Beyond Cleanfood

Beyond Cleanfood

แชร์

Beyond Cleanfood ( บียอนด์ คลีนฟู้ด )
อาหารคลีนส?

04/09/2021

กินอะไรแล้วขาว มาดู 8 อาหารบำรุงผิว ช่วยคืนผิวสวยใสจากภายในสู่ภายนอก

1. กินผักหรือผลไม้ให้ได้วันละ 400 กรัม

สาว ๆ คงรู้ดีอยู่แล้วว่าการกินผักและผลไม้สดดีต่อผิวพรรณเรามากเพียงใด ด้วยวิตามินและสารอาหารของผักผลไม้เหล่านั้นล้วนช่วยให้ผิวกระจ่างใสจากภายในสู่ภายนอก เพียงแต่ควรกินในปริมาณที่องก์การอนามัยโลกกำหนดไว้คือ 400 กรัมต่อวัน อีกทั้งต้องกินให้หลากหลายสี แค่นี้ผิวสวยขาวใสก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

2. นมถั่วเหลือง

นมถั่วเหลืองคือแหล่งโปรตีนชั้นดีที่สาว ๆ จะขาดไม่ได้ เพราะนอกจากจะมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอแล้ว นมถั่วเหลืองยังมีสารไอโซฟลาโวน ซึ่งเมื่อดื่มเข้าไปสารนี้จะเปลี่ยนเป็น ไฟโตรเอสโตรเจน มีลักษณะคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง จึงทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นมาได้ไม่ยากเลย

3. ปลาทะเล

ปลาทะเลน้ำลึก ฟังดูจากชื่อก็เหมือนจะหากินยาก แต่ความจริงแล้วมันคืออาหารที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่เอง ไม่ว่าจะเป็น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาแมกเคอเรล ปลาซาร์ดีนเป็นต้น ซึ่งสารอาหารในปลาเหล่านี้มีโอเมก้าและคอลลาเจนช่วยบำรุงผิวให้เต่งตึง สดใส แม้จะไม่ได้ทำให้ผิวขาวขึ้นแต่ก็ดูมีออร่าจากภายในแน่นอน



4. ไข่และเนื้ออกไก่

อีก 1 อาหารกินง่ายจนบางคนก็กินอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเมนูไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ต้ม ผัดกะเพราอกไก่ ในอาหารเหล่านี้แหละที่มีเซเลเนียมอยู่มาก แล้วร่างกายของเราก็ต้องการเซเลเนียมมาช่วยสร้างเอนไซม์ที่มีกลูตาไธโอน อันจะทำให้ผิวขาวจากภายในสู่ภายนอกนั่นเอง

5. กินอาหารที่ใส่เครื่องเทศ

ในเครื่องเทศบางชนิด เช่น ขมิ้น ยี่หร่า กระวาน หรืออบเชย มีส่วนช่วยในการฟื้นฟูกลูต้าไธโอนของร่างกาย ที่นอกจากจะช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นมาได้อีกด้วย ลองกินอาหารพวกแกงกระหรี่ที่มีส่วนผสมของขมิ้น หรือมัสมั่นอกไก่ที่มีส่วนผสมของยี่หร่า แค่นี้ก็ได้เครื่องเทศมาทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างง่ายดายแล้ว

6. ธัญพืชหลากชนิด

กินแค่ธัญพืชชนิดเดียวร่างกายคงได้วิตามินเพื่อบำรุงผิวขาวไม่เพียงพอนัก เนื่องจากธัญพืชบางชนิดก็เน้นหนักไปที่วิตามินอี บางชนิดก็เน้นหนักไปที่วิตามินบี ดังนั้นถ้าอยากกินอะไรให้ผิวขาวเร็ว ก็ต้องรวมธัญพืชหลากชนิดในจานเดียวนี่แหละดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น เมล็ดทานตะวัน ถั่วแดง ถั่วเขียว เมล็ดฟักทอง แล้วเราก็จะเข้าใกล้คำว่าผิวขาวได้อีก 1 ขั้นแล้ว

