The Reading Space

The Reading Space

แชร์

สำนักพิมพ์สตาร์ตอัป ผสมผสานการอ่านกับเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อโลกยุคใหม่

08/10/2020

เมื่อพูดถึง อาหาร ไม่ว่ามื้อไหนก็คงสำคัญเท่าเทียมกัน แต่คำถามคือ ทำไม ‘มื้อเช้า’ หรือ ‘อาหารเช้า’ จึงมักดูเหมือนเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ และถูกนำไปเสนออย่างมีนัยบางอย่างบ่อยครั้ง เช่นในหนัง มื้อเช้าที่ทิฟฟานี (Breakfast at Tiffany’s) ตัวละครหญิงสาว ฮอลลี โกไลต์ลีย์ รับบทโดยออเดรย์ เฮปเบิร์น ซึ่งคนจดจำได้ทั่วโลก ก็ยืนถือกาแฟกับครัวซองต์กินอยู่หน้าร้านเพชรสุดหรูเป็นอาหารเช้า แฝงฝังความหมายระหว่างรอยต่อของยามหลับกับยามตื่น ความฝันกับความเป็นจริง

เช่นเดียวกับหลายๆ คนที่ยกให้ มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด รวมถึงโตมร ศุขปรีชา Tomorn Sookprecha นักเขียนเจ้าของผลงานเบสต์เซลเลอร์เล่มล่าสุด ‘มองโลกผ่าน (ประวัติศาสตร์) อาหารเช้า’ โดยเขาเกริ่นในหนังสือตั้งแต่บทแรกเลยว่า

ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน - สำหรับผม, อาหารเช้าคือมื้อสำคัญ

จากนั้นคำตอบชุดใหญ่ของโตมร ว่าด้วยประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอาหารเช้า เริ่มตั้งแต่ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า ‘อาหารเช้า’ จนถึงการมองอาหารเช้าเป็นเรื่องของผู้ใช้แรงงาน เลยไกลไปในความซับซ้อนของสังคม ที่มีความเห็นว่าอาหารเช้าเป็นเรื่องจำเป็น ทำให้เกิดวัตรปฏิบัติต่ออาหารเช้าอย่างหรูหรา และการประกอบสร้างห้องอาหารเช้า โดยเฉพาะสำหรับคนที่ร่ำรวยขึ้นมา ตลอดจนอาหารเช้าในมิติอื่นๆ อีกมากมาย ก็ค่อยๆ ไล่เรียงเล่าผ่านภาษาที่อบอุ่น เรียบง่าย ไม่ได้ย่อยยากอย่างบางคนบอกหนังสือของเขาต้องปีนบันไดอ่าน ก่อนเขาจะหยอดการมีอยู่ของอาหารเช้าให้เราครุ่นคิดในตอนท้ายว่า

- ที่สุดแล้ว อาหารเช้าจะ ไปได้ไกล มากถึงเพียงไหน -

นั่นอาจขึ้นอยู่กับความรู้สึก เนื่องจากอาหารในมิติหนึ่งก็คือ ประสบการณ์และความรู้สึก การละเลียดอ่านหนังสือเล่มนี้ จึงไม่ได้เติมเต็มแค่ความรู้จานใหญ่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อาหารเช้าที่มีมายาวนานแล้วเท่านั้น แต่คนอ่านยังได้รับความอิ่มเอมใจ ชวนให้จินตนาการถึงมื้ออาหารได้อย่างไร้ขอบเขต เพราะเนื้อหาบวกถ้อยภาษาของโตมรทั้งสวยงาม อ่านสนุก และเข้าใจง่าย เหมือนเขากำลังนั่งคุยกับเราในเช้าอันแสนอ้อยอิ่ง โดยมีอาหารวางอยู่บนโต๊ะข้างหน้า แล้วพร่างพรูเรื่องราวของมื้อเช้าออกมาทีละบททีละตอนอย่างเบาสบาย แม้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่น่าจะทำให้ขึ้งเครียดหรือเหนื่อยหน่าย แต่ตัวหนังสือของเขากลับผ่อนคลาย ยิ่งสาวข้อมูลลึกลงไปเท่าไหร่ การมองโลกผ่านอาหารเช้าก็ยิ่งชวนติดตามมากขึ้นเท่านั้น นี่ยังไม่นับรวมงานปกและภาพประกอบซึ่งออกแบบดึงดูดใจเป็นพิเศษ จนอดคว้าจากชั้นในร้านหนังสือขึ้นมาดูไม่ได้

