TechHangout Auto

TechHangout Auto

แชร์

สวัสดีครับผม ณาย ขอบคุณที่ติดตามกันนะครับ ช่องเราจะมารีวิวทดสอบรถยนต์ไฟฟ้า รถหรู รถลุย หลายหลายรูปแบบ และ เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ชมกัน

Photos from TechHangout Auto's post 07/06/2026

รีวิว ตัวหรู ตัวลุย ของแท้ ! Land Rover Defender 110 Trophy Edition ลิมิเต็ดที่มีแค่ 10 คันในไทย
สำหรับแฟนๆ สายลุย วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ Land Rover Defender 110 Trophy Edition กันครับ ตัวนี้บอกเลยว่าเป็นรถรุ่นพิเศษระดับตำนานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรายการ Camel Trophy ความเอ็กซ์คลูซีฟคือในไทยเนี่ยมีเข้ามาแค่ 10 คันเท่านั้นเองครับ คันนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตาที่ดูหล่อเท่น่าสะสมนะ แต่เขาคือสายลุยตัวจริงที่จัดของแต่งแท้จากโรงงานมาให้ครบแบบพร้อมเข้าป่าได้ทันที เรียกว่าซื้อปุ๊บขับไปลุยได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปหาแต่งเพิ่มเองให้เหนื่อยครับ
ดีไซน์รอบคันและออปชันแต่งซิ่งสายลุย เรื่องดีไซน์ภายนอกเนี่ย ยังคงความคลาสสิกของ Defender ในทรงบ็อกซี่เหลี่ยมๆ สันๆ แต่แฝงความทันสมัยไว้ดีมาก และด้วยความที่เป็นเวอร์ชัน Trophy Edition เขาก็เลยยัดอุปกรณ์สายลุยมาให้แบบจัดเต็มตั้งแต่ออกจากโรงงานเลยครับ
สน็อกเกิล ใส่มาให้พร้อมลุยน้ำลึกๆ ได้สบาย แร็คหลังคาด้านบน ขนของ ขนสัมภาระ สำหรับสายแคมป์ปิ้งได้แบบเหลือๆ กล่องเก็บของด้านข้างตัวรถ ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บอุปกรณ์ข้างนอกให้หยิบใช้ง่ายและเป็นสัดส่วนขึ้น บันไดข้างอันนี้ดีเลย ช่วยให้ก้าวขึ้นลงรถไซส์ยักษ์คันนี้ได้ง่ายและปลอดภัยขึ้นเยอะ
ส่วนข้างในห้องโดยสารออกแบบมาเน้นความอเนกประสงค์มากๆ พื้นที่กว้างขวาง นั่งสบาย แถมยังจัดวางช่องเก็บของต่างๆ รอบคันไว้ได้ฉลาดสุดๆ จะใช้เป็นรถครอบครัวก็ได้ หรือจะเอาออกทริปสมบุกสมบันก็ตอบโจทย์ครับ
สมรรถนะความแรง ตัวใหญ่แต่โคตรจี๊ด เห็นตัวใหญ่ๆ หนาๆ แบบนี้ แต่บอกเลยว่าวิ่งจี๊ดมากนะ เพราะคันนี้มาพร้อมขุมพลัง * (PHEV)ที่ทำงานร่วมกันจนได้ม้ามาทั้งหมด 404 แรงม้า ส่วนแรงบิดก็มาแบบเหลือๆ ถึง 640 นิวตันเมตร จังหวะที่เรากดคันเร่งลงไป พละกำลังมันพารถพุ่งออกตัวจนรู้สึกได้เลยว่าหลังติดเบาะ อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ในเวลาประมาณ 7 วินาทีเท่านั้น ถือว่าแรงและตอบสนองได้ทันใจมากๆ เมื่อเทียบกับขนาดและน้ำหนักตัวรถระดับนี้ครับ
เทคโนโลยี Off-Road อัจฉริยะ ลุยได้แบบไม่ต้องคิดเยอะ ไฮไลท์เด็ดของ Defender 110 Trophy Edition คันนี้คือระบบช่วยเหลือในการขับขี่ออฟโรดที่ฉลาดสุดๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่เพิ่งหัดลุย หรือเป็นมือโปรสายแข็ง ก็ขับคันนี้ไปได้ทุกที่แบบไร้กังวลเลยครับ
เราแค่มองทางแล้วเลือกโหมดตามสภาพผิวถนนที่เจอ ที่เหลือคอมพิวเตอร์ของรถจะจัดการคิดและคำนวณให้หมดเลยครับ ทั้งการกระจายแรงบิดลงแต่ละล้อ และการสั่งล็อคเฟืองท้าย (Diff-lock) ให้เองโดยอัตโนมัติในจังหวะที่เหมาะสม ขีดความสามารถการลุย: ไม่ว่าจะลุยน้ำ ลุยโคลนหนาๆ หรือขับปีนเนินชันระดับ 40 องศา ระบบของรถจะช่วยจัดการจนทำให้เรื่องยากๆ กลายเป็นเรื่องชิลๆ ไปเลย เรื่องนี้จริงๆไว้ใจ LAND ROVER ได้เลยครับ และ คันนี้ลุยได้ถึง 90 เซนเลยทีเดียว และ ถ้าจำเป็นจริงๆ ด้วยความที่มีท่ออากาศ ไปเลยกระโปรงหน้าก็ยังไหวครับ
จุดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เสียงลมปะทะห้องโดยสาร:** ด้วยความที่รุ่นพิเศษนี้ของแต่งข้างนอกเยอะ ทั้งสน็อกเกิล แร็คหลังคา แล้วก็กล่องข้างรถ เวลาวิ่งด้วยความเร็วสูงๆ ก็อาจจะมีเสียงลมตีเข้ามาให้ได้ยินในห้องโดยสารมากกว่ารุ่นปกติทั่วไปครับ
องศาเบาะนั่งแถวหลัง สำหรับคนนั่งหลัง ถ้าต้องเดินทางไกลมากๆ ตัวเบาะอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์คนที่ชอบนั่งเอนนอนสบายๆ เท่าไหร่ เพราะองศาการเอนมันอาจจะยังไม่จุใจพอครับ
Land Rover Defender 110 Trophy Edition คันนี้คือรถประเภท "มีไว้ก็เท่ ลุยจริงก็ถึง" ของแท้เลยครับ เป็นรถที่ผสมผสานทั้งความอเนกประสงค์ สมรรถนะ และความหล่อคลาสสิกเอาไว้ในคันเดียวได้ลงตัวมาก ถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ Land Rover และยังสามารถหาจับจองโควตา 10 คันนี้ได้ทัน บอกเลยว่านี่คือหนึ่งในรุ่นลิมิเต็ดที่คุ้มค่าและน่าเก็บสะสมเข้าคอลเลกชันมากๆ ครับ
ใครสนใจดูรีวิวไปติดตามกันใน YOUTUBE ได้เลยนะครับบ https://www.youtube.com/watch?v=S6GpF9V16N8

