BeautiBox

BeautiBox

แชร์

สินค้าเครื่องสำอางค์ น้ำหอม อาหารเ? ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและความงามSoulSkin

18/04/2026

มีคนแถว่า ตัวเองเรียนมา มีความรู้ด้านอาหารเสริม แต่ไม่ชอบถูกจำกัดอยู่ในกรอบวิชาชีพเภสัชที่โฆษณาอาหารเสริมไม่ได้ ก็เลยไม่เป็นเภสัช (แต่ใส่ชื่ออ้างตัวเป็นเภสัช) แล้วก็มาโฆษณาขายแมกนีเซียมรัวๆ

อย่าไปเชื่อคนแถแบบนี้

การที่เภสัชไม่ขายอาหารเสริม โดยเฉพาะ แมกนีเซียม
เพราะเภสัชเขาเรียนมา เขารู้ว่า การไปกินแมกนีเซียมแบบมั่วๆ แม่งอันตราย

ไอ้พวกหลอกขายอาหารเสริม มันมักจะให้ข้อมูลมั่วๆกับ ปชช
เช่น บอกว่า แมกนีเซียมกินแล้วดีน้าาาา กินแล้วความดันลดนะ เบาหวานลดนะ บลาๆ

แต่สิ่งที่คนพวกนี้ไม่บอกผู้บริโภคคือ ถ้ามีโรคประจำตัวบางอย่าง ไม่ควรกินแมกนีเซียม เพราะมันถึงตายได้

แมกนีเซียมเป็นอาหารเสริมที่ต้องใช้ด้วยความระวัง
แมกนีเซียม มีข้อห้ามในการใช้ในคนเป็นโรคไต

และคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
โดยเฉพาะโรคไตนี่สำคัญสุด เพราะคนที่มีปัญหาไตเสื่อม

หากกินอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียมเข้าไป
การขับแมกนีเซียมจะลดลง ทำให้เกิดภาวะแมกนีเซียมเป็นพิษได้
เพราะมันจะสะสมในร่างกาย คนที่กินแมกนีเซียมเข้าไปแล้วมีปัญหาไตเสื่อม
จนเกิดภาวะแมกนีเซียมเป็นพิษ ก็จะเกิดอาการที่เป็นอันตรายได้
ได้แก่ ความดันต่ำ ซึมลง หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนถึงหัวใจหยุดเต้น
ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้

เคยมีเคสตัวอย่างที่เกิดภาวะแมกนีเซียมเป็นพิษจนเกือบตุยมาแล้วด้วย ดังนั้นโดยปรกติแล้ว ต้องตรวจก่อนให้แมกนีเซียมเสมอว่าการทำงานของไตดีหรือไม่

ส่วนโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ยกตัวอย่างเช่น
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง myasthenia gravis หากกินแมกนีเซียมเข้าไปจะทำให้อาการแย่ลง

ดังนั้นต้องระวังเป็นอย่างยิ่งในการโฆษณาหรือบอกให้คนไข้
ให้ไปกินอาหารเสริมที่มีแมกนีเซียม ปรกติ หมอและเภสัชที่มีจริยธรรมวิชาชีพ จะไม่ได้บอกคนไข้แบบมั่วๆว่า เนี่ย ตัวนี้ดีนะ ไปซื้อมากินสิ หรือหน้าด้านกว่านั้นหน่อย ก็ขายยี่ห้อที่ตัวเองเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือปักตะกร้าเลย (หน้าด้านสั้สๆ)

แต่หมอและเภสัช จะดูตามข้อบ่งชี้ ว่าคนนี้จำเป็นต้องกินอาหารเสริมตัวนั้นตัวนี้มั้ย เช่น ผลเลือดชัดเจนว่าขาดแมกนีเซียม ก็แนะนำไปกินแมกนีเซียมได้ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งส่วนมากก่อนที่จะแนะนำอาหารเสริมหมอและเภสัชก็จะให้ความรู้เรื่องโภชนาการก่อนว่าอาหารแบบไหนที่แมกนีเซียมเยอะแล้วกินอันนั้นก่อนก็ได้

อาหารแมกนีเซียมสูงที่แนะนำ (หาทานง่าย)
เมล็ดฟักทอง: แหล่งแมกนีเซียมที่ดีเยี่ยม (เมล็ดฟักทอง 1 ออนซ์มีแมกนีเซียมประมาณ 150-260 มก.)
ดาร์กช็อกโกแลต (70-85% โกโก้): อร่อยและได้ประโยชน์สูง
ผักใบเขียวเข้ม: เช่น ผักโขม (Spinach) ปรุงสุก
ถั่วเปลือกแข็ง: อัลมอนด์, เม็ดมะม่วงหิมพานต์
ผลไม้: อะโวคาโด, กล้วย
พืชตระกูลถั่ว: ถั่วเหลือง, ถั่วดำ, ถั่วเลนทิล
ธัญพืชไม่ขัดสี: ข้าวกล้อง, ข้าวโอ๊ต
ปลาไขมันสูง: ปลาแซลมอน, ปลาแมคเคอเรล