7. ดื่มน้ำมะเขือเทศ

มะเขือเทศ คือผลไม้ที่คนทั่วโลกนิยมกินกันมากที่สุด เนื่องจากมันอยู่ในส่วนผสมของอาหารหลากชนิด บางครั้งเลือกรับประทานกันสด ๆ เลยก็มี แต่เพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ควรเอามะเขือเทศมาปั่นเป็นน้ำน่าจะกินสะดวกกว่า ทั้งใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายและไลโคปีนที่ช่วยเรื่องผิวพรรณจะได้มาทำให้เราสวยจากภายในอย่างเต็มที่


8. กินวิตามินเสริม

ด้วยวิถีชีวิตอันเร่งรีบ สาว ๆ หลายคนเลยไม่มีเวลากินอาหารที่มีประโยชน์เท่าที่ควร ถ้าอย่างนั้นก็ต้องหวังพึ่งพาวิตามินเสริมน่าจะดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น วิตามินซี วิตามินอี สารสกัดจากมะเขือเทศ หรือคอลลาเจนกระชับผิวสวย ขอแค่กินในปริมาณที่พอเหมาะตามคำแนะนำของแพทย์แค่นี้ก็ขาวได้ไวแบบไม่มีอันตรายแล้ว

[ Thankyou 🤍 ]

28/08/2021

รู้จักผัก 5 สีต้านโรค ผักผลไม้ชนิดไหนควรกินเป็นพิเศษ?

เป็นเหมือนกันมั้ยที่ไม่ได้ชอบทานผักผลไม้ครบทุกสี หรือผักผลไม้ทุกชนิดอ่ะ จริงๆ ก็กินไม่กี่อย่างเอง วันนี้ ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ จะพาไปรู้จักผักผลไม้ 5 สีต้านโรค กินแล้วช่วยในเรื่องอะไรบ้าง? หรือสีไหนควรกินมากเป็นพิเศษ ที่มันเหมาะกับตัวเราวันนี้ เรามีมาบอกจ้า...

1. สีแดง 🔴

บำรุงผิวให้เปล่งปลั่ง ลดการเกิดสิว ป้องกันมะเร็งได้ ผักผลไม้ที่มีสีแดง อาทิ มะเขือเทศ, หอมแดง,แอปเปิลสีแดง, สตรอว์เบอร์รี่, เชอรี่, ส้มโอสีชมพู, ทับทิม, องุ่นแดง, แตงโม

2. สีเขียว 🟢

ต้านโรคมะเร็ง ต้านริ้วรอย ช่วยในการขับถ่าย ผักผลไม้ที่มีสีเขียว อาทิ กะหล่ำปลีสีเขียว, คะน้า, อะโวคาโด, แตงกวา, ผักโขม, ถั่วลันเตา, แอปเปิลสีเขียว, องุ่นเขียว ใครชอบแบบไหนเลือกทานตามใจชอบ

3. สีส้ม 🟠

ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม ลดไขมันในเลือด ผักผลไม้ที่มีสีส้ม อาทิ แครอท, ฟักทอง, ข้าวโพด, มันฝรั่งหวาน, พริกสีเหลือง, ส้ม, เสาวรส, มะม่วง, แคนตาลูป, มะละกอ

4. สีม่วง 🟣

ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้เส้นผมเงางาม ผักผลไม้ที่มีสีม่วง อาทิ มะเขือม่วง, กะหล่ำปลีสีม่วง, มันสีม่วง, เผือก, ข้าวนิล

5. สีขาว ⚪

ลดการอักเสบ รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดอาการปวดข้อเข่า ผักผลไม้ที่มีสีสีขาว (เนื้อผลไม้) เช่น ฝรั่ง, แอปเปิล, กล้วย, เงาะ, ลางสาด, ลองกอง, ลิ้นจี่, พุทรา กินเถอะดีต่อตัวเอง

เอาเป็นว่าถ้าเราไม่เลือกกิน อย่างน้อยๆ เราก็ควรจะกินอาหารพืชผักผลไม้ให้ครบทุกสี เราว่าไม่ใช่เรื่องยากเลย...ลองดูกันนะคะ แล้วชีวิตคุณอาจจะเปลี่ยนไปเลย.

26/08/2021

ออกกำลังกายช่วงไหน ดีที่สุด ???

