม่แบบของทุกอย่างที่ตามมา สายตาเราคนยุคนี้จึงอ่านมันเป็นของที่เคยเห็นมาแล้วแทนที่จะเป็น ‘ของที่เห็นเป็นครั้งแรก’

อาการเดียวกับเวลาเราอ่านบทละครเชกสเปียร์แล้วรู้สึกว่าเต็มไปด้วยสำนวนเชยๆ น้ำเน่ามาก ทั้งที่ความจริงคือเชกสเปียร์เป็นคนแรกที่คิดสำนวนพวกนั้นขึ้นมา

เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมมันถึงสั่นสะเทือนในยุคนั้น ต้องย้อนกลับไปดูว่าโลกศิลปะปี 1967 อนุญาตให้วาดอะไรได้บ้าง ช่วงนั้นแนวคิดกระแสหลักที่นักวิจารณ์ผู้ทรงอิทธิพลอย่าง เคลเมนต์ กรีนเบิร์ก ปลูกฝังไว้คือ ศิลปะที่ ‘จริงจัง’ ต้องเป็นนามธรรม (abstraction) เท่านั้น ภาพวาดที่ดีต้องพูดถึงความแบนของผืนผ้าใบและตัวสีเอง ไม่ใช่ไปเล่าเรื่องหรือวาดของให้เหมือนจริง

ยิ่งช่วงปลายทศวรรษ 1960 กระแสมินิมอลลิสม์ (Minimalism) กับศิลปะแนวความคิด (Conceptual Art) กำลังมา การวาดรูปสระว่ายน้ำสวยๆ มีแดด มีต้นปาล์ม ดูเข้าใจง่ายและน่ารื่นรมย์ จึงแทบจะเป็นเรื่องที่โคตร ‘หยาบคาย’ ทางปัญญา เป็นสิ่งที่คนคูลๆ ในวงการมองว่าตื้นเขิน

การที่ฮอกนีย์เดินสวนกระแสด้วยภาพที่ดู ‘ป๊อป’ และเสพง่ายขนาดนี้ จึงเป็นความกล้าอย่างยิ่ง

ความแยบยลอยู่ตรงที่ภาพมันไม่ได้เสพง่ายอย่างที่ตาเราเห็น นักประวัติศาสตร์ศิลป์ในวารสาร The Burlington Magazine ชี้ว่าภาพนี้ “ตั้งอยู่อย่างรู้ตัวระหว่างนามธรรมกับรูปธรรม”

คือมันเล่าเรื่องสระน้ำก็จริง แต่โครงสร้างของมันเป็นช่องสีแบนเรียบ เส้นขอบคม พื้นที่สีฟ้าเรียบกริบ ซึ่งคุยกับงานนามธรรมร่วมสมัยได้สนิท

ฮอกนีย์เองยังเคยบอกว่าภาพสระน้ำของเขาบางจังหวะแทบจะเหมือนงานของจิตรกรนามธรรมอย่าง โรบิน เดนนี เป๊ะ ฉะนั้นนักวิจารณ์จะปัดทิ้งว่าเป็นแค่ ‘ภาพประกอบสวยๆ’ ก็ไม่ได้ เพราะมันเล่นเกมเดียวกับศิลปะชั้นสูงในขณะที่ทำตัวเป็นภาพป๊อป

หัวใจสำคัญที่สุดของภาพคือเรื่อง ‘เวลา’ และการปะทะกันระหว่างภาพถ่ายกับจิตรกรรม ทั้งภาพนิ่งสนิทราวกับกลั้นหายใจ มีเพียงละอองน้ำที่เป็นสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหว และนั่นคือสิ่งที่วาดยากที่สุด

ฮอกนีย์จงใจให้ความย้อนแย้งนี้เป็นแก่นของงาน เขาเล่าอย่างขบขันว่า “ผมหลงรักความคิดที่จะวาดสิ่งที่เกิดขึ้นแค่สองวินาที ทั้งที่ผมต้องใช้เวลาวาดมันสองสัปดาห์”

การที่จิตรกรค่อยๆ บรรจงแต้มละอองน้ำด้วยพู่กันเล็กๆ ทีละนิดเป็นสัปดาห์ เพื่อตรึงเสี้ยววินาทีที่กล้องถ่ายได้ในพริบตา คือคำถามน่าคิดว่าแล้วงานจิตรกรรมยังเหลือหน้าที่อะไรในยุคที่กล้องทำงานแทนได้ และฮอกนีย์ยังจงใจเว้นขอบขาวรอบภาพให้เหมือนกรอบรูปโพลารอยด์ เป็นการเสียดแซวสื่อทั้งสองชนิดไปพร้อมกัน

