Insure Life
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Insure Life, นักวางแผนทางการเงิน, 195/4 Rongmuang 3 Patumwan, Bangkok.
11/06/2026
พนักงานประจำหลายคนรู้สึกว่าปัญหาการเงินของตัวเองเกิดจาก “รายได้น้อย” แต่พอลองนั่งดูจริงๆ กลับตอบไม่ได้ว่าในแต่ละเดือนเงินหายไปกับอะไรบ้าง รู้แค่ว่าเงินเข้ามา แล้วก็หมดไป เหลือศูนย์เหมือนเดิมทุกเดือน ซึ่งปัญหานี้น่ากลัวกว่าการมีรายได้น้อย เพราะต่อให้วันหนึ่งรายได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้ายังควบคุมการใช้เงินไม่ได้ สุดท้ายเงินก็จะหายไปในรูปแบบเดิมอยู่ดี
สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือ “รายจ่ายเล็กๆ” ที่เรามองข้าม เช่น กาแฟวันละแก้ว ค่าสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ค่าสมาชิกที่ไม่ได้ใช้ หรือค่าใช้จ่ายจุกจิกที่ดูเหมือนไม่เยอะ แต่พอรวมกันทั้งเดือนกลับกลายเป็นเงินก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว และเพราะเราไม่ได้ติดตามหรือจดบันทึก ทำให้ไม่เคยเห็นภาพรวมจริงๆ ของการเงินตัวเอง จึงไม่แปลกที่หลายคนรู้สึกว่าทำไมเก็บเงินไม่อยู่ ทั้งที่ไม่ได้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเลย
การแก้ปัญหานี้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการหารายได้เพิ่มเสมอไป แต่เริ่มจากการรู้ก่อนว่าเงินไปไหน ลองจดรายจ่ายสัก 1 เดือนแบบละเอียด แล้วจะเห็นเลยว่ามีบางอย่างที่เราสามารถปรับได้ทันทีโดยไม่กระทบคุณภาพชีวิตมากนัก เพราะในโลกของการเงิน คนที่ได้เปรียบไม่ใช่คนที่หาเงินเก่งที่สุด แต่คือคนที่รู้จักเงินของตัวเองดีที่สุดต่างหาก
10/06/2026
ช่วงนี้ที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่พัก รวมถึงภาษีทางอ้อมอย่าง VAT เป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแทบทุกปี ขณะที่การปรับขึ้นเงินเดือนของคนส่วนใหญ่ก็ช้า ธุรกิจส่วนใหญ่กำลังพยายามลดต้นทุนเพื่อรักษากำไรและกระแสเงินสด สถานการณ์ตอนนี้เลยยิ่งกดดันสำหรับคนทำงาน เพราะรายได้ไม่ได้ลดลงทันที แต่โอกาสในการเพิ่มรายได้กลับน้อยลง ในขณะที่ต้นทุนการใช้ชีวิตยังค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกปี
#วางแผนการเงิน #เศรษฐกิจ
09/06/2026
คนชอบคิดว่ากว่าจะเกษียณอีกนาน เดี๋ยวค่อยเริ่มเก็บก็ได้ ยังมีเวลา แต่ความจริงของการวางแผนเกษียณคือ เวลา คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะมันเกี่ยวข้องกับพลังของดอกเบี้ยทบต้นโดยตรง การเริ่มเร็วไม่ได้แค่ทำให้เรามีเงินมากขึ้น แต่ทำให้เงินทำงานแทนเราได้นานขึ้น ลองคิดง่ายๆ ถ้าเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25 กับ 28 ด้วยจำนวนเงินเท่ากัน คนที่เริ่มก่อน 3 ปี จะมีระยะเวลาให้เงินงอกเงยมากกว่า และในระยะยาว ส่วนต่างนี้ไม่ได้ต่างกันแค่หลักหมื่นหรือหลักแสน แต่มักกลายเป็นหลักล้านได้โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว
สิ่งที่หลายคนพลาดคือคิดว่าเริ่มช้าแล้วค่อยเพิ่มเงิน เอาก็ได้ แต่ในความเป็นจริง การเริ่มช้าหมายถึงเราต้องใช้เงินต่อเดือนมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่าเดิม หรือไม่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนที่สูงขึ้นเพื่อเร่งผลตอบแทน ซึ่งทั้งสองทางนี้ล้วนทำให้แผนการเงินตึงขึ้นโดยไม่จำเป็น ในขณะที่คนที่เริ่มเร็วสามารถใช้เงินน้อยกว่า แต่ปล่อยเวลาให้ช่วยทำงานแทน ทำให้แผนการเงินยืดหยุ่นกว่าและกดดันน้อยกว่าในระยะยาว