ออกกําลังกายตอนไหนดีที่สุด มาคลายข้อสงสัยกันว่าควรออกกำลังกายเวลาไหน อย่ารอช้า รีบไปดูคำตอบกันว่าออกกําลังกายเวลาไหนดีที่สุด

ออกกำลังกายตอนเช้า

ช่วงเวลาเช้าหรือหลังตื่นนอนเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวจากการพักผ่อนในช่วงเวลากลางคืน และหลายคนก็เลือกออกกำลังกายในช่วงเช้า เพราะสามารถทำเป็นกิจวัตรประจำวันได้ ซึ่งการออกกำลังกายในช่วงเช้ามีประโยชน์ดังนี้

ข้อดี
- ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญของร่างกายให้
มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรี่
เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปได้ทั้งวัน

- ช่วยกระตุ้นระบบการทำงานของหัวใจ ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น

- ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น และตื่นตัวพร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น แถมยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นนั่นเอง

- อากาศในช่วงเช้าจะสดชื่นและมีมลพิษน้อยกว่าในช่วงอื่นของวัน ทำให้ในการออกกำลังกายจะรับอากาศที่บริสุทธิ์กว่า อีกทั้งแสงแดดในตอนเช้ายังมีประโยชน์กับร่างกายอีกด้วย

- มีสมาธิในการออกกำลังกายมากกว่าเพราะมีสิ่งรบกวนน้อย

- สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอเมื่อเลือกเวลาเช้าเป็นเวลาออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะเป็นสิ่งแรกที่ทำในแต่ละวัน แตกต่างจากช่วงเวลาอื่นที่อาจจะมีกิจกรรมอื่น ๆ มาแทรกทำให้ไม่ออกกำลังกายได้

ข้อเสีย

- ในการออกกำลังกายตอนเช้าหากพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะทำให้ยิ่งอ่อนเพลียยิ่งกว่าเดิม หรือไม่ก็จะทำให้การออกกำลังกายไม่ได้ประสิทธิภาพ เพราะออกกำลังกายเบาเกินไปเนื่องจากไม่มีแรง

- ทำให้ตับทำงานอย่างหนักเพราะในช่วงการนอนหลับ ตับก็ยังคงทำงานอยู่ ทำให้เมื่อตื่นนอนเราจะไม่มีพลังงานเหลืออยู่ในหลอดเลือดเพียงพอสำหรับการออกกำลังกาย และตับก็จะต้องดึงสารอาหารที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ตับทำงานตลอดเวลาไม่มีการหยุดพัก

- ในช่วงเช้า ร่างกายจะมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดน้อย ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถออกกำลังกายได้เต็มที่

- มีโอกาสบาดเจ็บได้มากกว่า เพราะในช่วงเช้าเป็นช่วงที่อุณหภูมิจะต่ำกว่าช่วงอื่นของวัน ทำให้อาจจะเกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อในขณะที่ออกกำลังกายได้

ข้อควรปฏิบัติในการออกกำลังกายตอนเช้า ☀

หากต้องการออกกำลังกายในช่วงเวลาเช้า ควรจะรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2 - 3 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอต่อการออกกำลังกาย และควรอบอุ่นร่างกายให้นานกว่าการออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่น ๆ อย่างน้อย 10 - 15 นาที เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นมากพอสำหรับการออกกำลังกาย ที่สำคัญไม่ควรจะรีบรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำทันทีหลังจากออกกำลังกายหนัก เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการหายใจไม่ทัน หรือจุกได้ นอกจากนี้ยังควรพักผ่อนให้เพียงพออีกด้วยค่ะ ในกรณีที่ป่วย ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายเพราะอาจจะทำให้หมดแรงได้ค่ะ

ออกกำลังกายตอนกลางวันถึงบ่าย

ช่วงกลางวันและช่วงบ่ายเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายทำงานอย่างเต็มที่ และอุณหภูมิในร่างกายจะเป็นปกติ การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายฟื้นตัวจากการพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว แต่ข้อดีและข้อเสียของการออกกำลังกายมีอะไรบ้าง ไปดูกันค่ะ

