Contour Group
A business and design consultancy specializing in the property & retail industry, differentiated by using its "Business Creative Network" model.
16/03/2021
ถ้ามี Business idea เเต่ไม่มี resource ควรทำยังไง ?
ถ้ามี Business idea เเต่ไม่มี resource ควรทำยังไง ?
ไอเดียทางธุรกิจเปรียบเสมือนแนวคิด หรือ Concept ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการสร้างจุดขายให้กับธุรกิจ แต่หากธุรกิจไม่มี Resource อาจจะทำให้ไอเดียนั้นเป็นจริงได้ยาก การเริ่มมองหา Connection อาจเป็นก้าวแรกๆ ในการเริ่มพัฒนาธุรกิจ เช่นมองหา Partner หาแหล่งที่มาของสินค้า วัตถุดิบ เงินทุน หรือ ทีมทำงาน ฯลฯ รวมถึงเป็นการสร้างความพร้อมและเพิ่มโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมองว่าธุรกิจมีตัวช่วยและโอกาสมากกว่าเมื่อก่อน ทั้งการเข้าถึงบน social networks หรือการไปเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดโดย Business Incubator หรือ Business Matching Platform ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานเอกชนหรือหน่วยงานรัฐ ครอบคลุมหลายแวดวงธุรกิจทั้ง Technology, Startup, อสังหา, ธุรกิจร้านอาหาร, ธุรกิจแฟรนไชส์ ฯลฯ นอกจากการมองหา Connection แล้วการวางแผนธุรกิจที่มี Resource จำกัดอาจจะด้วยเพราะปัญหาเงินทุน การวางแผนธุรกิจหรือทำ Business Model Canvas และการคำนวณ Feasibility เบื้องต้นจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นว่าควรจัดสรรเงินทุนอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ดีที่สุด
แนวทางหนึ่งในการช่วยลดต้นทุนคือการมองหา Shared-Resources เช่น การเช่าพื้นที่ Co-Working Space แทนการทำสัญญาเช่าออฟฟิศระยะยาว การจ้าง Outsources การเช่าอุปกรณ์พื้นฐาน ฯลฯ วิธีเหล่านี้นอกจากจะช่วยลดต้นทุนได้แล้วยังทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวสูง การทำธุรกิจในลักษณะนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายระดับ Mega Trends ที่เรียกว่า Sharing Economy ซึ่งเป็นแนวคิดการทำธุรกิจแบบ Peer to Peer (P2P) คือตัวธุรกิจเองไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ทั้งหมด แต่จะเป็นการทำธุรกิจร่วมกันระหว่างเจ้าของสินทรัพย์และผู้ขอเช่าบริการ Sharing Economy จึงเป็นที่นิยมในกลุ่มธุรกิจ Startups ในปัจจุบันและเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ถึงแม้จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นความท้าทายของธุรกิจรูปแบบเดิมๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบ (Disruption) หากไม่ได้ปรับตัวมาทำงานแบบ Sharing Economy แต่หลายคนมองว่าเป็น Sharing Economy น่าจะให้ผลบวกต่อสังคมมากกว่าเนื่องจากเป็นแนวคิดที่รักษาสมดุลของ Demand และ Supply ได้ดีด้วยการแบ่งปันและทำงานร่วมกัน ไม่ได้เน้นการเติบโตแบบลุยเดี่ยวอย่างในอดีตอีกต่อไป
05/02/2021
How to define problems ?
หนึ่งในองค์ประกอบของ Design Thinking คือ Define ที่หมายถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและทำความเข้าใจปัญหาให้รอบด้าน เพื่อกำหนดและแยกสาเหตุและประเภทของปัญหา และเพื่อกำหนดเป้าหมายในการแก้ปัญหาให้ชัดเจน การนำเอา Design Thinking มาช่วยในการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาในธุรกิจทำให้องค์กรสามารถเชื่อมโยงปัญหาที่เกิดขึ้น ผ่านกระบวนการคิดและนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหา เช่น แบ่งปัญหาตามผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิต เงินทุน พนักงาน ผู้บริหาร ลูกค้า ซึ่งแนวคิดแก้ปัญหาแบบ Design Thinking อาจนำองค์กรไปสู่แนวคิดหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยต่อยอดทำให้ธุรกิจพัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้นได้
เเล้วเราจะมีวิธีในการนิยามปัญหาได้อย่างไร?