กินพวกนี้อร่อยกว่ากินอาหารเสริมเยอะ

แต่จะไม่มีหมอและเภสัช ที่มีจริยธรรมวิชาชีพคนใด มานั่งไลฟ์แนะนำผู้บริโภคแบบมั่วๆ ว่าให้ไปซื้อแมกนีเซียมมากิน โดยไม่บอกข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพราะนั่นเท่ากับ การ DO HARM ต่อคนไข้ เป็นการทำอันตรายต่อผู้บริโภคที่มีข้อห้ามในการใช้อาหารเสริมบางตัวโดยตรง และอาจทำให้ผู้บริโภคถึงตายได้

กรณีเภสัชปลอมหนนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีว่า การที่จริยธรรมวิชาชีพ ห้ามไม่ให้หมอเภสัช และบุคลากรการแพทย์มาขายอาหารเสริมนั้น ไม่ใช่เรื่องล้าหลัง ล้าสมัย แต่ทั้งหมดเพื่อการปกป้องผู้บริโภคนั่นเอง

18/03/2026

🥭 กินวาร์ฟาริน ระวังมะม่วง! — งานวิจัยจากประเทศไทยเองค่ะ !!
ช่วงนี้เข้าหน้ามะม่วงสุกแล้ว ใครที่กินยาวาร์ฟาริน (ยาต้านการแข็งตัวของเลือด) อยู่ ต้องอ่านโพสต์นี้ค่ะ

มีงานวิจัยใหม่จากทีมคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับโรงพยาบาลหัวหิน ตีพิมพ์ในวารสาร ADMET & DMPK ปี 2025 ศึกษาว่าทำไมมะม่วงสุกถึงทำให้ยาวาร์ฟารินมากขึ้น โดยใช้เทคนิค metabolomics วิเคราะห์ลึกถึงระดับโมเลกุลเลยค่ะ

งานวิจัยนี้ทำอะไรบ้าง ? ทำอย่างไร ?

🔬 รูปแบบการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบ Pre-Post Study Design และทำที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในประเทศไทย

👥 กลุ่มตัวอย่าง: ผู้ป่วย 15 ราย (ชาย 5 / หญิง 10)
โดยมีเงื่อนไขคือ
→ ใช้ยาวาร์ฟารินต่อเนื่องมากกว่า 6 เดือน
→ มีค่า INR สูงเกินช่วงรักษาหลังกินมะม่วงสุก
→ กินมะม่วง 1-3 ลูก/วัน ติดต่อกัน 5 วัน ถึง 1 เดือน
→ ไม่มีปัจจัยอื่นที่ทำให้ INR สูง เช่น ไม่กินยาตามสั่ง การติดเชื้อ หรือยาอื่นที่มีปฏิกิริยา
→ คัดออกหากใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดตัวอื่นร่วมด้วย

🩸 การเก็บตัวอย่าง: เก็บพลาสมา 2 ครั้ง
ครั้งที่ 1 — ช่วงที่กินมะม่วงอยู่ ค่า INR สูงเกินช่วงรักษา (พบค่าเฉลี่ย INR = 4.57)
ครั้งที่ 2 — หลังหยุดกินมะม่วงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ค่า INR กลับสู่ช่วงปกติ (INR เฉลี่ย 2.45)
แล้วนำพลาสมาทั้ง 2 ครั้ง มาเปรียบเทียบกัน

🧪 การวิเคราะห์:
→ เตรียมพลาสมาแล้วนำไปวิเคราะห์ด้วยเครื่อง ¹H-NMR ความถี่ 500 MHz ตรวจพบสารเมตาบอไลต์ทั้งหมด 208 ชนิด โดยเทียบกับฐานข้อมูล Human Metabolome Database (HMDB)

📊 การวิเคราะห์ทางสถิติ:
→ ใช้ sPLS-DA แยกกลุ่มตัวอย่าง, ROC curve หา biomarker (AUC = 0.904), pathway enrichment ด้วย MetaboAnalyst 6.0 และสร้าง metabolite network ด้วย Metascape
...........................................................................

ผลการทดลอง
🔴 ค่า INR เฉลี่ยลดลงจาก 4.57 → 2.45 หลังหยุดมะม่วง (p < 0.0001)
🔴 ผู้ป่วยทุกราย (15/15) มีค่า INR สูงขึ้นหลังกินมะม่วง
🔴 พบ 8 สารเมตาบอไลต์ที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
🔴 สารสำคัญที่สุดคือ Glycerol 3-phosphate ซึ่งลดลงอย่างชัดเจนในช่วงกินมะม่วง (AUC = 0.729, p = 0.041)
.............................................................................