ข้อดี

- ร่างกายมีระดับฮอร์โมนและการไหลเวียนที่สูงกว่าในช่วงเช้าและอยู่ในระดับปกติ ทำให้สามารถออกกำลังกายได้มาก

- ช่วยลดความอยากอาหารในมื้อกลางวันและมื้อเย็นได้ นอกจากนี้ยังไม่ทำให้กินจุบจิบอีกด้วย

- ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นหลังจากการทำงานในช่วงเช้า ลดอาการง่วงเหงาหาวนอนในช่วงบ่ายได้ดี

- ช่วยผ่อนคลายความเครียด

- มีการศึกษาพบว่า ระบบการหายใจในช่วงบ่ายจะทำงานได้ดีกว่าในช่วงอื่น ๆ ของวัน

- สามารถออกกำลังกายได้โดยไม่ต้องอบอุ่นร่างกายมาก เนื่องจากอุณหภูมิร่างกายอบอุ่นเพียงพอ และ ด็อกเตอร์ David W. Hill ได้เปิดเผยในบทความหนึ่งในวารสาร Ergonomics เมื่อปี 2007 ว่าในช่วงบ่ายของวัน ร่างกายจะมีความแข็งแรงและยืดมากขึ้นกว่าในช่วงเวลาอื่น 5% ทำให้เหมาะกับการออกกำลังกาย

ข้อเสีย

- ถึงแม้ว่าในช่วงบ่ายระบบการหายใจจะดีกว่าช่วงอื่น แต่ในช่วงเที่ยง ระบบการหายใจจะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจจะทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลง 15 - 20 %

- ในช่วงเที่ยงที่มีเวลาจำกัดจึงทำให้ออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ และในช่วงบ่ายอาจจะมีภารกิจที่เข้ามาแทรกทำให้การออกกำลังกายน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ข้อควรปฏิบัติในการออกกำลังกายตอนกลางวันถึงบ่าย

หากต้องการจะออกกกำลังกายในช่วงนี้ควรจะจัดสรรเวลาให้ดีและมีเวลาการออกกำลังกายอย่างน้อย 1 - 2 ชั่วโมงเผื่อการอบอุ่นร่างกาย และควรควบคุมการรับประทานอาหารหลังจากออกกำลังกายให้ดีเพื่อไม่ให้ทานเยอะจนเกินไป

การออกกำลังกายตอนเย็นถึงค่ำ

การออกกำลังกายช่วงเวลาเย็นถึงค่ำ เป็นช่วงเวลายอดนิยมของคนทำงาน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาหลังจากการทำงาน ทำให้สามารถใช้เวลากับการออกกำลังกายได้เต็มที่ แต่การออกกำลังกายในช่วงเวลานี้ก็มีข้อดี ข้อเสียเช่นกัน

ข้อดี

- โดยทั่วไปแล้วคนเราจะมีอุณหภูมิและฮอร์โมนในร่างกายสูงที่สุดก็ในช่วง 18.00 น เป็นต้นไป ทำให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

- ความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บน้อย เนื่องจากอุณหภูมิในร่างกายเป็นปกติ

- มีพลังงานในการออกกำลังกายมากกว่าช่วงอื่น ๆ เนื่องจากในช่วงเวลาระหว่างวัน เราได้รับประทานอาหารเข้าไปอย่างเพียงพอแล้ว

- ช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดอาการเมื่อยล้าจากการทำงาน เพราะการออกกำลังกายในช่วงเย็นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกาย จึงจะทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้นหลังจากออกกำลังกาย

- ช่วยลดความอยากอาหารในมื้อเย็นได้ ทำให้ไม่รับประทานมากจนเกินไปในช่วงเย็น

ข้อเสีย

- การออกกำลังกายในช่วงนี้จะทำให้ร่างกายตื่นตัวและทำให้นอนหลับได้ยาก และนอนหลับได้ไม่สนิทหากนอนทันทีหลังจากออกกำลังกาย ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนและนาฬิกาชีวิต

- หากออกกกำลังกายในช่วงค่ำ สถานที่ในการออกกำลังจะจำกัดลง และอาจจะต้องออกกำลังกายในร่มแทน เพราะหากออกกำลังกายนอกสถานที่จะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงได้

