SM Magazine

SM  Magazine

แชร์

Strategy and Marketing Magazine ธุรกิจจะดี อยู่ที่การสร้างสรรค์และออกแบบการตลาด

08/07/2026

เข้าร้านทองเพื่อสุ่มการ์ดดิสนีย์ ตอบแค่ "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"

ในอดีต ร้านทองแข่งขันกันด้วยราคาทอง ค่ากำเหน็จ และทำเล วันนี้ ออโรร่า กำลังเปลี่ยนทองคำจากสินค้าที่ซื้อขายตามราคาตลาด (Commodity) ให้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ขับเคลื่อนด้วย Character IP, Limited Collection และประสบการณ์การซื้อ

โดยออโรร่า เริ่มนำลิขสิทธิ์ดิสนีย์มาพัฒนาสินค้าวางจำหน่ายในรูปแบบการ์ดทองลายลิขสิทธิ์ครั้งแรกช่วงเดือนมีนาคม 2569 จากนั้นก็เล่นกับลิขสิทธิ์ดิสนีย์มาอย่างต่อเนื่อง

การออกสินค้าลิขสิทธิ์ เป็นกลยุทธ์สร้างเหตุผลใหม่ให้ผู้บริโภคซื้อทอง ให้เปลี่ยนจาก "ซื้อทอง" มาเป็นการ "ซื้อคอลเลกชัน" ที่ทำให้คนบางกลุ่มที่ไม่เคยซื้อทองมาก่อนก็ยังหันมาสนใจ เพราะคาแรกเตอร์ตัวโปรด

จุดเริ่มต้นของกลยุทธ์เกิดขึ้นจากการเปิดตัว Disney x Aurora ด้วยทองแผ่นและการ์ดทอง Mickey & Friends 10 ลาย พร้อมกำหนดราคาเริ่มต้นเพียง 499 บาท ทำให้ทองคำกลายเป็นสินค้าที่คนวัย 25-30 ปีสามารถเข้าถึงได้ เพราะเทียบแล้วราคาไม่ต่างจากกล่องสุ่มอาร์ตทอยที่คนกลุ่มนี้นิยม แถมมีทองคำติดไปให้สะสมแบบมีมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต

อนิพัทย์ ศรีรุ่งธรรม ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท ออโรร่า ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) (AURA) อธิบายว่า บริษัทต้องการผสานแนวคิด "Gifts of Happiness" ของออโรร่า เข้ากับ "Where Dreams Come True" ของดิสนีย์ เพื่อเปลี่ยนทองคำให้เป็นของขวัญและของสะสมที่มีคุณค่าทั้งด้านมูลค่าและความรู้สึก ไม่ใช่เป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการลงทุน

ขณะที่เบื้องหลังไอเดีน มีข้อมูลซัพพอร์ตที่พบว่า ลูกค้าอายุ 25-30 ปี เพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 25% ภายในเวลาเพียง 4 ปี สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่สนใจการออมทองมากขึ้น แต่คนกลุ่มนี้ต้องการรูปแบบสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากกว่าเดิม

ยึด Character Licensing เป็นกลยุทธ์ระยะยาว

สิ่งที่น่าสนใจคือ ออโรร่าไม่ได้ใช้ดิสนีย์เพียงเพื่อสร้างกระแสช่วงเปิดตัว

หลังจากคอลเลกชัน Mickey & Friends บริษัทเดินหน้าปล่อยสินค้าลิขสิทธิ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการ์ดทอง Toy Story ที่เปิดตัวในจังหวะเดียวกับการกลับมาของภาพยนตร์

และล่าสุดกับการ์ดทอง Disney Princess ที่เตรียมวางจำหน่ายวันที่ 9 กรกฏาคม 2569 พรุ่งนี้เป็นวันแรก พร้อมขยายไลน์ไปสู่เครื่องประดับเจ้าหญิงดิสนีย์ ทั้งช่องทางหน้าร้านและออนไลน์

การเชื่อมการเปิดตัวสินค้าเข้ากับโมเมนต์ของแฟรนไชส์ระดับโลก ช่วยให้ทองคำกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสป๊อปคัลเจอร์ มากกว่าจะเป็นสินค้าที่อิงกับราคาทองเพียงอย่างเดียว

นำโมเดล "กล่องสุ่ม" เข้าสู่ธุรกิจร้านทอง

อีกก้าวที่สะท้อนการคิดต่าง คือการใช้ระบบ สุ่มลาย (Blind Selection) สำหรับการ์ดทอง Disney Princess ในวันเปิดขาย

โมเดลนี้แทบไม่เคยเกิดขึ้นในธุรกิจร้านทอง แต่กลับเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดอาร์ตทอยและการ์ดสะสม เพราะเปลี่ยนพฤติกรรมจาก "เลือกซื้อ" เป็น "ลุ้น"

ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่ยอดขาย แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเดินเข้าร้าน ถามหาคอลเลกชัน แม้จะไม่มีสินค้าจำหน่าย แต่กลับสร้างการจดจำให้กับลูกค้า

นี่คือการเปลี่ยนร้านทองจากจุดซื้อขายทองคำ ไปสู่พื้นที่ของนักสะสมและแฟนด้อม (Fandom)

ขายคุณค่า แทนการแข่งขันเรื่องค่ากำเหน็จ

โดยธรรมชาติของธุรกิจร้านทอง ผู้บริโภคมักเปรียบเทียบราคาทองและค่ากำเหน็จก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้ซื้อขายอยู่ที่แนวโน้มราคาทองของกลุ่มนักลงทุนและนักสะสม

แต่เมื่อสินค้าถูกเติมด้วยลิขสิทธิ์ดิสนีย์ ดีไซน์เฉพาะ และจำนวนจำกัด ปัจจัยในการตัดสินใจของลูกค้าก็เปลี่ยนจาก "ทองหนักกี่กรัม" ไปเป็น "คอลเลกชันนี้หายากแค่ไหน"

นั่นทำให้ออโรร่าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

อีกทั้งจังหวะการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดทองคำเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว หลังราคาปรับลดลงจากจุดสูงสุด ส่งผลให้แรงซื้อเพื่อเก็งกำไรลดลง

ดังนั้นแทนที่จะรอให้ลูกค้าเข้ามาเพราะราคาทอง ออโรร่าเลือกสร้าง "เหตุผลใหม่" ให้คนเดินเข้าร้านผ่านคาแรกเตอร์ดิสนีย์ คอลเลกชันลิมิเต็ด โปรโมชั่น และประสบการณ์การซื้อที่แตกต่าง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง บริษัทกำลังเปลี่ยนตัวแปรหลักของธุรกิจจาก Gold Price Driven ไปสู่ Consumer Experience Driven

ร้านทองจะยั่งยืนต้องปรับตัวสู่งรีเทลไลฟ์สไตล์

การลงทุนการตลาดมากกว่า 10 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายจากโปรเจกต์ดิสนีย์ 100 ล้านบาท และแผนขยายสาขาสู่ 830 แห่งในปี 2569 สะท้อนว่า Character Licensing ไม่ใช่เพียงกิจกรรมการตลาดระยะสั้น แต่เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การเติบโตของออโรร่า

เพราะหากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ ธุรกิจร้านทองอาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องราคาทองหรือค่ากำเหน็จอีกต่อไป แต่จะแข่งขันกันด้วยความสามารถในการสร้างแบรนด์ พัฒนา IP Collaboration และออกแบบประสบการณ์การซื้อที่ทำให้ผู้บริโภคอยากเดินเข้าร้าน แม้ไม่ได้ตั้งใจมาซื้อทองเพื่อการลงทุนตั้งแต่แรก

เรียกได้ว่า การเติมลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ลงในทองคำ ช่วยเปลี่ยน "ทองคำ" จากสินทรัพย์ที่ผันผวนตามตลาดโลก ให้กลายเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าจากเรื่องราว คาแรกเตอร์ และอารมณ์ร่วมของผู้บริโภค ซึ่งอาจเป็นทิศทางใหม่ของธุรกิจค้าปลีกทองคำในยุคที่ประสบการณ์สำคัญไม่แพ้ตัวสินค้า

Key Takeaways : 4 กลยุทธ์ที่ AURORA ใช้เปลี่ยนเกมธุรกิจร้านทอง
1. เปลี่ยนทองจาก Commodity เป็น Lifestyle Product จากเดิมที่ลูกค้าซื้อเพราะราคาทองและค่ากำเหน็จ ออโรร่าเพิ่มมูลค่าด้วย Character IP และดีไซน์ ทำให้ลูกค้าซื้อเพราะ "ความอยากได้" ไม่ใช่แค่ "ความคุ้มค่า"
2. ใช้ IP ระดับโลกสร้าง Premium Value ดิสนีย์ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างความน่ารัก แต่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้สินค้า ลดการเปรียบเทียบราคา และทำให้ทองคำกลายเป็นของสะสมที่มีเรื่องราว
3. ดึงเทคนิคจากธุรกิจอาร์ตทอยมาสู่ร้านทอง การใช้ระบบสุ่ม (Blind Box/Blind Card) เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจาก "เลือกซื้อ" เป็น "ลุ้น" สร้างทั้งทราฟฟิกหน้าร้าน การซื้อซ้ำ และกระแสบนโซเชียล ซึ่งเป็นโมเดลที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในธุรกิจร้านทองมาก่อน
4. สร้างดีมานด์ใหม่ ในวันที่แรงซื้อเพื่อการลงทุนชะลอตัว ในช่วงที่ราคาทองเริ่มปรับฐานและแรงซื้อเพื่อเก็งกำไรลดลง ออโรร่าเลือกสร้างเหตุผลใหม่ให้คนเข้าร้าน ผ่านคอลเลกชันลิมิเต็ด ประสบการณ์การสะสม และแฟนด้อมของดิสนีย์ แทนการพึ่งพาวัฏจักรราคาทองเพียงอย่างเดียว

