Exclusively4Mom
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Exclusively4Mom, บริการดูแลเด็ก, wireless Road, Bangkok.
09/02/2023
#ความวิตกจริตของคนเป็นแม่
อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างระหว่างคุณแม่ กับคุณพ่อ อย่างเห็นได้ชัดที่สุด ก็คือความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องลูก จะแตกต่างกันอย่างมหาศาล คุณแม่ทุกคนที่เลี้ยงลูกเองช่วงลาคลอด แล้วต้องกลับไปทำงาน คงเคยมีความรู้สึก ของความเป็นห่วงลูกอย่างมากมาย กลัวไปหมดทุกเรื่อง กลัวลูกร้องไห้ไม่อยุด กลัวพี่เลี้ยงชงนมร้อนไป กลัวพี่เลี้ยงชงนมไม่สะอาด กลัวพี่เลี้ยงทำลูกลื่นจมน้ำ กลัวพี่เลี้ยงโขมยลูกเราไป แม้แต่ให้คุณแม่ของเราเองเลี้ยงก็ยังอดกังวลไม่ได้ กลัวคุณยายจะลืมเวลานมของหลาน กลัวคุณยายจะทำหลานตก สารพัด สารพัน ที่จะกลัวต่างๆ นาๆ
ในขณะที่คุณพ่อ จะไม่เป็นแบบคุณแม่ สามารถตื่นเช้าไปทำงานได้อย่างสบายใจ ไม่เคยมีความคิดระหว่างวันว่าใครจะทำลูกตก หกล้ม จมน้ำ เนื่องจากธรรมชาติของผู้ชายจะไม่คิดมากในรายละเอียด อันนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อไม่ดีกว่าคุณแม่นะคะ ไม่เกี่ยวกัน เพียงแต่ว่าธรรมชาติให้มาไม่เหมือนกัน งานเลี้ยงลูกถึงได้เหมาะกับคุณแม่มากกว่า เพราะความระมัดระวังในความปลอดภัยของลูกจะมีมากกว่าคุณพ่อ ดิฉันเคยเจอคุณแม่ ที่วิตก กลัวลูกเป็นหวัด ไม่ยอมเปิดแอร์ให้ลูกตอนนอนหลับกลางคืน แม้แต่พัดลมก็ไม่ยอมให้เปิด มิหนำซ้ำ ห้องนอนลูกก็ไม่มีหน้าต่างระบายอากาศแต่อย่างใด พอพี่เลี้ยงขอพัดลมบอกว่านอนไม่ได้ร้อนมากจริงๆ คุณแม่ก็ยื่นพัดลมที่ใช้มือพัดให้ แหม ถ้ากังวลขนาดนี้ก็อาจจะมากเกินเหตุนะคะ สรุปว่าพี่เลี้ยงกี่คนก็ขอบ๊ายบายค่ะ เพราะนอนไปต้องใช้มือพัดไป เป็นอันอยู่ไม่ได้ค่ะ
แม้แต่ตัวดิฉันเองที่หลายครั้ง หลายครา เวลาออกไปข้างนอก ก็กลัวลูกจะตกหน้าต่างคอนโด ซึ่งอยู่ชั้น 19 นึกถึงทีไร สยองทุกที ต้องรีบบึ่งกลับบ้านทุกที ไม่รู้เป็นกรรมของคนเป็นแม่รึปล่าวนะ ในขณะที่คุณพ่ออยากจะทำอะไร ก็ทำได้ไม่ต้องกังวลอะไร ไปตีกอล์ฟ ทั้งวันก็สบาย แถมไม่ต้องคิดอะไรมากมาย เฮ้อเห็นแล้วอิจฉาเล็กๆ มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกดิฉัน อยู่สองครั้งที่สะท้อนความไม่คิดมาก (เท่าไร) ของคนเป็นพ่อ
ครั้งแรก ลูกชายคนโตกับคนที่สอง ตอนนั้นอายุประมาณ ห้าขวบ กับเกือบสองขวบ คุณพ่ออาสาจะพาลูกไปห้างเพียงสามคนพ่อลูก ดิฉันก็กังวลอยู่ว่าคุณพ่อจะจัดการลูกได้รึปล่าว เพราะไม่เคยไปไหน สามคนแบบนี้ และลูกก็ยังเล็ก ต้องดูแลใกล้ชิด แต่ด้วยความดีใจที่คุณพ่ออาสาจะดูแลลูก บอกให้เราพักผ่อนอยู่ที่บ้าน หายไปกันนานพอสมควร ซึ่งแทนที่คุณแม่จะได้พักผ่อนกลับวิตก เป็นห่วง เหนื่อยกว่าไปเองซะอีก พอกลับบ้านกันมา คุณพ่อก็เข้ามาเล่าให้ดิฉันฟังว่า เมื่อตะกี้นะ ลูกคนที่สองมันเดินไม่ดูเราเลย เดินๆ อยู่มันหายไปใหนก็ไม่รู้ ผมหาเท่าไรก็ไม่เจอ