Photos from TechHangout Auto's post 04/06/2026

รีวิว LAMBORGHINI TEMERARIO: เมื่อเข้าสู่ยุค PHEV ไม่เน้นประหยัด แต่แรงบ้าพลังมากขึ้น แลกกับเสียงที่สุภาพลง
แน่นอนว่า HURACAN ขายกันมานานมาก ๆ แล้ว และตอนนี้ก็ถึงเวลาเข้าสู่ยุคใหม่ของ LAMBORGHINI TEMERARIO ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของขุมพลัง โดยบอกลาเครื่องยนต์ V10 NA แล้วแทนที่ด้วย V8 HPEV (High Performance Electrified Vehicle) ซึ่งเป็นขุมพลังที่แรงขึ้นจากการนำระบบไฟฟ้าเข้ามาเสริม แม้เสียงอาจจะไม่เร้าใจเท่าเดิม แต่พละกำลังถือว่าบ้าพลังมากขึ้น และลากรอบได้แตะ 10,000 rpm เป็นครั้งแรกของเครื่องยนต์จาก LAMBORGHINI เลยทีเดียวครับ
สำหรับรุ่นนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น และเราจะอยู่กับรถรุ่นนี้ไปอีกนานเหมือนตอน HURACAN มาใหม่ ๆ แน่นอน แถมยังเป็นก้าวแรกสู่ยุคใหม่ที่รถทุกรุ่นของค่ายนี้จะมาพร้อมระบบไฟฟ้าผสมกับเครื่องยนต์สันดาปคอยช่วยกันทำงาน โดยค่าตัวในไทยเริ่มต้นที่ 23.76 ล้านบาท ส่วนคันที่เรารีวิวนี้รวมออปชันแล้วทะลุไปมากกว่า 30 ล้านบาท จัดเต็มแน่น ๆ ทั้งภายนอกและภายใน แถมสีตัวถังที่เป็นเอกลักษณ์ของ LAMBORGHINI คันนี้ ผมบอกเลยว่าสวยลงตัวมาก
เจาะลึกขุมพลังระดับ 920 แรงม้า เครื่องยนต์: เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบคู่ แรงบิดสูงสุด 730 นิวตันเมตร ที่ 4,000 – 7,000 รอบ/นาที
ระบบไฮบริด: ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (P1 eMotor) พลักดันพละกำลังรวมสูงสุดถึง 920 แรงม้า
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 8 จังหวะ พร้อมระบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟ Plug-in Hybrid (PHEV) แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 3.8 kWh
สมรรถนะ: อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 2.7 วินาที และทำ Top Speed ได้ถึง 343 km/h แรงขึ้นกว่ารุ่นเดิมในทุกมิติ
🏁 ฟีลลิ่งการขับขี่: ดิบเถื่อน แต่ควบคุมง่าย
ในแง่ของฟีลลิ่งการขับขี่ แม้จะมีการปรับเปลี่ยนขุมพลัง แต่ถ้าถามว่าความดิบและความแรงยังอยู่ไหม บอกเลยว่าทำได้ดีมากตามสไตล์ของค่ายนี้ ทว่ามันกลายเป็นความแรงที่ขับง่าย คุมอยู่ มั่นใจ และไม่น่ากลัว
ปกติรถที่มีสมรรถนะระดับนี้กับรูปทรงแบบนี้ หลายคนอาจจะคิดว่าคุมยาก แต่ในยุคนี้ LAMBORGHINI สามารถจูนรถให้ใคร ๆ ก็ขับได้ มุมมองการขับขี่ดี คันเร่งและเบรกตอบสนองเนียน พวงมาลัยคมแต่น้ำหนักดี ทำให้ขับชิล ๆ ได้สบาย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่อยากสนุกหรืออยากซน คันนี้ก็พร้อมสลัดคราบกลายเป็น "กระทิงดุ" ได้ทันที ถือว่าเซ็ตระบบตัวรถมาได้เก่งมาก ทั้งการใช้งานในเมืองและการหวดในสนาม