เช่นนี้ - แม้หนังสือจะถูกจัดวางไว้ในหมวดหมู่ความรู้ทั่วไป แต่ความจริงมันคือความเรียงชั้นยอดของคนรักอาหาร ที่ผ่านงานเขียนงานแปลเกี่ยวกับห้องครัว อาหาร และงานปาร์ตี้ มานับไม่ถ้วน อาทิเช่น กาแฟและชา หมาและแมว, ลม ฟ้า อาหาร, ประวัติศาสตร์กินได้, ถอยไปข้างหน้า (เรื่องราวการต่อสู้พลิกฟื้นร้านกาแฟสตาร์บัคส์), Kitchen Confidential เป็นต้น ดังนั้นไม่จำเป็นต้องหยิบอ่านเฉพาะยามเช้าที่ไม่เร่งรีบตามคำชวนเชื่อของบางคนหรอก เพราะจะมื้อเช้า มื้อสาย หรือมื้อบ่ายมื้อเที่ยง ก็หยิบขึ้นมาอ่านได้อย่างเพลิดเพลิน แถมเจริญอาหารไปอีก...

มองโลกผ่าน (ประวัติศาสตร์) อาหารเช้า
จำนวน 200 หน้า ราคา 245 บาท
สำนักพิมพ์อมรินทร์ Amarinbooks
แวะช้อปหนังสือได้ที่ บูธร้านนายอินทร์ B26
มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25
วันที่ 30 กันยายน - 11 ตุลาคม 2563

03/10/2020

จากกระแสซีรีส์วาย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีที่เข้ามาบูมในเมืองไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่งผลให้นิยายวายที่เคยหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในร้านหนังสือใต้ดิน กลายเป็นที่เปิดเผยและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มคนอ่านทั้งบนออนไลน์และออนกราวด์ จนหากตอนนี้ใครไม่เคยสัมผัสนิยายวายมาก่อน อาจจะเป็นคนเอ๊าต์สุดๆ

วาย หรือยะโออิ (Y**i) เป็นคำศัพท์ที่มีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น ใช้ในวงการนิยายและการ์ตูน โดยในภาษาญี่ปุ่นย่อมาจากคำว่า Ymanashi Ochinashi Iminashi หมายถึง ไม่มีจุดพีคไคลแมกซ์ ไม่มีจุดขมวดปมหรือตบมุกในตอนท้าย ไม่มีความหมาย กล่าวโดยสรุป หมายถึงเรื่องราวที่ไม่สนุก จืดชืด ซึ่งเริ่มแรกจะเป็นงานโดจินชิ (หนังสือทำมือ) ล้อเลียนมังงะหรืออนิเมะที่นิยมกันในญี่ปุ่นขณะนั้น แต่ปัจจุบันความหมายเปลี่ยนไปกลายเป็นลักษณะความสัมพันธ์เชิงอีโรติกหรือโรแมนติกระหว่างชายกับชาย โดยต่อมาก็ได้เกิดคำศัพท์ใหม่แทน คือคำว่า บอยส์เลิฟ (Boy's Love) หรือตอนหลังถูกเรียกย่อๆ ว่า BL นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากจะส่องประวัติศาสตร์และตลาดวายในเมืองไทยมากไปกว่านี้ คงไม่มีใครคุยได้ลึกและสนุกเท่ากับ อรรถ บุนนาค นักเขียนและนักแปลวรรณกรรมญี่ปุ่น ซึ่งศึกษาและอ่านนิยายและการ์ตูนวายมายาวนานอย่างแน่นอน ตามมาฟังเรื่องวายวายจากเขากันได้เลย...