ฟังมาถึงตอนนี้ดิฉันก็ตกใจ ว้าย ลูกหายในห้าง แต่แทนที่คุณพ่อจะตกใจ แต่ไม่ใช่เลย เขาบอกว่า นี่นะ อุตสาห์หาจนเหนื่อยแล้วไม่เจอ กะว่าจะกลับบ้านแล้ว แต่พอดีมีคนประกาศออกไมค์ว่า พบเด็กอายุประมาณ สองขวบ หลงกับผู้ปกครอง ให้ผู้ปกครองมารับที่จุดประชาสัมพันธ์ด้วย ก็เลยเจอกันได้
มิหนำซ้ำ คุณพ่อคนดี ยังบอกอีกว่าพอไปรับ ลูกชายกลับนั่งดื่มโค๊ก กับสาวๆ สวยๆประชาสัมพันธ์อยู่ สบายดีนี่ไม่รู้เหรอว่าผมเหนื่อยหา ตั้งนาน แบบนี้ก็ไม่ได้เรียนรู้ซิว่าต้องคราวหลังต้องเดินตามผมให้ดีๆ แหม ดั๊นมาโทษเด็กอีก คุณพ่อ นะ คุณพ่อ ตั้งแต่วันนั้นดิฉันเลิกคิดที่จะให้ลูกไปกับคุณพ่อเพียงลำพังอีกต่อไปเลย
ส่วนอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ดิฉันกังวลจนนั่งไม่ติด ตอนที่ลูกชายคนโต อยู่ชั้นป.ห้า ต้องเขียนแผนที่รอบบ้าน (ในที่นี้หมายถึงคอนโดที่พักของเรา) ว่าทิศเหนือมีอะไร ทิศใต้ตะวันออก ตก มีอะไร ลิฟท์อยู่ตรงไหน เขาออกจากห้องไปตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง จนเกือบห้าโมงเย็นยังไม่เห็นกลับ แถมข้างนอกฝนก็ตกหนัก ลูกชายดิฉันยิ่งความจำไม่ค่อยดีเท่าไหร่บางครั้งก็ขี้ลืม ดิฉันก็กังวล กลัวเขาหลงทางบ้าง กลัวคนร้ายจับ กลัว กลัว ไปหมด จนคุณพ่อกลับมาจากตีกอล์ฟ ก็เล่าให้ฟัง ไปหาก็แล้วไม่เจอเลย จะเป็นอะไรรึปล่าว คำพูดที่คุณพ่อของลูกพูดออกมาทำให้อึ้งไปพักนึง
เขาบอกว่า แหมคุณ เรามีลูกชายตั้งสามคน ถ้าจะหายไปสักคนนึง ก็คงไม่เป็นไรหรอก เหลืออีกตั้งสองแนะ นี่แหละข้อดีของการมีลูกเยอะๆ ว่าแล้วก็นอนดูทีวีอย่างสบายใจเฉิบ เฮ้อ... แต่สุดท้ายลูกชายก็กลับมาอย่างเรียบร้อยดี แต่ดิฉันแทบไม่เป็นอันทำอะไร นี่แหละความวิตกจริตของแม่เองแหละลูก
09/05/2022
#อาหารเสริม ของลูก ทำไงให้เป็นเรื่องง่าย
พอลูกเริ่มโตขึ้น นมแม่อย่างเดียวไม่พอสำหรับลูกแล้ว คุณแม่ต้องมาเรียนรู้เรื่องอาหารเสริมให้ลูกแล้วหล่ะ แม่บางคนก็เริ่มกังวล เฮ้ย ทำอาหารให้ตัวเองยังไม่เป็นเลย แล้วจะทำให้ลูกกินได้ไหมน๊า... เอาละซิต้องสวมวิญญานแม่ครัวมือโปรให้ได้ทั้งๆที่ไม่เคยเข้าครัวมาก่อนเลย ดิฉันก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะตอนเด็กๆ คุณแม่เรียกให้มาช่วยในครัว ดิฉันก็ทำบ่ายเบี่ยง อ้างว่าต้องทำการบ้านบ้างหล่ะ ต้องเตรียมสอบบ้างหล่ะ โชคดีว่าที่บ้านของฉันสนับสนุนเรื่องเรียนมาก พออ้างเรื่องเรียนปั๊บ คุณแม่ก็เลยไม่บังคับให้มาช่วยทำอาหาร แหะๆ ผ่านไปจนได้.. แต่เวลานี้ต้องมาเป็นแม่เอง พี่เลี้ยงเด็กก็เพิ่งออกไป..ตายละซี จะปล่อยให้ลูกเราอดได้อย่างไร ว่าแล้วก็ไปขนซื้อตำราอาหารเด็กมา ค่อยๆหัดทำไป เอ..ก็พอได้อยู่นะ ลูกก็ยอมกินแถมยังโตวันโตคืน แหมมันภูมิใจอย่าบอกใครเลยนะคะ