อีกอย่างที่ทำให้ภาพมีพลังคือ ‘การหายไป’ ของคน ไม่มีตัวคนกระโดดน้ำ มีแค่เก้าอี้ว่างริมสระ ความว่างเปล่านี้เปิดช่องให้คนดูเดินเข้าไปนั่งในภาพเอง เป็นได้ทั้งความลึกลับน่าค้นหาและความเหงาเงียบ

นักวิจารณ์หลายคนอ่านมันเป็นบทรำพึงว่าด้วยการมีอยู่และการหายไป และที่สำคัญมากในบริบทยุคนั้นคือมิติทางเพศวิถี สระว่ายน้ำกลางแจ้งในแคลิฟอร์เนียคือพื้นที่ของเรือนร่างชายเปลือยกายอาบแดด ซึ่งผูกโยงกับความปรารถนาแบบรักร่วมเพศอย่างแนบเนียน

ปี 1967 บังเอิญเป็นปีเดียวกับที่อังกฤษเพิ่งผ่านพระราชบัญญัติความผิดทางเพศ (Sexual Offences Act 1967) ที่เริ่มยกเลิกการเอาผิดทางอาญากับการรักเพศเดียวกัน ฮอกนีย์ซึ่งเรียกตัวเองอย่างท้าทายว่าเป็น ‘นักโฆษณาชวนเชื่อให้คนรักเพศเดียวกัน’ (homosexual propagandist) เปิดเผยตัวตนตั้งแต่ยุคที่เรื่องนี้ยังเป็นอาชญากรรม คนกระโดดน้ำที่หายไปในภาพจึงไม่ใช่แค่ปริศนา แต่คือร่างกายต้องห้ามที่ปรากฏผ่านการ ‘ไม่ปรากฏ’

ปัจจัยสุดท้ายที่มองข้ามไม่ได้คือตัวฮอกนีย์เอง เขาเป็นศิลปินที่กลายเป็นดาราป๊อปได้จริงๆ เขาย้อมผมทอง สวมแว่นกลมๆ ใส่เสื้อแจ็กเก็ตสีฉูดฉาด ปรากฏตัวตามสื่ออย่างไม่เคอะเขิน ทั้งหมดนี้ช่วยกันผลักให้ภาพสระว่ายน้ำของเขากลายเป็นไอคอน

เมื่อบวกกับการที่เขาเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ใช้สีอะคริลิก ซึ่งตอนนั้นยังเป็นของใหม่ ช่วยให้ลงสีแบนเรียบแห้งไวเหมาะกับแสงแดดแห้งๆ ของลอสแอนเจลิส จนเพื่อนจิตรกรอย่าง อาร์.บี. คิทาจ ถึงกับยกย่องว่ามันถ่ายทอด ‘สำนึกของสถานที่’ ออกมาได้ในระดับงานชั้นเลิศ เทียบได้กับที่ เอ็ดเวิร์ด ฮอปเปอร์ ถ่ายทอดอเมริกาทศวรรษ 1940

ภาพ A Bigger Splash จึงไม่ได้ดังเพราะวาดสระน้ำได้สวย แต่ดังเพราะมันมัดรวมความขบถต่อกระแสศิลปะ คำถามเรื่องเวลาและภาพถ่าย ความปรารถนาต้องห้าม และความฝันแบบแคลิฟอร์เนีย ไว้ในภาพเดียวที่ดู ‘ง่าย’ จนหลอกตา แล้วมันก็ชนะจนกลายเป็นของธรรมดาไปในที่สุด

🌻

Portrait of an Artist (Pool with Two Figures) (1972) ภาพนี้คงต้องเล่าเพิ่มอีกหน่อย ก็อย่างที่เราเห็น มันเป็นภาพชายคนหนึ่งยืนมองอีกคนที่ว่ายน้ำเข้าหา ดูเผินๆ เป็นภาพสวยงามเย็นตา แต่จริงๆ แล้วมันคือบันทึกหัวใจสลาย