- ร่างกายจะเผาผลาญไขมันสะสมได้ช้า เพราะพลังงานทั้งหมดที่จะต้องใช้ในการเผาผลาญไขมันจะถูกใช้ไปกับการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายจะต้องใช้เวลานานขึ้นในการเผาผลาญให้ถึงระดับของไขมันสะสม

ข้อควรปฏิบัติในการออกกำลังกายตอนเย็นถึงค่ำ

เพื่อให้การออกกำลังกายในช่วงเย็นถึงค่ำได้ผลดียิ่งขึ้น ในขณะออกกำลังกายและหลังจากออกกำลังกายควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายเป็นปกติ เพราะถ้าหากดื่มน้ำเย็นอุณหภูมิร่างกายจะปรับลดเร็วจนเกินไป ทำให้ร่างกายทำงานหนัก และเสียเหงื่อมาก อาจทำให้เป็นไข้ได้ และไม่ควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย แต่ถ้าหากกลัวหมดแรงก็ควรรับประทานรับประทานเป็นผลไม้แทน นอกจากนี้หลังจากออกกำลังกายแล้ว ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 4 - 6 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลได้ และจะทำให้หลับได้สนิทมากขึ้น ส่งผลให้ตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นอย่างสดชื่นค่ะ

แล้วออกกำลังกายเวลาไหนดีที่สุดล่ะ ?

ในการออกกำลังกายแต่ละช่วงเวลาก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าจะออกกำลังกายเวลาไหนก็มีประโยชน์ทั้งนั้น เพราะแค่เพียงเราออกกำลังกายก็ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงได้แล้ว

หายสงสัยกันแล้วใช่ไหมล่ะว่าออกกำลังกายช่วงไหนดีที่สุด ดังนั้นสิ่งต่อไปก็คือต้องเริ่มออกกำลังกายกันได้แล้วนะคะ อย่ามัวแต่เกี่ยงเลยว่าจะต้องออกกำลังกายช่วงไหน เพราะหากคุณเริ่มออกกำลังกายเร็ว ร่างกายก็ยิ่งแข็งแรง อย่าปล่อยให้เวลาเลยผ่านไปพร้อมกับร่างกายที่โรยราดีกว่าค่ะ

23/08/2021

# # # เคล็ดไม่ลับ กินอย่างไร ให้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น 💪

1. เลือกรับประทานแต่โปรตีนชั้นดี ดูดซึมง่าย
โปรตีนชั้นดีคือโปรตีนที่มีกรดอะมิโนครบถ้วนโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในเนื้อสัตว์เสมอไป แหล่งโปรตีนชั้นดีมีอยู่ทั่วไปทั้งในพืช เนื้อสัตว์ และเมล็ดธัญพืชทั้งหลาย ดังนั้นแหล่งโปรตีนที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนทานเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้แก่ เนื้อบด ไข่ เนื้อปลา ชีส นม เป็นต้น ส่วนโปรตีนที่อยู่ในเมล็ดธัญพืชที่เราอยากแนะนำ เช่น เมล็ดกัญชง ถั่ว ข้าวบัควีต ควินัว และถั่วชนิดต่างๆ นั่นเอง

2. ทานโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละวัน
กฎเหล็กสำหรับคนที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อจะต้องเคร่งครัดก็คือหลัก "1.5" ซึ่งหมายความว่าหากคุณมีน้ำหนักตัว 120 ปอนด์ คุณจะทานโปรตีนให้ได้วันละ 1.5 x 120 กรัม หรือ 180 กรัม จึงจะมีกล้ามเนื้อสวยงามที่คนทั่วไปต้องการ แต่หากคุณอยากมีกล้ามใหญ่ๆ เหมือนนักเพาะกาย หรือ ดาราฮอลลีวูดกล้ามโตทั้งหลายจะต้องทานโปรตีนโดยเปลี่ยนจากคูณ 1.5 ไปเป็นคูณ 2-3