จากประสบการณ์ลูกสี่คนของดิฉัน ดิฉันมีเทคนิคมาแบ่งปันคุณแม่ๆกันค่ะ ก่อนอื่นเลยคุณแม่ต้องทราบก่อนว่า ลูกเราไม่ควรให้อาหารเสริมจนกว่าอายุ หกเดือนเต็ม พูดง่ายๆ กินนมแม่อย่างเดียวหกเดือนค่ะ ไม่ต้องให้น้ำตามด้วยนะคะ เพราะนมแม่มีปริมาณน้ำ ที่เหมาะสมอยู่แล้วค่ะ น้ำส้ม น้ำผลไม้ก็ยังไม่ต้องให้จนกว่าจะหกเดือนค่ะ มาถึงตรงนี้คุณแม่อาจจะเจอกระแสต้านจากคุณยาย คุณย่า ที่จะพยายามเอาอาหารเสริมมาให้ลูกคุณแม่กิน ไม่ว่าจะเป็นกล้วยครูด หรือ ผลไม้ต่างๆ ซึ่งตรงนี้คุณแม่ต้องไปตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน อย่าทะเลาะกันเรื่องเลี้ยงหลานนะคะ เพราะคุณย่าคุณยายเขาก็รักหลานเขามากมายค่ะ เพียงแต่วิทยาการทางการเลี้ยงเด็กมันปรับเปลี่ยนไป และความรู้ใหม่ๆ ก็เข้ามาแทน คุณแม่ต้องพยายามอธิบายให้คุณย่าคุณยายเข้าใจนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณยาย มักจะพูดว่า “ก็ชั้นเลี้ยงพวกแกให้โตมาจนทุกวันนี้ก็ใช้วิธีนี้แหละ ทำไมจะใช้กับหลานชั้นไม่ได้” แหะๆ บ้านไหนก็บ้านนั้นเจอคำพูดแบบนี้ประจำ บางบ้านถึงขนาดย้ายบ้านไปอยู่อีกหมู่บ้านนึงเลยทีเดียว
ซึ่งจริงๆแล้วคุณแม่พยายามอธิบายคุณยายนะคะ ว่า องค์การอนามัยโลกเขาประกาศไว้ตั้งแต่ปี คศ.1995 ว่าเด็กทารกควรได้รับนมแม่ล้วนเป็นเวลาหกเดือนค่ะ ทีนี้พอลูกเริ่มอาหารเสริมตอนหกเดือนแล้ว คุณแม่อาจจะเหนื่อยที่จะทำอาหารแต่ละมื้อให้ลูกกินแค่ 3-4 คำเอง แหมต้องไปจ่ายตลาด ซื้อผักมาล้างแล้วล้างอีก ล้างจนมือซีดเซียว ต้มจนเละก่อนจะเอามาบด โอยล่อไปครึ่งวัน แล้วลูกก็กินแค่สามคำเอง.. ดิฉันแนะนำคุณแม่ให้ทำอาหารเตรียมไว้เลยทั้งสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ก็ได้ค่ะ ที่สำคัญคือต้องมีน้ำซุป.. โดยเคี่ยวกระดูกหมูให้น้ำเข้มข้นเลยแล้วใส่พิมพ์ทำน้ำแข็งไว้ รอให้แข็งแล้วนำมาห่อฟรอยไว้ พอจะใช้ก็หยิบมาสักก้อนสองก้อนมาตั้งไฟอุ่นเติมน้ำหน่อยนึง ก็เป็นน้ำซุปให้ลูกได้ทุกมื้อเลยค่ะ
ส่วนอาหารหลักคุณแม่ก็ใช้หลักการเดียวกัน ต้มข้าวให้เปื่อยบดแล้วใส่พิมพ์ไว้ ผักแต่ละชนิดก็ทำแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแครอท ฟักทอง ผักโขม คุณแม่ก็จะมีผักหลากหลายชนิดที่ต้มและบดแล้วอยู่ในพิมพ์ เวลาจะใช้ก็แกะมาทีละก้อน เช่นวันนี้จะให้ลูกทานข้าวบดฟักทอง ก็เอาก้อนข้าวมาผสมกับก้อนฟักทองมาตั้งไปอุ่น ตามด้วยน้ำซุปที่เตรียมมาจากพิมพ์ ก็จะประหยัดเวลาคุณแม่ได้มากมายเลยค่ะ
คุณแม่บางคนบอกว่าม่ายด้ายม่ายด้าย ลูกชั้นต้องทำสด กินสดทุกมื้อ จริงๆแล้วแช่แข็งแค่ 1-2 สัปดาห์ไม่ได้ทำให้คุณค่าอาหารลดลงไปเลยค่ะ ที่ประเทศญี่ปุ่นมีอาหารเสริมเด็กแบบ กล่องและซองซึ่งแค่นำมาอุ่นหรือใส่น้ำลงไปก็ป้อนเด็กได้เลยและแม่แม่บางคนก็ใช้แต่อาหารสำเร็จรูปตลอดก็มีค่ะ ดังนั้นไม่ต้องกังวลนะคะ เอาแบบที่ประหยัดเวลาคุณแม่และลูกก็ได้สารอาหารครบถ้วนนี่แหละค่ะ ดีที่สุด ทั้งแม่และลูก ไม่ต้องเครียดกันนะคะ