ปีเตอร์ ชเลซิงเจอร์ ที่ยืนอยู่เป็นคนรักของฮอกนีย์ที่เพิ่งเลิกรากันไป ตอนนั้นความเศร้าที่ซ่อนใต้แสงแดดแคลิฟอร์เนียนี้เองที่ทำให้ภาพนี้ทรงพลัง

ในปี 2018 มันถูกประมูลขายไปที่ Christie’s นิวยอร์ก ด้วยราคา 90.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นภาพของศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งแพงที่สุดในประวัติศาสตร์การประมูล ณ ขณะนั้น น่าขำตรงที่เจ้าของผลงานเองยังเคยบอกว่า เขาไม่เคยสนใจเรื่องเงิน เพราะ “ผมว่าเงินมันเป็นภาระ ผมโลภ แต่โลภอยากมีชีวิตที่น่าตื่นเต้นต่างหาก”

ฮอกนีย์เป็นคนน่ารัก โรแมนติก เขาเคยพูดประโยคที่กลายเป็นบทกวีของคนช่างมองว่า “แค่นั่งดูฝนตกลงบนแอ่งน้ำผมก็ตื่นเต้นได้แล้ว“ พลางเสริมว่าคงมีไม่กี่คนที่รู้สึกแบบนั้น “แต่ผมรู้สึก ผมต้องการชีวิตที่เร้าใจและอุดมสมบูรณ์ และมันก็เป็นเช่นนั้น เพราะผมทำให้มันเป็น”

หรืออีกประโยคที่ควรแขวนไว้ข้างโต๊ะทำงานทุกคน เขาบอก “ถ้าคุณมองโลกว่างดงาม น่าตื่นเต้น และลึกลับ คุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตชีวา”

นอกจากวาดภาพสดใส สวยงาม เขายังเป็นนักคิดเรื่อง ‘การมองเห็น’ ตัวยง เขามีทฤษฎีที่สั่นสะเทือนวงการประวัติศาสตร์ศิลปะในหนังสือ Secret Knowledge (2001) ที่เสนอว่าจิตรกรเอกยุคเก่าอย่าง คาราวัจโจ แอบใช้อุปกรณ์ทางแสง เช่น กระจกและเลนส์ ช่วยในการวาด จนเขากล้าพูดติดตลกแต่จริงจังว่า “คาราวัจโจคือคนคิดค้นแสงแบบฮอลลีวูด”

เขาเกลียดมุมมองแบบกล้องถ่ายรูปที่มีจุดเดียวตายตัว ถึงขั้นเปรียบเปรยอย่างเจ็บแสบว่า การถ่ายภาพก็ดีอยู่หรอก “ถ้าคุณไม่รังเกียจมุมมองของไซคลอปส์ตาเดียวที่เป็นอัมพาต” เพราะสำหรับเขา “กล้องมองไม่เห็นที่ว่าง มันเห็นแค่พื้นผิว แต่คนเรามองเห็นที่ว่าง ซึ่งน่าสนใจกว่าเยอะ”

สิ่งที่ทำให้ฮอกนีย์ไม่เคยกลายเป็นไดโนเสาร์ คือเขาไม่เคยกลัวของเล่นใหม่ ตอนกลับไปวาดทิวทัศน์บ้านเกิดที่ยอร์กเชอร์ เขาทำภาพยักษ์อย่าง Bigger Trees Near Warter และในวัย 70 กว่า เขาตกหลุมรักไอแพดอย่างหัวปักหัวปำ ใช้มันวาดภาพดอกไม้ส่งให้เพื่อนทุกเช้า เพื่อให้เพื่อนได้ดอกไม้สดทุกวัน พร้อมประกาศอย่างเด็กได้ของเล่นใหม่ว่า ถ้าแวนโก๊ะยังมีชีวิตอยู่ ก็”คงรักมันมาก” เช่นกัน

ผลงานชิ้นมหึมาช่วงล็อกดาวน์อย่าง A Year in Normandie เป็นภาพม้วนยาว 90 เมตรที่ได้แรงบันดาลใจจากผ้าทอบายอ (Bayeux Tapestry) ก็วาดด้วยนิ้วบนจอนั่นเอง

เขาเคยนิยามตัวเองไว้ว่า “เราอยู่ในยุคที่ศิลปินถูกลืม เขาคือนักวิจัย และผมก็มองตัวเองแบบนั้น”