3. เวย์โปรตีน ตัวช่วยเสริมอีกทางหนึ่ง
เพราะแหล่งโปรตีนทั่วไปอาจมีกรดอะมิโนสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อไม่ครบ โดยกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อนั้นมีอยู่ 6 ตัวด้วยกัน รวมๆ แล้วเรียกว่า PDCAAS ซึ่งจะมีครบถ้วนทุกชนิดในเวย์โปรตีนสำเร็จรูป ที่สำคัญคือเวย์โปรตีนนั้นย่อยง่ายทำให้กล้ามเนื้อสามารถดึงไปใช้เสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อได้ทันทีที่ต้องการ

4. ควบคุมเกลือแร่ให้เหมาะสม
แม้ว่าการรับโซเดียมเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป จะทำให้เสีย เเต่คุณต้องไม่ลืมว่า โซเดียมนั้นเป็นแร่ธาตุจำเป็นที่ร่างกายใช้สำหรับควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ และยังช่วยป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อเป็นตะคริว

5. อย่าลืมทานอาหารที่มีเส้นใย และ ไฟเบอร์
สำหรับคนที่กำลังเสริมสร้างกล้ามเนื้อนั้น อาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์คุณภาพสูงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย เพราะร่างกายคุณในตอนนี้ ต้องการระบบดูดซึมสารอาหารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นลำไส้คุณมีประสิทธิภาพระดับสูงเพื่อในการดูดซึมโปรตีนและสารอาหารที่มีประโยชน์ไปใช้เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และ ตัวที่จะช่วยได้ดีที่สุดก็คือไฟเบอร์คุณภาพสูงที่สามารถพบได้ในอาหารพวกผัก ผลไม้ และธัญพืช

6. ห้ามงดคาร์โบไฮเดรต
หลายคนที่กำลังปั้นกล้ามเนื้ออยู่ มักมีความเข้าใจผิดว่าจะต้องงดทานคาร์โบไฮเดรต เพราะกลัวว่ามันจะกลายเป็นไขมันแล้วทำให้อ้วน แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น คาร์โบไฮเดรตที่ทานเข้าไปจะสะสมอยู่ในรูปของ "ไกลโคเจน" ภายในกล้ามเนื้อ ซึ่งมันจะถูกดึงออกมาสร้างพลังงานให้กับกล้ามเนื้อของเราเวลาออกกำลังกาย หากคุณมีปริมาณไกลโคเจนไม่เพียงพอ กล้ามเนื้อก็จะไม่มีแรง จึงจำเป็นต้องดึงพลังงานจากโปรตีนมาใช้แทน ผลก็คือกล้ามเนื้อของคุณจะฝ่อและเหี่ยวแห้งทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว นักโภชนาการจึงแนะนำผู้ที่กำลังเสริมสร้างกล้ามเนื้อว่าให้ทานคาร์โบไฮเดรตให้ได้พลังงานทั้งหมดประมาณ 1,500 แคลอรี่ต่อวันจึงจะเหมาะสม

7. ทานไขมันดี หลีกเลี่ยงไขมันเลว
นักโภชนาการให้คำแนะนำต่อผู้เสริมสร้างกล้ามเนื้อทุกคนว่า ร่างกายควรได้รับพลังงานจากไขมันประมาณวันละ 20-35% ของพลังงานที่ร่างกายควรได้รับทั้งหมดในแต่ละวัน ที่สำคัญคือร่างกายควรได้รับแต่ไขมันที่ดี ซึ่งก็คือไขมันแบบไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก น้ำมันจากถั่ว น้ำมันทานตะวัน น้ำมันคาโนลา และน้ำมันอะโวคาโด ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงไขมันเลว โดยเฉพาะไขมันทรานซึ่งมีอยู่มากในอาหารขยะอย่าง ฟาสต์ฟู้ด และขนมเบเกอรี่ต่างๆ แต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ควรทานเกิน 10 % ของปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวัน เพราะไขมันเลวเหล่านี้จะไปสะสมตามร่างกายอย่างรวดเร็ว และเอาออกได้ยาก

- หวังว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จาการอ่านบทความนี้ -

- Thank you 🤍 -

Cr. www.sanook.com

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านอาหาร ใน Bang Kapi?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bang Kapi
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 11:00 - 17:00
อังคาร 11:00 - 17:00
พุธ 11:00 - 17:00
พฤหัสบดี 11:00 - 17:00
ศุกร์ 11:00 - 17:00
เสาร์ 11:00 - 17:00