กลไกที่เป็นไปได้ : มะม่วงรบกวนยาวาร์ฟารินผ่าน 2 pathway พร้อมกัน ได้แก่

pathway ที่ 1 — ยับยั้งการขจัดยา
สาร retinol และ polyphenols ในมะม่วง ไปยับยั้งเอนไซม์ CYP2C9 และ CYP3A4 ในตับ ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักที่ร่างกายใช้เปลี่ยนแปลงยาวาร์ฟาริน ทำให้ยาถูกกำจัดช้าลง ระดับยาในเลือดจึงสูงขึ้น

pathway ที่ 2 — รบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด
Glycerol 3-phosphate ที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อ 3 วิถีเมตาบอลิซึมสำคัญ ได้แก่
→ Glycerol phosphate shuttle (ระบบขนส่งอิเล็กตรอนเข้าไมโตคอนเดรีย)
→ Cardiolipin biosynthesis (สร้างฟอสโฟลิพิดในเยื่อไมโตคอนเดรีย)
→ De novo triglyceride biosynthesis (สร้างไขมันสะสมพลังงาน)
ดังนั้น
เมื่อ glycerol 3-phosphate ลด → การผลิตพลังงานผ่าน glycolysis ในเกล็ดเลือดบกพร่อง → เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ → ยิ่งซ้ำเติมฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดจากวาร์ฟาริน → ค่า INR พุ่งสูง → เสี่ยงเลือดออก
................................................................................................

⚠️ สรุปง่ายๆ: มะม่วงสุก + วาร์ฟาริน = เสี่ยงเลือดออกผิดปกติ

💡 คำแนะนำสำหรับคนกินยาวาร์ฟาริน
→ ไม่จำเป็นต้องงดมะม่วงสุก 100% แต่ไม่ควรกินปริมาณมากหรือกินทุกวัน
→ ถ้ากินมะม่วงสุกไปแล้ว ควรแจ้งหมอหรือเภสัชกรเพื่อติดตามค่า INR
→ สังเกตอาการเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล ฟกช้ำง่าย เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน
→ อย่าปรับขนาดยาเอง ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เสมอค่ะ

ฝากแชร์ให้คนที่กินยาวาร์ฟารินด้วยนะคะ โดยเฉพาะผู้สูงอายุในบ้านค่ะ 💛

ด้วยรัก
#เพจเภสัชแม่ลูกอ่อน
Ref: Rattanasuwan P, et al. ADMET DMPK. 2025;13(3):2740.

07/03/2026

Clotri-B Cream (โครไตร-บี ครีม) คือยาอะไร

Clotri-B Cream เป็นครีมทาภายนอกที่ผสมตัวยาหลัก 2 ชนิด คือ Clotrimazole (ยาต้านเชื้อรา) และ Beclomethasone (ยาสเตียรอยด์) ใช้รักษาโรคผิวหนังติดเชื้อราที่มีอาการอักเสบร่วมด้วย เช่น เชื้อราที่ขาหนีบ (สังคัง), เชื้อราที่เท้า (น้ำกัดเท้า), กลาก, เกลื้อน, และโรคผิวหนังอักเสบจากเชื้อรา โดยจะช่วยฆ่าเชื้อรา ลดอาการคัน แดง บวม และผื่นคันได้อย่างรวดเร็ว

ข้อมูลสำคัญของ Clotri-B Cream:
โครไตร-บี ครีม
สรรพคุณ: รักษาการติดเชื้อราที่ผิวหนังและบรรเทาอาการอักเสบ บรรเทาอาการคัน
วิธีการใช้ยา : ทาบางๆ บริเวณที่เป็นโรค 2-3 ครั้งต่อวัน หรือตามแพทย์สั่ง

ข้อควรระวัง:
ใช้ทาภายนอกเท่านั้น ห้ามทาใกล้ดวงตา จมูก ปาก หรือบริเวณอวัยวะเพศ
ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินไปเพราะเป็นยาสเตียรอยด์
สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

ผลข้างเคียงที่อาจพบ: ผิวแห้ง, มีอาการแสบร้อนหรือคันบริเวณที่ทา

ข้อควรปฏิบัติ: ควรทำความสะอาดและทำให้ผิวหนังแห้งสนิทก่อนทายา และควรทายาอย่างต่อเนื่องจนกว่าอาการจะหายดี ไม่ควรหยุดยาเองแม้ว่าจะรู้สึกดีขึ้นแล้ว

#ยาฆ่าเชื้อรา #โรคผิวหนังจากเชื้อรา
#กลากเกลื้อน #เชื้อราที่ผิวหนัง

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านขายของ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10700