#สุ่มการ์ดทองแผ่น #การ์ดทองลายดิสนีย์ #การ์ดทองลายเจ้าหญิงดิสนีย์

07/07/2026

แม้ธุรกิจอาหารจะสร้างรายได้ 21,899 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 6.6% ของรายได้รวมกว่า 333,000 ล้านบาท ของไทยเบฟ แต่บริษัทกลับเดินหน้าลงทุนและพัฒนาธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการต่อยอดอาหารสำเร็จรูปและอาหารพร้อมรับประทาน เพื่อขยายโอกาสในตลาดต่างประเทศ สะท้อนว่าธุรกิจอาหารยังเป็นหนึ่งในพื้นที่การเติบโตที่ไทยเบฟให้ความสำคัญ

กลยุทธ์ดังกล่าวขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Reach Competitively ที่มุ่งยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับ Digital for Growth ที่นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง และขยายโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศ

ล่าสุด ไทยเบฟนำผลิตภัณฑ์อาหารเข้าร่วมแสดงในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 โดยมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมรับประทานที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลก ทั้งด้านรสชาติ คุณภาพ ความสะดวก และนวัตกรรม

ภายในงาน บริษัทเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ส่งออก OYOSHI EATO ได้แก่ Mini Pufflets ขนมแป้งทอดกรอบไส้หวานสไตล์พรีเมียม ที่นำผลไม้และขนมหวานไทยมาต่อยอดเป็นของว่างใน 4 รสชาติ ได้แก่ มะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง ทุเรียน และข้าวเหนียวทุเรียน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคต่างชาติที่มองหารสชาติไทยในรูปแบบที่รับประทานสะดวก และสอดรับกับการเติบโตของตลาด Premium Snacking

พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าขยายตลาดในสหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความแตกต่าง และอัตลักษณ์ของอาหารเอเชีย ผ่านการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ทั้งกลุ่ม OYOSHI EATO Gyoza Siam Essence และเกี๊ยวซ่าต้นตำรับญี่ปุ่น

#ไทยเบฟ #ธุรกิจอาหารสำเร็จรูป #ธุรกิจอาหารไทยเบฟ

06/07/2026

ทรูเร่งอัปสกิลสื่อไทย รับยุค AI เดินหน้าสร้าง Ecosystem ดัน Responsible AI สู่ภาคสื่อ

การแข่งขันด้าน AI วันนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่กำลังขยายสู่การสร้าง "คน" ที่สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ

ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับทรู ดิจิทัล อคาเดมี เปิดหลักสูตร AI Mastery for Media by True สำหรับสื่อมวลชนโดยเฉพาะ สะท้อนกลยุทธ์ที่มองไกลกว่าการอบรมบุคลากร แต่เป็นการสร้าง AI Ecosystem ให้เกิดการใช้งานจริงในภาคสื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตข้อมูลที่มีบทบาทต่อสังคมโดยตรง

หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่การใช้ Generative AI การเขียน Prompt การประยุกต์ใช้เครื่องมืออย่าง Claude และ NotebookLM ไปจนถึงการสร้าง Workflow และ Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน และยกระดับคุณภาพการผลิตข่าว

ขณะเดียวกันยังเน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และจริยธรรมในการใช้ AI ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Responsible AI ที่ทรูผลักดันควบคู่กับยุทธศาสตร์ Big Moves 2026 ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่
• AI for All
• AI as a Growth Engine และ
• AI-Powered Operations

การลงทุนพัฒนาทักษะ AI ให้กับสื่อจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เป็นการวางรากฐานให้ผู้มีบทบาทในการสื่อสารสามารถใช้ AI ได้อย่างถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเกิดประโยชน์สูงสุด อันจะช่วยเร่งการยอมรับเทคโนโลยี AI ในวงกว้าง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลของประเทศในระยะยาว

#ทรูคอร์ปอเรชัน #การใช้AIในวงการสื่อ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริษัท สื่อ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


SM Magazine บริษัท เอส สแควร์ แมกกาซีน จํากัด 1511/53-54 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ
Bangkok
10400