🌻

“We live in an age where the artist is forgotten. He is a researcher. I see myself that way.” ประโยคนี้มักถูกอ้างถึงจากบทสัมภาษณ์ที่ฮอกนีย์ให้กับ พอล จอยซ์ ที่นิวยอร์กราวปี 1986 ซึ่งต่อมาถูกรวมไว้ในหนังสือ Hockney on Photography (1988) เป็นช่วงที่เขากำลังหมกมุ่นกับการทดลองเรื่องภาพถ่ายพอดี

ความหมายของมันลึกกว่าที่ตาเห็น คำว่า ‘ถูกลืม’ (forgotten) ในที่นี้ฮอกนีย์ไม่ได้บ่นว่าศิลปินน่าสงสาร แต่กำลังบอกว่าภาพจำเดิมๆ ของ ‘ศิลปิน’ ในฐานะอัจฉริยะโรแมนติกที่นั่งรอแรงบันดาลใจจากสวรรค์นั้นได้เลือนหายไปแล้วในยุคสมัยใหม่

สิ่งที่เหลืออยู่และเป็นความจริงมากกว่าคือศิลปินในฐานะ ‘นักวิจัย’ (researcher) คนที่ลงมือค้นคว้า ทดลอง ตั้งคำถาม เหมือนนักวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บ เพียงแต่หัวข้อวิจัยของเขาคือเรื่อง ‘การมองเห็น’ และ ‘การสร้างภาพ’

ที่น่าสนใจคือฮอกนีย์ไม่ได้พูดเท่ๆ ลอยๆ เขาทำตามคำพูดนั้นจริงทั้งชีวิต เขาใช้เวลาหลายปีศึกษาว่าจิตรกรเอกยุคเก่าใช้อุปกรณ์ทางแสงช่วยวาดอย่างไร จนกลายเป็นหนังสือ Secret Knowledge (2001) เขาทดลองถ่ายภาพหลายร้อยใบมาต่อกันเป็นภาพเดียว (ที่เรียกว่า joiners) เพื่อท้าทายว่าทำไมภาพถ่ายต้องมีมุมมองจุดเดียวตายตัว

พอแก่ตัวลงเขาก็กระโจนไปเล่นกับเทคโนโลยีใหม่ทุกอย่างตั้งแต่เครื่องแฟกซ์ไปจนถึงไอแพด เพราะสำหรับเขา เครื่องมือใหม่ทุกชิ้นคือโจทย์วิจัยชิ้นใหม่

เขาเคยพูดในทำนองเดียวกันว่าจะไปดูทุกอย่างที่เป็นเทคโนโลยีการสร้างภาพแบบใหม่ๆ เสมอ เพราะ “เทคโนโลยีไม่ได้ทำให้ภาพต่างออกไป แต่คนที่ใช้มันต่างหากที่ทำให้ต่าง“

ทั้งหมดนี้คือคำประกาศจุดยืนว่า งานของศิลปินที่แท้จริงไม่ใช่การโชว์พรสวรรค์หรือสร้างของสวยๆ ประดับบ้าน แต่คือการสืบค้นว่ามนุษย์มองโลกอย่างไร และเราจะถ่ายทอดสิ่งที่เห็นออกมาได้อย่างไร

เขาจึงยินดีจะ ‘ถูกลืม’ ในฐานะดารา ขอแค่ได้เป็นนักวิจัยที่ไม่เคยหยุดตั้งคำถามก็พอ

🌻

ส่วนนิสัยเสียๆ ที่ฮอกนีย์ไม่ยอมเลิกและไม่ยอมให้ใครมาสั่ง คือการสูบบุหรี่ เขาออกตัวปกป้องมันอย่างกวนๆ ว่า “ผมสูบเพื่อสุขภาพ ก็สุขภาพจิตน่ะ บุหรี่ให้จังหวะพักหายใจเล็กๆ จากชีวิต” และยืนกรานว่า “ผมไม่อยากให้นักการเมืองมาตัดสินว่าอะไรน่าตื่นเต้นในชีวิตผม”

เมื่อมองย้อนไปทั้งชีวิต เขาสรุปด้วยถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่อิจฉาได้เลยว่า “ผมเป็นจิตรกรอาชีพมา 60 ปี หกสิบปีของการตื่นมาทุกเช้าแล้วทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำเป๊ะๆ” และ “งานนี่แหละที่ทำให้ผมยังหนุ่มได้ตลอด“

❤️

มีต่อในคอมเมนต์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ บุคคลสาธารณะ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บุคคลสาธารณะ ใน Amphoe Dusit?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Amphoe Dusit