• ตลาดวายเข้ามาบูมในเมืองไทยได้อย่างไร

“ในตอนแรกที่เข้ามานั้นแทรกซึมมากับการ์ตูนโชโจะ (การ์ตูนสำหรับเด็กผู้หญิง) หรือที่เรียกตามภาษาปากว่าการ์ตูนตาหวาน จำได้ว่าเมื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วเลือกเรียนเอกวิชาภาษาญี่ปุ่น งานพิเศษที่เด็กเอกนี้ทำกันคือแปลการ์ตูนญี่ปุ่น น่าจะช่วงปี พ.ศ. 2535 ที่เริ่มมีการ์ตูนวายแทรกซึมเข้ามาให้แปล โดยตอนนั้นในญี่ปุ่นการ์ตูนวายมีที่ทางปักหมุดอยู่ในวัฒนธรรมป๊อปเรียบร้อยแล้ว พวกรุ่นพี่และเพื่อนผู้หญิง หรือเด็กมหาวิทยาลัยผู้หญิงชนชั้นกลางสมัยนั้นจะกรี๊ดกร๊าดรับไม่ได้ว่าเป็นการ์ตูนเกย์ ส่วนใหญ่งานเลยตกมาที่ผมเป็นคนแปล เพราะเคยอ่านการ์ตูนวายของญี่ปุ่นต้นฉบับมาบ้างแล้ว เลยไม่ค่อยตกใจอะไร

“แต่มามีกระแสแรงๆ ในเมืองไทยน่าจะเป็นช่วงราวๆ ปลายทศวรรษ 2540 จากพวกรายการประกวดเรียลิตี้ต่างๆ อย่างเดอะสตาร์ (AF) ที่เกิดคู่จิ้น...ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีคำนี้เลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น อาร์-บี้, บอย-ออฟ, นัท-ต้อล, เต๋า-คชา ฯลฯ หรือละครเรื่อง รักร้อยแปดพันเก้า ที่นำเสนอเรื่องราวความรักของคนรุ่นใหม่หลายคู่ แล้วมีคู่ จอน-ที เป็นความรักของเกย์ที่จุดกระแสให้บูม”

• ถ้าอย่างนั้น ต้นธารของวายแท้ๆ มาจากญี่ปุ่นหรือเปล่า หรือมาจากที่อื่น

“น่าจะมาจากญี่ปุ่นนั่นแหละ เพราะวัฒนธรรมดั้งเดิมของเขามีคำว่า ดันโชะคุ เป็นวัฒนธรรมที่เป็นความโรแมนติกระหว่างชายกับชาย ไม่ว่าจะเป็นเด็กถือดาบกับซามูไรชั้นสูง หรือพระกับเณร ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในสมัยนั้น ต่อมามีการซื้อขายกันด้วย จากคนดูที่ไปชมละครคาบุกิซึ่งมีกฎหมายห้ามไม่ให้ผู้หญิงแสดง เพราะอาจเป็นแหล่งผู้หญิงมาแอบขายตัวนอกเขตที่ทางการจัดไว้ได้ ซึ่งยุคนั้นถ้าจะเที่ยวผู้หญิงต้องไปเฉพาะในเขตที่ทางการจัดไว้เท่านั้น เช่น ย่านโยชิวาระในเอโดะ ที่มีเด็กสาวมาเต้นระบำเปิดม่านก่อนการแสดงละคร เพื่อโชว์ตัวให้พวกคนดูเลือกซื้อ ดังนั้นละครคาบุกิจึงเปลี่ยนเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีมาแต่งเป็นผู้หญิงเต้นแทน แล้วก็เลยกลายเป็นแหล่งซื้อหาเด็กหนุ่มไปด้วย

“เมื่อเกิดวัฒนธรรมเหล่านี้ก็มีการผลิตภาพชุงกะหรือภาพพิมพ์ไม้ที่เป็นรูปโป๊ เป็นภาพชายกับชายร่วมเพศกัน มีการเขียนนิยายความรักความสัมพันธ์ของผู้ชายกับผู้ชายขายกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเชื่อว่าก็มีผู้หญิงที่เสพนิยายเหล่านี้ด้วยเช่นกัน จนญี่ปุ่นเปิดประเทศรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกแบบวิกตอเรียนเข้ามา เรื่องเพศที่ผิดไปจากแบบแผนตะวันตกจะถือเป็นเรื่องไม่ศิวิไลซ์ วัฒนธรรมเรื่องเพศเดียวกันที่เคยเปิดเผยจึงถูกขจัดออกจากวัฒนธรรมกระแสหลัก