07/11/2021
#ประสบการณ์ในห้องคลอด 3
ลูกคนที่สาม
สำหรับการคลอดลูกในครั้งนี้.. เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดที่สุดของความเจ็บปวด และ ดิฉันคลอดลูกคนนี้ที่ต่างประเทศ (ญี่ปุ่น) ห้อมล้อมด้วยความอบอุ่นของครอบครัว.. สามี ลูกชายทั้งสองคน 8 ขวบและ 5 ขวบ ดิฉันรู้สึกอบอุ่น จิตใจแข็งแกร่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน.. อีกทั้ง หมอทำอุลตร้าซาวด์แล้ว บอกไว้ก่อนแล้วว่าจะเป็นลูกสาว...... กำลังใจมาเป็นที่หนึ่ง... ชั้นกำลังจะมีลูกสาว.. มีลูกสาว..ว้าว.. เป็นอะไรที่รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก.. มีกังวลอยู่นิดนึงว่า หมอที่นี่มีประสบการณ์ส่วนใหญ่คลอดธรรมชาติ.. จะผ่าคลอดเราได้มั้ยเนี่ยะ... อีกอย่างหมอที่ทำคลอดลูกคนที่สองเคยเตือนว่า มดลูกดิฉันมีผังผืดเยอะมาก..จนผ่าท้องยากมากๆ.. ดิฉันก็ได้แจ้งข้อมูลนี้กับคุณหมอต่างชาติคนนี้.. แต่ดูเหมือนเขาไม่ค่อยสนใจข้อมูลที่ดิฉันบอกสักเท่าไหร่.. เออน่า.. ประเทศที่ เจริญแบบนี้คงไม่น่ามีปัญหาน่า... ปลอบใจตัวเอง... ตอนพบหมอครั้งสุดท้ายก่อนวันผ่าคลอด สามีมาด้วย ดิฉันให้สามีแจ้งคุณหมอว่าต้องการทำหมันเลย.. เพราะทราบมาว่า ทำหมันสามารถทำคู่ไปกับการผ่าท้องได้เลย.. และเราก็มีตั้งสามคนแล้ว คนนี้ก็เป็นผู้หญิงด้วย น่าจะพอได้แล้ว.. วันนั้นหลังจากบอกหมอไปว่าจะทำหมัน.. ก่อนวันผ่าคลอดไม่กี่วันคุณหมอขอพบสามีดิฉัน และดิฉันก็อยู่ในห้องด้วย.. คุณหมอบอกว่าถ้าจะทำหมัน ต้องให้สามีเซ็นยินยอมก่อน.. และนี่คือสาเหตที่คุณหมอต้องการคุยกับสามี.. วันนั้นดิฉันนั่งนิ่งอยู่ในห้องตรวจ คุณหมอเริ่มการสนทนาด้วยภาษาของสามีดิฉัน.. ถึงแม้ดิฉันจะไม่เข้าใจ 100% ในภาษานี้ แต่ดิฉันบอกได้เลยว่า วันนั้น.. ดิฉันเข้าใจอย่างชัดเจนในสิ่งที่เขาสนทนากัน....
“ภรรยาคุณบอกว่าต้องการทำหมัน ตอนผ่าตัดคลอด นะครับ.... “ “ใช่ครับ” คำตอบสั้นๆ ของสามี... คุณหมอนิ่งไปพักนึง มองหน้าดิฉันแวบนึง แล้วหันไปหาสามีดิฉัน.. ทำหน้าขึงขัง.... และเริ่มคำพูดที่ดิฉันจดจำได้ไปตลอดชีวิต... “คือ.. ผมไม่ทราบว่าภรรยาคุณมาจากที่ไหน... แต่... ในประเทศที่ศิวิไลซ์ อย่างเรา.. เราจะไม่แนะนำให้ทำหมันครับ” ประเทศที่ศิวิไลซ์????? ดิฉันมีความรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลงไปเหลือ 1 ฟุต.. และรู้สึกร้อนขึ้นมาบนใบหน้าโดยทันที “เพราะเราไม่รู้ว่า ในระยะยาว จะเกินผลกระทบอย่างไรบ้างในคนที่ทำหมัน… ผมก็เลยอยากให้คุณคิดอีกครั้งก่อนที่จะเซ็นใบยินยอม” ภายในหัวดิฉันในตอนนั้น... มีความรู้สึกว่า มันมองตรูยังกะตรูมาจากหลังเขา ไม่รู้เรื่องอะไรในโลกนี้เลย.. ฮึม... ประเทศตรูก็มีอารยธรรม นะเฟ้ย.. ทำไมมาพูดจาดูแคลนกันแบบนี้..
สุดท้าย..สามีก็ไม่เซ็นชื่อในใบยินยอมให้ทำหมัน... โอเค.. ทำตามประเทศที่ศิวิไลซ์แบบเธอก็แล้วกัน..