สุดท้ายแล้ว การวางแผนเกษียณไม่ใช่เรื่องของมีเงินเยอะแล้วค่อยเริ่ม แต่คือ “เริ่มให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้” เพราะความต่างเพียงไม่กี่ปีในวันนี้ อาจกลายเป็นความต่างของคุณภาพชีวิตในวันที่เราไม่มีรายได้แล้วก็ได้ ยิ่งเริ่มเร็ว เราจะยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น แต่ถ้ายิ่งเริ่มช้า ทางเลือกจะยิ่งน้อยลง และต้นทุนชีวิตจะสูงขึ้นแบบที่ย้อนกลับไปแก้ไม่ได้เลย
08/06/2026
นับตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปี 2569 นี้ ผ่านมาแล้วกว่า 10 ปี เงินหักค่าใช้จ่ายสำหรับรายได้ 40(1) และ 40(2) ยังเท่าเดิมที่ 50% ของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท และค่าลดหย่อนส่วนตัวอีก 60,000 บาท ไม่ขยับเลยมาตลอด 10 ปี
ทั้งที่ทุกอย่างรอบตัวขึ้นราคาไปไกลหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าข้าว น้ำมัน ค่าเช่า ค่าเดินทาง ตัวเลขที่รัฐบาลใช้คำนวณภาษีให้มนุษย์เงินเดือนยังคงเป็นตัวเลขของโลกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือเราจ่ายภาษีมากขึ้นทุกปีโดยไม่รู้ตัว เพราะเงินเดือนขึ้นตามค่าครองชีพ แต่สิทธิลดหย่อนไม่ได้ขึ้นตามเลย
29/05/2026
หลายคนตั้งใจทำงาน เก็บเงิน วางแผนการเงินอย่างดีมาตลอดทั้งปี แต่พอถึงเวลาจะซื้ออะไรให้ตัวเองสักชิ้นกลับรู้สึกผิดขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว เหมือนกับว่าการใช้เงินคือเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้วการให้รางวัลตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้เงินอย่างมีคุณค่า ถ้าเอาแต่เก็บโดยไม่เคยได้ใช้เงินเพื่อความสุขเลย สุดท้ายการเงินอาจจะดีขึ้น แต่ชีวิตกลับไม่มีความหมายเท่าที่ควร
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าควรใช้เงินไหม แต่คือใช้ยังไงให้ไม่กระทบแผนการเงินมากกว่า เพราะการให้รางวัลตัวเองสามารถทำได้ ถ้าอยู่ในขอบเขตที่เราควบคุมได้ เช่น ไม่ไปกระทบเงินสำรองฉุกเฉิน ไม่ต้องเป็นหนี้เพิ่ม และยังคงมีเงินเหลือสำหรับเป้าหมายระยะยาวอยู่เหมือนเดิม ซึ่งของบางอย่างอาจไม่ได้มีมูลค่าสูงมาก แต่กลับมีคุณค่าทางความรู้สึก
สุดท้ายแล้ว การเงินที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในบัญชี แต่คือการบาลานซ์ระหว่างความมั่นคงในอนาคตกับความสุขในวันนี้ เพราะถ้าเรามัวแต่รอให้พร้อม 100% เราอาจจะไม่ได้ให้รางวัลตัวเองเลยสักครั้ง ในขณะที่ถ้าใช้เงินโดยไม่คิด ก็อาจทำให้แผนพังได้เหมือนกัน ดังนั้นคำตอบของคำถามนี้อาจไม่ใช่แค่ผิดหรือไม่ผิดแต่คือเราให้รางวัลตัวเองในแบบที่ยังทำให้ชีวิตข้างหน้าไปต่อได้หรือเปล่ามากกว่านั่นเอง
22/05/2026
ช่วงนี้เริ่มมีการพูดถึงแนวโน้มการปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% ซึ่งการเพิ่มขึ้น 3% นี้ส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เรา “จ่ายทุกครั้งที่ใช้เงิน” ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน นั่นแปลว่าเมื่อ VAT เพิ่มขึ้น ต้นทุนการใช้ชีวิตของเราจะถูกปรับขึ้นแทบทุกจุด และมันไม่ได้กระทบแค่ตัวเลข 3% บนใบเสร็จ แต่สะท้อนออกมาในรูปของราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้นทั้งระบบ
สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนเท่ากัน เพราะคนรายได้น้อยมักใช้รายได้เกือบทั้งหมดไปกับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น อาหาร ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ทำให้ทุกบาทที่จ่ายออกไปต้องเจอกับ VAT เต็มๆ ในขณะที่คนรายได้สูงยังมีเงินเหลือเก็บหรือไปลงทุนได้บางส่วน เมื่อภาษีเพิ่มขึ้น คนกลุ่มนี้จึงยังพอปรับตัวได้ แต่สำหรับคนรายได้น้อย รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นแทบไม่มีพื้นที่ให้ลดลงอีกแล้ว เพราะสิ่งที่ใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็น “ของจำเป็น” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สุดท้ายแล้ว VAT 10% อาจไม่ได้เป็นแค่เรื่องของนโยบายภาษี แต่เป็นเรื่องของ “คุณภาพชีวิต” โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เปราะบางทางการเงิน เพราะเมื่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้น แต่รายได้เท่าเดิม สิ่งที่ตามมาคือเงินเก็บที่ลดลง ความเสี่ยงในการเป็นหนี้ที่มากขึ้น และความสามารถในการตั้งหลักทางการเงินที่ยากขึ้นกว่าเดิม ในวันที่เราควบคุมนโยบายระดับประเทศไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือกลับมาทบทวนแผนการเงินของตัวเองให้รัดกุมมากขึ้น เพราะในโลกที่ต้นทุนชีวิตเพิ่มขึ้น คนที่อยู่รอดได้ ไม่ใช่คนที่รายได้มากที่สุด แต่คือคนที่ “บริหารเงินได้ดีที่สุด”
21/05/2026
ถ้าคุณกำลังทำประกันโรคร้ายด้วยความคิดว่า ตอนป่วยหนัก เงินก้อนนี้จะมาจ่ายค่ารักษา นี่คือความเข้าใจผิดที่อันตรายมาก เพราะความจริงคือ การป่วยด้วยโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งหรือโรคหัวใจ ค่ารักษาพยาบาลนั้นไม่มีเพดาน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค วิธีการรักษา และระยะเวลาที่ต้องสู้กับมัน บางเคสใช้เงินไปหลายล้านโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ ดังนั้นเงินประกันโรคร้าย 1-3 ล้านที่หลายคนถืออยู่ จึงอาจหมดไปก่อนที่จะหายดีด้วยซ้ำ
วิธีที่ถูกต้องและควรทำมากกว่าคือ แยกหน้าที่ของประกันให้ชัดเจน ซื้อประกันสุขภาพ เพื่อครอบคลุมค่ารักษาในโรงพยาบาล และซื้อประกันโรคร้ายแรง เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายนอกโรงพยาบาล เช่น ค่าเดินทาง หรือทดแทนรายได้ที่หายไปช่วงพักรักษาตัว รีบวางแผนให้ถูกตั้งแต่ต้นก่อนจะสายเกินไป
19/05/2026
First Jobber หลายคนพอเริ่มทำงานกรุงเทพ สิ่งแรกที่อยากได้คือห้องดีๆ ใกล้รถไฟฟ้า เดินทางสะดวก มีฟิตเนส มีคาเฟ่ใต้คอนโด แต่ปัญหาคือ อย่าใช้เงินเดือนเริ่มต้น ไปแบกต้นทุนชีวิตระดับคนเงินเดือนสูงแบบเกินตัว
กฎพื้นฐานง่ายๆ ที่คนเริ่มทำงานควรวางแผนคือ “ค่าเช่าห้องไม่ควรเกิน 25–30% ของรายได้สุทธิ” เพื่อให้ไม่เสี่ยง และการใช้ชีวิตไม่อึดอัดเกินไป
แปลว่า ถ้ารายได้สุทธิ 22,000 บาท ค่าเช่าที่เหมาะสมจริงๆ ควรอยู่ประมาณ 6,000 - 6,500 บาทต่อเดือนเท่านั้นเพราะยังต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายจริง ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเน็ต ค่าเดินทาง อีก
สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ กรุงเทพไม่ได้แพงแค่ค่าเช่า แต่แพงจากค่าใช้ชีวิตรายวันที่ค่อยๆ บวกเพิ่มทุกวันต่างหาก สำหรับ First Jobber สิ่งสำคัญช่วงแรก อาจไม่ใช่การใช้ชีวิตให้ดูดีเร็วที่สุด แต่คือการสร้าง “ฐานการเงิน” ให้ตัวเองอยู่รอดในช่วงเริ่มต้นก่อน เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่อยู่กรุงเทพได้ในระยะยาว ไม่ใช่คนที่เริ่มต้นหรูที่สุด แต่คือคนที่ยังเหลือเงินเก็บ หลังใช้ชีวิตแต่ละเดือนต่างหาก