“จนเวลาผ่านไปนานพอสมควร ถึงช่วงวัฒนธรรมป๊อปกลับมามีพื้นที่ วัฒนธรรมเด็กผู้หญิงก็เริ่มรุ่งเรือง มีการ์ตูนโชโจะหรือการ์ตูนสำหรับเด็กผู้หญิงขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970 โดยเริ่มจากการ์ตูนที่คนไทยก็คุ้นกันดีอย่าง เจ้าหญิงอัศวิน ของเทตสึกะ โอซามุ หรือกุหลาบแวร์ซาย ของอิเคะดะ โยะโกะ จนกระทั่งมีการเขียนเรื่อง คะเซะโทะคิโนะอุทะ (ลำนำแห่งแมกไม้และสายลม) โดยทาเคะมิยะ เคโกะ ซึ่งถือเป็นต้นธารของการ์ตูนวายในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริงครับ”

• จากความบูมในตอนนี้ คิดว่าตลาดหนังสือวายในเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

“วัฒนธรรมวายโดยรวมน่าจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา เพราะจากที่เคยเป็นเพียงซับคัลเจอร์ก็จะผงาดเป็นป๊อปคัลเจอร์อยู่ในที่สว่าง ดังนั้นนิยายวาย การ์ตูนวาย ซีรีส์วาย ภาพยนตร์วาย หรืออนิเมะวาย ฯลฯ จะกลายเป็นประเภทหนึ่งของวัฒนธรรมบันเทิงที่เลือกเสพกันได้โดยไม่ต้องปิดซ่อนอีกต่อไป เหมือนคนชอบอ่านการ์ตูนผี ชอบดูหนังนักสืบ หรือชอบดูละครน้ำเน่า

“แต่ถ้าถามว่าตลาดจะโตขึ้นอีกไหม ตลาดจะโตขึ้นแน่นอน ในเมื่อวัฒนธรรมวายมีที่ทางในแสงสว่างแล้ว คนที่เคยหลบซ่อนตัวในการเสพก็ยิ่งจะออกมามีพื้นที่ในสังคม หรือคนที่ไม่เคยเสพก็จะเริ่มให้ความสนใจ จึงมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อถึงจุดอิ่มตัวก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมบันเทิงกระแสหลัก ที่ไม่ได้น่าตื่นเต้นเหมือนตอนบูมแรกๆ

“ยังไงก็ตาม ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ วัฒนธรรมวายของไทยที่มีพัฒนาการจนเริ่มมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง น่าจะสามารถสร้างเป็นสินค้าซอฟต์พาวเวอร์ส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ซึ่งเชื่อว่ามีมูลค่าเม็ดเงินมหาศาล ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราคิดได้ มันอาจจะกลายเป็นตัวช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศได้อย่างดีเลยครับ”

ขอบคุณ : ภาพวาดโดย Lolay

26/09/2020

#ไม่กองดองอีกต่อไป และมันก็ใกล้เข้ามาทุกทีกับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 25 ประจำปี 2563 โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย Thai Book Fair ปีนี้มาในธีม "No กองดอง" ที่หวังจะกระตุ้นคนอ่านให้ละเลิกพฤติกรรมซื้อหนังสือไปกองและดองไว้แต่ไม่ยอมอ่านให้จบเสียที จะได้ผลแค่ไหนก็ต้องติดตามความเคลื่อนไหวกันต่อไป
นอกจากนั้นงานยังคงคอนเฟิร์มจัด ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานีเหมือนปีที่แล้ว (แม้หนอนหนังสือจะบ่นว่าไปยากก็ตามที) แต่เพิ่มความว้าวด้วยสีสันของกิจกรรมการอ่านหลากหลายเวที พร้อมขบวนกองทัพบูทหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่างๆ มากมาย อาทิเช่น Saltread Bibli KOOB Fullstop Book Pannbooks สำนักพิมพ์กำมะหยี่ สำนักพิมพ์ ยิปซี สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ Amarinbooks เป็นต้น งานเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน-11 ตุลาคม นี้ เวลา 10.00 ถึงเย็นย่ำ 21.00 น.
หนอนหนังสือเตรียมบัตร เตรียมเงิน แล้วไปลุยกันเลย




#สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ #โนกองดอง

16/09/2020

จุดเปลี่ยนอเมริกา อาจเริ่มต้นจากหนังสือ Rage เล่มนี้ จะว่าไปนี่น่าจะเป็นหนังสือที่กำลังได้รับการพูดถึงมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา Reading Space จึงชวน ศิวะภาค เจียรวนาลี Siwapark Jianwanalee Creative Director แห่ง Daypoets และผู้ดำเนินรายการ Trend Watchers ใน The Momentum กับพอดแคสต์ New Bike Day มาบอกเล่าถึงหนังสือเล่มนี้ที่เขาอ่าน

——————

ถาม : คุณจะชวนนักเขียนที่เคยเขียนหนังสือด่าคุณ เชิญเขามาให้สัมภาษณ์ เพื่อให้เขากลับมาเขียนหนังสือถึงคุณอีกเล่มทำไม
ตอบ : เพราะคุณเชื่อว่าเนื้อหาจะออกมาถูกใจคุณมากขึ้น ถ้าคุณได้พูดกับเขาด้วยตัวเอง

15 กันยายน 2020 คือวันแรกที่หนังสือ Rage ของบ็อบ วูดเวิร์ด (Bob Woodward) วางขาย แต่ก่อนหน้านี้สื่อในสหรัฐอเมริกาที่ได้อ่านหนังสือก่อนคนทั่วไป แทบจะทุกหัวพูดถึงหนังสือเล่มนี้ หยิบบางท่อนบางตอนมาเป็นข่าว เชิญบ็อบมาให้สัมภาษณ์ เพราะเมื่อได้อ่าน ทุกคนรู้ว่านี่ไม่ใช่หนังสือข่าวสืบสวนธรรมดา แต่อาจเป็นหนังสือที่เปลี่ยนชะตาของอเมริกาและอาจมีผลกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

บ็อบคือนักข่าวสืบสวนในตำนาน เขาร่วมกับคาร์ล เบิร์นสตีน (Carl Bernstein) และทีมงานหนังสือพิมพ์ Washington Post ทำข่าวคดี Watergate ปี 1972 ข่าวชิ้นนี้มีส่วนทำให้อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) กระเด็นจากตำแหน่ง และถูกยกให้เป็นหนึ่งในงานข่าวชิ้นที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

Rage คือหนังสือที่เล่าการทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในช่วงที่เขาเผชิญศึกหลายด้าน ทั้งจากวิกฤตโรคระบาด เศรษฐกิจตกต่ำ การประท้วงต่อต้านการเหยียดผิว Black Lives Matter และการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายน ความจริงบ็อบเคยเขียนถึงทรัมป์ในผลงานเล่มที่แล้วชื่อว่า Fear : Trump in the White House ความต่างคือครั้งที่แล้วบ็อบเล่าเรื่องด้วยการสัมภาษณ์แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาว ส่วนทรัมป์ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ แต่กับ Rage ทรัมป์เป็นคนหยิบยื่นโอกาส ให้สัมภาษณ์นักข่าวสืบสวนระดับตำนานด้วยตัวเอง

รวมแล้วการสัมภาษณ์ระหว่างบ็อบและทรัมป์เกิดขึ้น 18 ครั้ง (ส่วนมากเป็นทางโทรศัพท์ในช่วงกลางคืน) ความยาวราว 9 ชั่วโมง 41 นาที นอกจากนี้บ็อบยังเก็บรายละเอียดเล่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาว ทำให้เราได้เห็นการบริหารงานของทรัมป์แบบคนวงใน (ซึ่งสมบูรณ์กว่าตอนเขาเล่าใน Fear เพราะทรัมป์มาเล่าเรื่องเองด้วย) รวมถึงได้รู้ว่าเบื้องหลังการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ของประธานาธิบดีมีปัจจัยอะไรที่เขาต้องคิดบ้าง

ทรัมป์บอกกับบ็อบว่า เขาพลาดเองที่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ในหนังสือ Fear และหวังว่าการคุยกับบ็อบด้วยตัวเองจะทำให้เรื่องราวของเขาถูกนำเสนออย่างถูกต้องยิ่งขึ้น แต่มองอีกมุม กลายเป็นว่าทรัมป์อาจจะพลาดอีกครั้งที่ให้สัมภาษณ์จนทำให้หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้น