ในวันที่เข้ามาพักในโรงพยาบาล คืนแรก ก่อนที่จะทำการผ่าท้องคลอด.. สามีที่แสนดี ก็ไม่ได้จองห้องส่วนตัว.. แต่เป็นห้องรวมที่มีคุณแม่ 6 คนอยู่รวมกัน และ แน่นอน ดิฉันเป็นคนต่างชาติคนเดียวใน 6 คน.. ตอนนั้นเริ่มเข้าฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มหนาว แต่ในห้องพัก โรงพยาบาล เปิดเครื่องทำความร้อน จนดิฉันรู้สึกว่าร้อนเกินไป วัดอุณหภูมิได้ 29 องศาเซ็นเซียส สามีบอกว่า ค่าห้องเดี่ยวแพงมาก อีกอย่าง ดิฉันจะได้ฝึกพูดภาษาของเขา กับบรรดาแม่ๆ ที่พักอยู่ห้องเดียวกัน.. เหอเหอ.. ตรูมาคลอดลูกนะ ไม่ได้มาเรียนภาษาต่างด้าว.. ยังไงก็ตามยังมีห่วงหลายอย่าง ทั้งลูกชายสองคนต้องอยู่กับผู้ช่วยที่บ้าน และ ดิฉันต้องอยู่ที่โรงพยาบาลตามกำหนดถึง 10 วัน เพราะที่นี่เขาให้พักฟื้นนานหน่อย เพราะต้องการแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีหลังผ่าคลอด
วันนั้นในห้องคลอด วันที่ 3 ตุลาคม ปี... อย่าไปพูดถึงมันเลย.. การคลอดลูกครั้งที่สามในชีวิต บล็อกหลังครั้งที่ 2 ห้องคลอดค่อนข้างกว้างขวาง มีคนใส่ชุดผ่าตัด 2 -3 คนในห้อง หนึ่งในนั้นเป็นคุณหมอที่ดิฉันไปพบเป็นประจำและเป็นคนเดียว กับที่แนะนำไม่ให้ทำหมัน... ดิฉันเรียกเขาว่าหมอใหญ่ก็แล้วกัน ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง ดิฉันไม่เคยเจอมาก่อน หลังจากนั้นดิฉันทราบมาว่า เธอน่าจะเป็นแพทย์ฝึกหัด เพราะ โรงพยาบาลที่นี้เป็นที่ที่สอนนักเรียนแพทย์ด้วย.. ดิฉันมองเห็น ไฟบนเพดาน ตรงหน้าอกมีม่านกั้นไม่ให้ดิฉันมองเห็นท้องตัวเอง คุณหมอ กับพยาบาล ยืนอยู่อีกด้านของม่าน.. จนเขาแน่ใจว่ายาได้ออกฤทธ์สมบูรณ์ เพราะดิฉันไม่มีความรู้สึกต่ำกว่าเอวลงไป.. พูดตรงๆ คนใกล้คลอดอย่างดิฉันคงจะหาตำแหน่งเอวค่อนข้างยากอยู่ แต่เอาเป็นว่า คุณหมอชาวต่างประเทศกำลังเอามีดกรีดท้องดิฉันอยู่... ดิฉันเหลือบมองนาฬิกา.. แหม.. ดีนะที่เราไม่ได้ถือเรื่องฤกษ์ยาม ไม่งั้นคง ยุ่งยากกว่านี้.. ดิฉันได้ยินเสียงคุยกันของหมอ.. เริ่มเสียงดังขึ้น..
เอ... ทำไม มันนานจัง.. เหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง.. นี่มันเลยครึ่ง ช.ม ไปแล้ว.. ดิฉันจำได้ว่าครั้งแรกของดิฉันในการผ่าคลอดใช้เวลาประมาณ ยี่สิบนาทีนิดหน่อยเท่านั้นเอง.. ฮืม.. มันเป็นยังไงนะ.. ดิฉันมีความรู้สึกว่า ตึงๆที่ท้องแต่ลูกก็ยังไม่ออกจากท้อง.. และแล้วดิฉันก็ได้ยินเสียงหมอทะเลาะกัน.. “เธอจะบ้า..เหรอ.. ใครสอนให้เธอทำแบบนี้.. บ้าจริงๆ..” นั่นคือเสียงหมอใหญ่พูด ค่อนข้างเสียงดัง จนฟังเหมือนตวาด.. หมออีกคนพูดอะไรพึมพำ ดิฉันไม่เข้าใจ .. แต่เสียงหมอใหญ่ชัดมากและ เข้าใจได้ชัดว่า เขาหัวเสีย และ เอ็ดตะโร ด้วยความหงุดหงิดปนโกรธ.. โอ้.. ตกลง ลูกดิฉันจะได้ออกมาปลอดภัยไหมเนี่ยะ.. เหลือบมองนาฬิกาอีกครั้ง.. มันเกิน 40 นาทีแล้วนะ.. มันนานเกินไปแล้ว.. ดิฉันเริ่มกังวลว่าพวกเขาไม่สามารถทำให้ลูกดิฉันคลอดออกมาได้... หลังจากเสียงเอ็ดตะโรอีก ดิฉันมีความรู้สึกว่า หมอใช้แรงค่อนข้างมากเพื่อที่จะดึงลูกออกจากท้องดิฉัน และแล้ววินาทีนั้น พรึบ.. รู้สึกได้เลยว่าลูกถูกดึงออกจากท้อง.. ไม่นานก็ได้ยินเสียงทารกร้องไห้... ดิฉันเกือบจะร้องไห้ไปด้วย.. พยาบาลล้างตัวเด็กและอุ้มมาให้ดิฉันดู... นี่ลูกสาวของฉัน.. ทำไมช่างน่ารักอะไรขนาดนี้.. ปิติ ปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูก.. แต่รู้สึกว่าเพลียมาก จนหลับไปตอนที่ถูกเข็นกลับห้องพัก..
