Dynamic Payment TH
บริการเครื่องรูดบัตร QR รับเงินลูกค้าชาวจีน
09/03/2026
ธปท. จับตาเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ประเมินกระทบ GDP 0.1-0.2% ไทยยังแกร่ง เงินเฟ้อต่ำ-ทุนสำรองสูง
ธปท. ประเมินศึกตะวันออกกลาง กระทบ GDP ไทยแค่ 0.1-0.2% ยันพื้นฐานไทยยังแกร่ง เงินเฟ้อต่ำ-ทุนสำรองสูง แต่ยังต้องจับตาสถานการณ์ใกล้ชิดปรับเปลี่ยนรายชั่วโมง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วแบบรายชั่วโมงและรายวัน จึงต้องติดตามผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรอบด้าน
ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อและกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเบื้องต้น ณ ปัจจุบัน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับจำกัด แม้ไทยจะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง
ทั้งนี้ คาดว่าอาจกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ลดลงราว 0.1-0.2% แต่ไม่ถือว่ารุนแรง และเศรษฐกิจไทยยังมีความเข้มแข็งในภาพรวม โดยยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องว่าความขัดแย้งจะบานปลายหรือไม่
สำหรับประเด็นเงินเฟ้อ ผู้ว่าการ ธปท. ยอมรับว่าเป็นด้านที่อาจได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากราคาน้ำมันมีสัดส่วนประมาณ 13% ในตะกร้าคำนวณเงินเฟ้อ และยังมีผลทางอ้อมต่อราคาสินค้าอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำมาก
“เงินเฟ้อเราปัจจุบันต่ำมากๆ ทั้งปีนี้คาดว่าประมาณ 0.2-0.3% เพราะฉะนั้นถึงแม้ราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มขึ้น เราก็ยังมีขีดความสามารถในการดูแลได้”
ในด้านเสถียรภาพค่าเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ไทยมีเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ดี มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง และหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นกันชนรองรับความผันผวนจากต่างประเทศได้ค่อนข้างดี และยังไม่มีความกังวลเป็นพิเศษในขณะนี้
กรณีความกังวลเรื่องน้ำมันสำรอง 60 วัน ผู้ว่าการชี้แจงว่า แม้ตัวเลขสำรองจะอยู่ที่ระดับดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติไทยมีการนำเข้าน้ำมันจากหลายแหล่ง และยังมีพลังงานทางเลือกอื่นทดแทน จึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก
ส่วนแนวโน้มราคาน้ำมัน หากปรับตัวเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผู้ว่าการระบุว่าต้องประเมินตามสถานการณ์และระยะเวลาที่ราคาทรงตัวในระดับสูง โดยปกติราคามักเกิดภาวะพุ่งขึ้นระยะสั้นแล้วทยอยปรับลง ทั้งนี้ก่อนเกิดความขัดแย้ง ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 70-72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปัจจุบันอยู่ในระดับกว่า 80 ดอลลาร์
ในด้านนโยบายการเงิน ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษ แต่หากสถานการณ์รุนแรงหรือมีความจำเป็นต้องออกมาตรการเพิ่มเติม ธปท. ก็พร้อมดำเนินการทันที โดยก่อนหน้านี้ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้าไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ธปท. ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลลูกค้าที่อาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลางและภาคพลังงาน ซึ่งธนาคารแต่ละแห่งมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าอยู่แล้ว
ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า ระยะสั้นตลาดการเงินอาจมีความผันผวน แต่ไทยเคยผ่านเหตุการณ์ลักษณะนี้มาหลายครั้ง และเชื่อว่าหากสถานการณ์ไม่บานปลาย ผลกระทบจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยยังต้องติดตามความชัดเจนของสถานการณ์ในช่วง 4-5 สัปดาห์ข้างหน้าอย่างใกล้ชิด
ที่มา :
ธปท. จับตาเหตุสู้รบตะวันออกกลาง ประเมินกระทบ GDP 0.1-0.2% ไทยยังแกร่ง เงินเฟ้อต่ำ-ทุนสำรองสูง ธปท. ประเมินศึกตะวันออกกลาง กระทบ GDP ไทยแค่ 0.1-0.2% ยันพื้นฐานไทยยังแกร่ง เงินเฟ้อต่ำ-ทุนสำรองสูง แต่ยังต้องจับต...