เหตุผลหนึ่งเพราะเนื้อหาหนังสือเล่มนี้เป็นการอัดเทปสัมภาษณ์ เสียงของทรัมป์ที่เล่าเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองเป็นหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันว่าคำพูดของเขาที่ปรากฏในหนังสือ (โดยเฉพาะเรื่องราวในแง่ลบ) เป็นเรื่องจริง

ตัวอย่างที่ชัดและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือทรัมป์บอกกับบ็อบว่า เขาทราบข่าวโรคระบาด COVID-19 จากเจ้าหน้าที่ว่ามันเป็นโรคระบาดร้ายแรงถึงชีวิต ติดต่อได้ทางอากาศ ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทรัมป์พูดออกสื่อเสมอว่าโควิดเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ในหนังสือเองทรัมป์ยังบอกว่าเหตุผลที่เขาพูดกับสื่ออย่างนั้นเพราะไม่อยากให้ทุกคนตื่นตระหนกเกินเหตุ

ทรัมป์มักมีชื่อเสียงด้านลบในการให้ข้อมูลที่ดูไม่เป็นความจริง โดยเฉพาะกับวิกฤตครั้งนี้ที่เขามักให้ข้อมูลที่ตรงกันข้ามกับคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข เทปสัมภาษณ์ของบ็อบจึงถูกพูดถึงมาก เพราะหลายเรื่องมันคือการยืนยันว่าจริงๆ แล้วทรัมป์ก็รู้ข้อมูลข้อเท็จจริงแต่กลับสื่อสารไปอีกแบบ (ในการออกสื่อเพื่อโปรโมตหนังสือ มีการนำเทปเสียงที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ไปใช้ในรายการเยอะมาก ฉะนั้นอย่าแปลกใจหาก โจ ไบเดิน( Joe Biden) คู่แข่งของทรัมป์จะเอาเนื้อหาจากเทปและหนังสือมาใช้หาเสียงเพื่อตอบโต้ทรัมป์ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงด้วย) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศไม่ควรทำอย่างยิ่งกับการรับมือโรคระบาดที่การให้ข้อมูลข้อเท็จจริงจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา สำหรับคนที่สนใจการเมืองอเมริกาคงจุใจกับเนื้อหา 400 กว่าหน้าที่จะทำให้เราเข้าใจการทำงานของรัฐบาลอเมริกาในการรับมือกับเรื่องต่างๆ มากขึ้น

นอกจากเรื่องโควิด บ็อบยังเล่าเบื้องหลังความคิดของทรัมป์ที่มีต่อเหตุการณ์และความขัดแย้งในประเทศ สไตล์การเขียนของนักข่าวสืบสวนอย่างบ็อบไม่ได้หวือหวา แต่อัดแน่นด้วยข้อมูลและหลักฐานรองรับ คุณภาพของมันคงทำให้ Rage กลายเป็น Reference ชั้นดีที่คนข่าวน่าศึกษา แต่สำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบทรัมป์ เราอยากแนะนำให้อ่าน มันเป็นหนังสือที่ช่วยให้เราเข้าใจมนุษย์มากขึ้น การได้อ่านความคิดของคนที่มีคิดตรงกันข้ามกับมวลชนส่วนใหญ่ ทำให้เรารู้ว่าเหรียญมีสองด้าน โลกช่างหลากหลาย เต็มไปด้วยผู้คนที่น่าศึกษา แม้บางครั้ง ความคิดของเขาจะดูสุดโต่งจนดูเหมือนอยู่ในดาวคนละดวงกับเราก็ตาม

คาดว่าน่าจะมีคนนำหนังสือเล่มนี้มาแปลเป็นภาษาไทยเร็วๆ นี้

Rage ผู้เขียน Bob Woodward
สำนักพิมพ์ Simon & Schuster
Simon & Schuster

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 18:00
อังคาร 10:00 - 18:30
พุธ 10:00 - 18:00
พฤหัสบดี 10:00 - 18:00
ศุกร์ 10:00 - 18:00