ตอนคลอดยังไม่เท่าไร.. ประสบการณ์กำลังจะเกิดขึ้นตอนที่อยู่ที่ห้องพักนี่แหละ... ที่นี่ประเทศที่ศิวิไลซ์แล้วอย่างเขา.. เขาจะเข็นคลิปเด็ก (เป็นภาชนะที่ใส่เด็กหลังคลอด ทำด้วยแก้วใส มองเห็นได้ และ มีล้อที่สามารถเข็นไปมาได้) มาวางไว้ที่ข้างเตียงของแม่.. และให้แม่ดูแลเอง 24 ชม. ไม่มีพยาบาลคอยช่วยใดๆทั้งสิ้น.. นั่นหมายความว่า แม่ต้องดูแลลูก ให้ลูกกินนม อุ้ม เอาลูกนอน ทั้งๆที่เพิ่งถูกผ่าท้องมา.. ลุกขึ้นยังแทบไม่ได้เลย.. แต่ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างเอง..ทั้งของแม่และของลูก.. อาหารแม่จะถูกเข็นมาหน้าห้อง ต้องเดินไปหยิบถาดที่มีชื่อด้วยตัวเอง.. (ความรู้สึกเหมือนอยู่ในคุกไงก็ไม่รู้ อาหารก็ต้องมาหยิบเอง มาหาชื่อตัวเอง) ดิฉันให้ลูกกินนมแม่ ของใช้ลูกก็เลยไม่ยุ่งยากมากนัก แต่ ที่สำคัญ 6 แม่ลูกอยู่ในห้องเดียวกัน เวลานอนมีผ้าม่านกั้นระหว่างเตียง ซึ่งน่าจะไม่เกิน 2 เมตรระหว่างแต่ละเตียง
ที่นี่ ย้ำอีกทีประเทศที่ศิวิไลซ์แล้ว.. เขาจะไม่ใช้ยาแก้ปวดถ้าไม่จำเป็น.. เขาบอกว่ายาอาจปะปนในน้ำนม ทำให้ลูกได้รับสารเคมีจากนมแม่.. ดิฉันเข้าใจและยอมรับได้และคิดว่าน่าจะดีที่สุดสำหรับลูก..ซึ่งจะต้องแลกกับความเจ็บแผลผ่าตัดอย่างสุดซึ้ง..
คืนแรกที่อยู่กับลูกสาว เป็นอะไรที่ภูมิใจมาก ลูกแม่ไม่ร้องงอแงเลย.. แค่ร้องแอ๊ะๆ ตอนหิวนม เท่านั้น.. ตอนนี้ดิฉันรู้สึกเหมือนเป็นแม่มืออาชีพ.. แหม.. ประสบการณ์ครั้งนี้ครั้งที่ 3 แล้ว และ ดิฉันพบว่า เลี้ยงลูกก็ไม่ได้ยากอะไรเท่าไร มองหน้าลูกตอนดูดนมตัวเองก็ช่างมีความสุขอย่างลึกซึ้ง.. ยิ่งตอนลูกนอนหลับตาพริ้มนี่ มีความสุขอย่างอธิบายไม่ได้.. ว่าแล้วพอลูกหลับ ดิฉันก็พยายามนอนหลับเพราะรู้ดีว่าอีก 2 ชม. ไม่เกิน 3 ชม.ลูกจะตื่นมากินนมอีก เราจะมีเวลาหลับแค่ช่วงสั้นๆเท่านั้น และ เราจะปล่อยให้ตัวเองเพลียไม่ได้เพราะร่างกายต้องพยายามสร้างน้ำนม .. ว่าแล้วก็พยายามจะนอนให้หลับ.. ทันใดนั้น... “ว๊าก....ว๊าก...ว๊าก...” เสียงทารก จากเตียงข้างๆ แผดเสียงแหลมๆ ดังขึ้นมา.. ดิฉันก้มลงมองลูกตัวเอง.. ดีนะ ลูกเราไม่ตื่น ไม่สนใจเสียงร้องของทารกข้างเตียง.. ดิฉันพยายามข่มตาหลับ ปวดแผลผ่าดัดมาก ถึงมากที่สุด... ความเจ็บปวดมันเริ่มพิ่มขึ้นมา จนรู้สึกว่า ครั้งนี้แผลมันเจ็บอย่างสาหัสสากัน เชียวละ.. และแล้ว “ว๊าก....ว๊าก...ว๊าก...” เสียงเด็กเตียงข้างๆ ซึ่งห่างไปเพียง 2-3 เมตร ดังขึ้นมาอีก ทุกครั้งที่ลูกเขาร้องเสียงแหลมๆ ความเจ็บปวดของดิฉันก็เพิ่มทวีคูณ ปวดร้าวเข้าไปถึงกระดูกทุกชิ้นในร่างกาย... อ้อ.. ไอ้ที่เขาบอกว่า “เจ็บเข้ากระดูกดำ” นี่เป็นอย่างนี้เอง... และแล้วคืนนั้น ดิฉันก็นอนไม่หลับ ใจก็คิดถึงตอนที่อยู่ในห้องผ่าตัด ที่ใช้เวลานานกว่าปรกติ และ หมอสองคนนั้นทะเลาะกันเพราะอะไร.. ทำไมถึงเอ็ดตะโรกันขนาดนั้น.. เกิดอะไรขึ้นในการทำคลอดครั้งนี้..... นึกถึงก็ ทำให้ข่มตาหลับไม่ลง.... แล้ว “ว๊าก....