1. Identified อะไรคือปัญหา อาจเป็นไปได้ว่ามีหลายปัญหา
2. Explored อะไรบ้างที่เป็นปัญหา ที่สามารถเเก้ไขได้ง่าย ได้ยาก หรือไม่ได้เลย, มีวิธีและแนวทางไหนบ้างที่ช่วยในการเเก้ปัญหา
3. Focused เมื่อเรารู้เเล้วว่าอะไรคือปัญหา เราควรตั้งกรอบของปัญหา (Problem statement) เพื่อหาเเนวทางในการเเก้ไขปัญหานั้นๆ
ประเภทของปัญหาที่อธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ มีอยู่ 3 แบบ คือ
1. Well-defined problem คือ ปัญหาที่รู้ต้นตอว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไร เเละมีเเนวทางที่สามารถเเก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจน
2. Ill-defined problem คือ ปัญหาที่อาจมีการตีความต้นตอสาเหตุของปัญหาได้หลากหลาย ทำให้อาจมีเเนวทางในการเเก้ไขปัญหาได้หลายทาง
3. Wicked problem คือ ปัญหาที่ซับซ้อน เเละไม่มีเเนวทางในการเเก้ไขปัญหานี้ เเต่อาจจะมีวิธีที่สามารถบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นให้เบาบางลงได้ (Ref Wicked Problems คืออะไร?)
วิธีการตั้งกรอบของปัญหา (Create problem statement)
เริ่มจากการตั้งคำถามต่างๆด้วยคำว่า “ทำไม? (why?)” หรือตั้งคำถามด้วยคำว่า “ทำอย่างไร? (How?)” โดยการตั้งกรอบของปัญหาต้องเป็นอะไรที่เราสามารถทำได้เอง (Achievable) และสามารถจัดการได้เอง (Manageble) และควรกำหนดผลลัพธ์ว่าอะไรคือ เป้าหมาย (Goal) และ ความสำเร็จ (Success) ของการเเก้ไขปัญหานั้นๆ เพื่อให้ได้เเนวทางของการเเก้ไขปัญาอย่างเเท้จริง
26/01/2021
Customer touchpoint คืออะไร ?
การสร้างประสบการณ์ หรือ Customer Experience ที่ดีได้นั้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับจุดที่เรามีการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Touchpoint) เพื่อที่จะทำให้เราเห็นเเนวทางในการพัฒนา หรือปรุงปรุงให้ลูกค้ามีความพึงพอใจในสินค้า,บริการ และเเบรนด์ของเรา
แล้ว Customer touchpoint คืออะไร?
Customer touchpoint คือ จุดที่แบรนด์เรามีการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้า หรือการที่เรามีการสื่อสารเเบรนด์ของเราผ่านสื่อต่างๆ ไปยังกลุ่มลูกค้า ตั้งเเต่ก่อนการขาย (Pre-purchase), ระหว่างการขาย (during purchase), และหลังการขาย (Post-purchase) ยกตัวอย่างเช่น
- ก่อนการขาย : โซเชียลมีเดีย (social media), โฆษณาออนไลน์ (online ads.), อีเว้นท์ต่างๆของบริษัท เช่น งานเปิดตัวสินค้า, การบอกต่อ (word of mouth), นามบัตร (business cards) เป็นต้นฯ
- ระหว่างการขาย : การรีวิวสินค้า, แคตตาลอคสินค้า, การตกเเต่งหน้าร้าน, ภาพต่างๆในช่องทางการซื้อสินค้าออนไลน์ เป็นต้น
- หลังการขาย : การทำการสำรวจสินค้า (Product feedback surveys), จดหมายหรืออีเมล์ขอบคุณลูกค้า (Thank you letters/Email), การบริการหลังการขาย (customer support)
เเต่การที่เราจะสามารถระบุจุดปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าต่างๆได้นั้น เราจำเป็นต้องมีการสร้างแผนที่การเดินทางของลูกค้า (Customer Journey map: Ref. Customer Journey Map คืออะไร ช่วยในการออกแบบได้อย่างไร) เพื่อสร้างความพึงพอใจ ความมั่นใจ เเละประสบการณ์ที่ดีที่ลูกค้ามีต่อเเบรนด์
“เพราะการสร้างประสบการณ์ที่ดี สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า…”
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
865 Pattanakarn Road, Suanluang
Bangkok
10250
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 18:00 |
| อังคาร | 09:00 - 18:00 |
| พุธ | 09:00 - 18:00 |
| พฤหัสบดี | 09:00 - 18:00 |
| ศุกร์ | 09:00 - 18:00 |