27/02/2026
แบงก์ชาติ จ่อออกเกณฑ์ใหม่ เบิกเงินสดเกิน 5 ล้าน ลูกค้าต้องแจ้ง
วันที่ 25 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026” ในหัวข้อ “ไทยมองไทย” ว่า
ถึงกรณีธุรกรรมเงินสด ที่พบการเบิกเงินต้องสงสัยช่วงท้ายการเลือกตั้งว่า ธุรกรรมเงินสด ธปท.ให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมเบิกเงินสดต้องสงสัย และในช่วงเลือกตั้งรายงานธุรกรรมต้องสงสัยให้ธปท.
ซึ่ง ธปท. จะส่งข้อมูลให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อป้องปราบการเบิกเงินสดที่ต้องสงสัย
และสิ่งที่ทำต่อจากนี้ ภายในต้นเดือนหรือกลางเดือนมีนาคม ธปท.จะมีการออกเกณฑ์การเบิกเงินสดมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท จะต้องทำการตรวจสอบ (Due Diligence) ลูกค้าว่าจะนำเงินไปทำอะไร
หากไม่สามารถชี้แจงได้สถาบันการเงินอาจจะมีข้อจำกัดในการบริการได้ และในระยะต่อไป จะขยายไปยังธุรกรรม "ฝากเงิน" เกิน 5 ล้านบาท เช่นเดียวกัน แต่จะพิจารณาผลกระทบจากมาตรการเลิกถอนเงินสดก่อน รวมถึงการพิจารณาปรับลดวงเงินการเบิกถอนเงินสดลงมาอยู่ที่ 3 ล้านบาทในระยะถัดไป
นายวิทัย กล่าวอีกว่า ขณะที่ การปรับปรุงค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน ธปท.กำลังอยู่ระหว่างพูดคุยกับสถาบันการเงิน เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีความหลากหลายและไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนหรือบางธุรกรรมเก็บสูงกว่าต้นทุนมาก จึงอยากจะทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะมี 2 เรื่อง คือ
1.Transaction Fee เช่น การโอนเงินผ่านระบบบาทเนตที่ราคายังสูง การถอนหรือฝากเงินข้ามเขต การเรียกเก็บเช็คข้ามเขต และการขอ Statement ซึ่งบางแห่งเก็บ 100 หรือ 200 บาทต่อบัญชี ซึ่งไม่มีมาตรฐาน
2.ค่าธรรมเนียมในส่วนของสินเชื่อ เช่น Front end Fee ทีมีการเก็บไม่เท่ากันตั้งแต่ 1-4% หรือการคิด
"ธปท.จะทำเรื่องค่าธรรมนเนียมอย่างแน่นอน เพื่อกำหนดมาตรฐาน ซึ่งเบื้องต้นจะเข้าไปดูค่าธรรมเนียมก่อน 10-15 รายการ บางแห่งคิดราคาต่อบัญชีสูงเกินจริง การปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมนี้จะช่วยลดภาระให้กับประชาชนและรายย่อยได้อย่างยั่งยืน คาดว่าจะใช้เวลาภายใน 2-3 เดือน น่าจะมีความชัดเจนได้"
ที่มา :
แบงก์ชาติ จ่อออกเกณฑ์ใหม่ เบิกเงินสดเกิน 5 ล้าน ลูกค้าต้องแจ้ง แบงก์ชาติ จ่อออกเกณฑ์ใหม่ เบิกเงินสดเกิน 5 ล้าน ลูกค้าต้องแจ้งจะนำเงินไปทำอะไร ปรับค่าธรรมเนียม ถอน-ฝากข้า...
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Dynamic Payment
Bangkok
10110
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 17:00 |
| อังคาร | 09:00 - 17:00 |
| พุธ | 09:00 - 17:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 17:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 17:00 |