ว๊าก...ว๊าก...” เด็กข้างเตียงแผนเสียงขึ้นมาอีก.. ความเจ็บปวดมันซอกซอนเข้าไปทุกส่วนของร่างกาย.. มันเจ็บลึกเข้าถึงกระดูกข้างใน... โอย... ทำไมช่างเจ็บปวดอะไรเช่นนี้.. ชั้นไม่อยากได้ยินเสียงร้องนี้อีกแล้ว... หันกลับมามองลูกตัวเอง.. ลูกสาวของแม่ หลับพาพริ้ม เหมือนฝันดี.. โอ..ลูกแม่เพิ่งมีชีวิตในโลกนี้แค่ สามวัน... ลูกยังต้องเติบโต ต้องพบเจออะไรอีกมากมาย... แม่จะอดทน ผ่าน เวลา ที่แสนเจ็บปวดนี้ไปให้ได้.. ขอบคุณลูกแม่ที่ช่างเลี้ยงง่าย กินง่าย น่ารักเหลือเกิน....
จนถึงวันที่ หมอมาตรวจลูกของแม่ครั้งสุดท้าย ก่อนจะให้กลับบ้าน... ไม่ทันจะดีใจ.. หมอเรียก สามีมาฟังผลที่ โรงพยาบาล.. “ลูกคุณมีปัญหาที่ ลิ้นหัวใจ นิดหน่อย.. หมอต้องขอ แอดมิท ลูกคุณ เพื่อตรวจให้แน่ใจ” สามีเริ่มทำหน้าเครียด.. ตกลง เรา แม่ลูก จะได้กลับบ้านหรือปล่าวนี่.. แล้ว ความผิดปรกติของลูก จะมีผลอะไรกับชีวิตลูกของแม่ไม๊... ว่าแล้วเราก็เริ่มมีความกังวลใจเกิดขึ้นมา.. หักมามองหน้าลูกอีกครั้ง.. ลูกสาวแม่ช่างน่ารัก และ เลี้ยงง่าย อารมณ์ดีอะไรเช่นนี้.. คงไม่เป็นอะไรน่า... ลูกแม่จะต้องแข็งแรง มีชีวิตที่ มีความสุข.. และแล้วคืนนั้นเราก็ผ่านไปอย่าง เรียบร้อยแม้จะยังเจ็บแผลก็ตาม... วันรุ่งขึ้นคุณสามีจอมกวนของดิฉันก็เริ่มจะเอ็ดตะโรกับคุณหมอเกี่ยวกับเรื่องการแอดมิทของลูกสาวตัวน้อยของเรา.. เพราะโรงพยาบาลจะมีเก็บค่าเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเงินก้อน หรือค่าแอทมิท.. สามีก็เริ่มโวยวายตามสไตล์อันเป็นแบบฉบับที่หาใครเหมือนได้ยาก..
เขาบอกว่า.. ตอนนี้ลูกผมก็อยู่โรงพยาบาลอยู่แล้ว.. ยังไม่ได้กลับบ้านเลย.. แล้วจู่ๆ คุณก็บอกว่าต้องตรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวใจ จะเก็บค่าเข้าพักในโรงพยาบาล.. มันฟังดูแปลกๆนะหมอ.. เพราะตอนนี้ลูกผมก็อยู่ที่นี่อยู่ดี.. ใช่เนอะ.. ค่าเข้าพักโรงพยาบาล มันก็น่าจะเป็นค่าที่ต้องใช้ที่ในโรงพยาบาล คล้ายๆกับค่าแรกเข้า.. แต่ลูกเราก็ต้องอยู่ที่นี่อยู่แล้วเพราะเพิ่งคลอดและยังไม่ได้ออกเลยทำไมต้องเข้าอีก.. เออนะ.. มันก็ดูแปลกๆจริงๆ.. สุดท้ายหลังจากหมอตรวจอะไรอะไรหลายอย่างก็สรุปว่า เป็นปัญหาเล็กน้อยเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ ซึ่งถ้าเด็กโตขึ้นอาจจะเป็นปรกติได้เอง.. อืม... ยังไงก็เป็นห่วงลูกอยู่ดี.. คุณสามีบอกว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงหร๊อก.. สมัยนี้เอะอะอะไรก็ตรวจเช็คละเอียดเกิ้น.. จริงๆ เราก็อาจจะผิดปรกติเหมือนกัน แต่สมัยนั้นหมอก็ไม่มีเครื่องมือเช็คละเอียดแบบนี้หรอก.. ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” สุดท้ายเมื่อครบ สิบวัน แม่ก็ได้อุ้มลูกสาวกลับบ้านอย่างอิ่มเอิบใจเป็นที่สุด...
21/10/2021
#ประสบการ์ณในห้องคลอด 2
ลูกคนที่สอง
สำหรับลูกคนที่สอง เนื่องจากปัญหาระหว่าง ดิฉันกับพ่อของลูกช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้ดิฉันต้องเผชิญกับการคลอดลูกโดยลำพัง... ครั้งนี้ สภาพจิตใจช่างย่ำแย่.. ไม่มีแม้แต่ที่รักที่จะมาให้กำลังใจ.. แต่ดิฉันยังโชคดี มีคุณพ่อและคุณแม่ของดิฉันอยู่เคียงข้างเมื่อมีปัญหากับคู่ชีวิต.. ดิฉันต้องอุ้มท้องลูกคนที่สองมาคลอดที่โรงพยาบาลรัฐบาลที่ต่างจังหวัด ที่คุณพ่อคุณแม่ดิฉันอยู่.. ดิฉันจำได้ดี.. เพราะคุณหมอนัดผ่าท้อง เมื่อสัปดาห์ที่ 38 ก่อนกำหนดคลอดจริงเพราะ เป็นขั้นตอนในการผ่าท้องคลอดสำหรับท้องที่ไม่ใช่ท้องแรก..
ดิฉันขับรถมาโรงพยาบาลก่อนวันผ่าตัดจริง 1 วัน คืนนั้นจิตใจว้าวุ่นมาก.. สงสารตัวเอง และ สงสารลูก.. ที่อาจจะไม่ได้เจอหน้าพ่อ.. แต่ความจริงแล้วเด็กคงไม่รู้เรื่องหรอก.. เพิ่งคลอดก็คงยังไม่เข้าใจอะไร.. แต่ดิฉันเองแหละ.. มโนไปเองว่า ลูกน่าสงสาร... ตรูขับรถมาคลอดเองโว้ย.. คิดบวกเข้าไว้ คงไม่มีเยอะหรอกนะ ที่ จะขับรถมาคลอดเองแบบนี้.. แหม.. เก่งจริงๆ แม่ของใครก็ไม่รู้...
ปัญหาของโรงพยาบาล ต่างจังหวัด คือ ไม่มีหมอ วิสัญญี.. ดังนั้นหมอสูติ จึงต้องวางยาสลบ เพื่อจะได้ผ่าคลอดได้.. โอ้ว.. สลบเลยเหรอ.. อืม.. ทำไงได้ เอาไงก็เอากัน.. ว่าแล้ววันรุ่งขึ้นหมอเข้ามาในห้องผ่าตัดที่ดิฉันนอนรออยู่ หมอครอบจมูก แล้วบอกว่า เดี๋ยวคุณจะค่อยๆ หลับไปนะครับ.. ว่าแล้วแป๊ปเดียวดิฉันก็รู้สึกว่าสติมันล่องลอย และหายไป... รู้ตัวอีกที คล้ายๆ ตื่นนอน.. จับท้องตัวเอง ว้าย.. ท้องยุบ...ลูกหายไปจากท้องแล้ว.... แล้วพยาบาลก็เข็นเด็กคนนึงมาให้ดู.. ดิฉันมองเด็กทารก... จมูกก็แบนๆ หน้าก็แบนๆ แวปแรกก็ความรู้สึก คือ “ใช่ลูกเราหรือนี่.. ใช่เหรอ.. พยาบาลหยิบเด็กมาผิดรึปล่าว... ทำไมหน้าแบนแต๊ดแต๋ เช่นนี้ ไม่เห็นเหมือนเราเลย.. “
หลังจากนั้นดิฉันก็เริ่มเข้าใจ ว่า เพราะเราไม่ได้มีสติเหมือนกับการบล๊อคหลัง เราไม่ได้เห็นและ รู้ตอนที่เขาออกมาจากท้องเราเหมือนกับท้องแรก.. ความรู้สึกไม่แน่ใจ ว่าเป็นลูกเราจึงเกิดขึ้น... “เพี้ยงขอให้พยาบาล ไม่หยิบผิดเถอะ... คงไม่น่า... แต่ทำไมหน้าแบน จมูกแบนแบบนี้ ไอ้ลูกชาย”
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ทีมทำอาหาร
เสื้อผ้า
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Wireless Road
Bangkok
10330