14/05/2026
แม้ว่าประกันสุขภาพจะครอบคลุมค่ารักษาโรงพยาบาลอยู่แล้ว รวมถึงโรคร้ายแรงด้วยในบางกรณี แต่ในความเป็นจริงประกันสุขภาพกับประกันโรคร้ายแรงนั้นไม่สามารถทดแทนกันได้ทั้งหมด แต่ทำหน้าที่ต่างกันและส่งเสริมกันให้ผู้เอาประกันมีความเสี่ยงด้านสุขภาพลดลงอย่างมาก ด้วยเหตุผล 4 ข้อนี้
(1) ประกันสุขภาพจ่ายตามบิลให้โรงพยาบาล แต่ประกันโรคร้ายแรงจ่ายเงินก้อนให้ผู้เอาประกัน
ประกันสุขภาพจะคุ้มครองค่ารักษาตามที่เกิดขึ้นจริงในโรงพยาบาลตามวงเงิน เช่น ค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่าหมอ ค่ายา ในทางกลับกันประกันโรคร้ายแรงจะจ่ายเงินก้อนให้ผู้เอาประกันทันที ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเข้าเงื่อนไขของโรคนั้นๆ ไม่ต้องรอให้ไปรักษาก่อน
(2) โรคร้ายแรงไม่ได้กระทบแค่ค่ารักษา แต่อาจกระทบรายได้ทั้งครอบครัว
โรคร้ายแรงหลายโรค เช่น มะเร็ง หัวใจ หรืออัมพาต มักต้องพักฟื้นนาน ทำงานไม่ได้ชั่วคราวหรือถาวร ถ้ามีเพียงแค่ประกันสุขภาพที่ช่วยจ่ายค่ารักษา แต่ไม่มีรายได้เข้ามาในขณะที่พักฟื้นหรือรักษาตัวต่อนอกโรงพยาบาล การเงินของครอบครัวอาจจะสะดุดทันที เงินก้อนจากประกันโรคร้ายแรงจะช่วยรองรับช่วงที่เราไม่สามารถทำงานได้ ช่วยเป็นค่าใช้จ่าย สร้างความมั่นคงระหว่างการพักฟื้น โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น
(3) ประกันสุขภาพบางฉบับมีข้อจำกัดอยู่
ประกันสุขภาพส่วนใหญ่จะมีวงเงินความคุ้มครองต่อปี/ต่อครั้ง มีระยะเวลารอคอยนาน หรือมีข้อยกเว้นโรคบางชนิด การมีประกันโรคร้ายแรงเพิ่มจะช่วยปิดช่องว่างเหล่านี้ และสร้างความอุ่นใจได้มากกว่า
(4) ประกันโรคร้ายแรง จ่ายแม้ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล”
ในยุคที่การรักษาโรคมะเร็งหรือหัวใจไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลนานๆ อีกต่อไป เช่น การฉายแสง เคมีบำบัด หรือการตรวจวินิจฉัยบางอย่างที่ทำแบบผู้ป่วยนอก ประกันสุขภาพบางฉบับอาจไม่คุ้มครองค่ารักษาเหล่านี้ แต่ประกันโรคร้ายแรงจะจ่ายทันทีเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเข้าเงื่อนไข แม้ยังไม่ได้รักษาหรือไม่ต้องนอนโรงพยาบาลก็ตาม
สรุปง่ายๆ คือประกันสุขภาพ จะช่วยดูแลค่ารักษาพยาบาล ส่วนประกันโรคร้ายแรงจะช่วยดูแล “ชีวิต” และ “ความมั่นคงทางการเงิน” ในวันที่เราทำงานไม่ได้ ประกันทั้งสองแบบไม่ทับซ้อนกัน แต่ช่วยเติมเต็มกันและกัน เพื่อให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดทั้งด้านร่างกายและการเงิน
12/05/2026
เงินเฟ้อไทยเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา แตะ 2.89% สูงสุดในรอบ 3 ปี สิ่งที่กลัวคือของจำเป็นกำลังขึ้นพร้อมกันของทั้งระบบ ตั้งแต่น้ำมัน ค่าเดินทาง อาหาร ไปจนถึงค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน หลายอย่างกำลังทยอยปรับขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ ขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่แทบไม่ได้โตตาม แถมหนี้ครัวเรือนไทยก็เพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 90% ของ GDP แล้ว และถ้าเงินเฟ้อยังอยู่ระดับนี้ต่อเนื่อง สิ่งที่จะหายไปก่อนเลยคือ อาจไม่ใช่แค่เงินเก็บ แต่คือกำลังซื้อของคนในประเทศ ซึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจโตช้าหรือไม่โตไปอีก
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
195/4 Rongmuang 3 Patumwan
Bangkok
10330