ที่สำคัญ ความแรงเมื่อแตะ 10,000 รอบ ทำให้มันสามารถเร่ง 0-100 km/h ได้จบภายในเกียร์เดียว ลากรอบได้ต่อเนื่อง ระยะการเล่นเกียร์กว้างขึ้น ส่งผลให้แรงดึงนั้นสะใจมากและมีสุ้มเสียงที่หวานชัดเจนขึ้น แม้จะน่าเสียดายที่เสียงแผดดิบสไตล์ NA หายไปเยอะ แต่ถ้ามองสิ่งได้กลับมาแทน ถือว่าคุ้มค่า (และเจ้าของสามารถเอาไปทำท่อไอเสียเพิ่มทีหลังได้) ยิ่งไปกว่านั้น การได้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ดีขึ้นทุกมิติ แถมยังสลับไปใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนวิ่งเงียบ ๆ ตอนเข้าหมู่บ้านได้ ยิ่งทำให้รถคันนี้ได้เปรียบและน่าใช้ขึ้นมากครับ
ล้ำสมัยในสไตล์ Batmobile แฝงความ Daily Use ตอนเห็นภาพดีไซน์ภายนอกครั้งแรก แอบรู้สึกแปลก ๆ กับส่วนท้ายรถ แต่พอได้เห็นคันจริง สัดส่วนของซุ้มล้อเปิดที่ดูคล้ายกับรถ BATMOBILE (The Tumbler) ของ Christian Bale ผมว่ามันยิ่งดูสวยและดุดันมาก (แต่คันหลังที่ขับตามอาจจะต้องระวังเศษหินกันหน่อยนะ) ด้านความสวยงามถือว่าแตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ และให้ฟีลลิ่งย้อนยุคเบา ๆ ด้วยล้อหลังที่โชว์ความกว้างอย่างชัดเจน ส่วนสัดส่วนของตัวรถยังคงทำได้ดี ทรงลิ่มแหลม เส้นสายคมกริบ เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็น LAMBORGHINI
ขณะที่ภายในห้องโดยสารมีการพัฒนาให้เข้ากับยุคใหม่มากขึ้น ทั้งหน้าจอ ระบบอินโฟเทนเมนต์ การออกแบบที่วางแก้ว และเบาะนั่งที่รองรับการขับขี่แบบ Daily Use ได้ง่ายขึ้น เอาใจคนที่อยากขับซูเปอร์คาร์ในชีวิตประจำวัน ช่องเก็บของหน้ารถก็เยอะขึ้น เหมือนทางแบรนด์เข้าใจไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าในปัจจุบันมากขึ้นจริง ๆ
แน่นอนว่าเมื่อคนรู้ว่าตัดเครื่องยนต์ V10 NA ออกไป ก็อาจจะเริ่มรู้สึกเสียดาย แต่พอได้มาลองขับจริง ๆ ผมบอกได้เลยว่า นี่คือการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่แท้จริง ตัวรถดีขึ้นในทุกมิติและไม่รู้สึกเสียดายเครื่อง NA เลย ทุกอย่างถูกพัฒนาขึ้นจนสมบูรณ์แบบ และนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะรุ่นนี้ยังสามารถไปได้อีกไกล ยังแรงและดิบได้มากกว่านี้อีก แต่ถามว่าแค่นี้พอไหม? บอกเลยว่าเหลือเฟือกับความแรงที่ให้มาครับ ใครที่เคยชอบ HURACAN รับรองว่าจะต้องหลงรักคันนี้แน่นอน!

03/06/2026

แสงสีกลางคืน LAND ROVER DEFENDER TROPHY EDITION ! #ไฟรถยนต์

02/06/2026

LAND ROVER DEFENDER TROPHY EDITION จอดที่จอด SUPERCAR ที่ห้างไหนได้ !? #ที่จอดรถหรู #ที่จอดSupercar

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok