I AM Taro
A Professional IT & Management Consultant who has been involved in many Large private organisations
23/05/2026
ผมมีโอกาสไปเป็นหนึ่งใน Speaker เสวนา “Stupid AI in Practice” และได้แชร์มุมมองเรื่อง AI Maturity is the Key Driver for Real Enterprise Transformation
คำว่า Stupid AI เป็นคำที่ท้าทายมาก เพราะทำให้เราต้องถามกลับว่า จริง ๆ แล้วสิ่งที่ “stupid” คือ AI เครื่องมือ หรือวิธีที่มนุษย์ใช้งานกันแน่
มี Stupid Case Study ที่พบ และเอามาแชร์ในวันนี้ คือ
คนจำนวนมากคิดว่าตัวเองใช้ AI เป็น เพียงเพราะคุยกับ ChatGPT หรือใช้ GenAI Tools ได้ แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถใช้ AI เพื่อออกแบบงาน ตรวจสอบผลลัพธ์ และสร้าง business impact ได้จริง
อีกเรื่องที่เห็นบ่อยคือ เมื่อเจอ credit limit หรือ token limit หลายคนเลือกหยุดใช้ AI แทนที่จะฝึก prompt วาง workflow หรือหาวิธีใช้ AI ให้ดีขึ้น สำหรับผม AI ไม่ได้ตัน แต่วิธีคิดและวิธีใช้ของเราต่างหากที่ตันก่อน
ยังมีเรื่องการเชื่อ AI โดยไม่คิดตาม ไม่ตรวจสอบข้อมูล และไม่ใช้ judgment ของมนุษย์ประกอบ ซึ่งอาจทำให้ข้อมูลผิดถูกนำไปใช้ต่ออย่างรวดเร็ว
ในระดับองค์กร กับดักที่ใหญ่กว่านั้นคือการทำให้ AI กลายเป็นเพียง IT Project องค์กรลงทุนใน infrastructure, license และ platform แต่ไม่ได้เริ่มจาก business pain point หรือ use case ที่สร้าง value จริง
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมเชื่อว่า หัวใจของ AI Transformation ไม่ใช่แค่การซื้อเครื่องมือ แต่คือการสร้าง AI Maturity เพราะสิ่งนี้จะทำให้ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่จะกลายเป็น abusiness capability ได้ในที่สุด
ที่เจมาร์ทกรุ๊ป เรากำลังผลักดันเรื่องนี้ผ่านการสร้าง AI Transformation Office หรือ AITO ให้เป็น transformation engine ที่ช่วยสร้าง ownership, use cases, AI Champions และกำกับการใช้งาน AI ให้ปลอดภัยและวัดผลได้จริง
สุดท้าย ที่ฝากเอาไว้ คือ เราต้องใช้ AI ให้เหนือกว่า AI ไม่ใช่ปล่อยให้ AI คิดแทนเรา แต่ต้องการฝึกสมองมนุษย์ให้คิดได้ดีขึ้น ผ่านหลัก สุ จิ ปุ ลิ — ฟัง คิด ถาม และเขียนเพื่อตกผลึก
เพราะเป้าหมายของทั้งองค์กร และมนุษย์ไม่ใช่แค่การใช้ AIแต่คือการทำให้องค์กรมี Maturity มากพอที่จะสร้างคุณค่าจาก AI ได้จริงครับ
21/05/2026
เจมาร์ทกรุ๊ปเพิ่งเปิดตัว J.AI Arena อย่างเป็นทางการครับ
สำหรับผม นี่ไม่ใช่แค่การเปิดตัวแพลตฟอร์ม AI ใหม่ แต่เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่บอกว่า เจมาร์ทกรุ๊ปกำลังเดินหน้าจาก “การเรียนรู้ AI” ไปสู่ “การสร้าง AI Capability”
J.AI Arena คือโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ส่วนกลางของกลุ่ม ที่เปิดให้บริษัทในเครือมาเรียนรู้ พัฒนา และต่อยอด AI Use Case ร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ลดการเรียนรู้ซ้ำซ้อน และสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจค้าปลีก การเงิน และ Ecosystem ของเจมาร์ทได้เร็วขึ้น
มาจากวิสัยทัศน์ของ "คุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา" ที่มองว่า วันนี้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ วิธีการทำงาน และรูปแบบการแข่งขันของโลก ทำให้ J.AI Arena ไม่ได้ถูกวางเป็นแค่ “เครื่องมือ” แต่เป็น AI Infrastructure ของทั้งกลุ่ม เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว และสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ 3 ปีภายใต้โครงการ JUMP+
ในฐานะที่อยู่เบื้องหลังการร่วมขับเคลื่อน AI Maturity Transformation ของเจมาร์ทกรุ๊ปตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกยินดีมากที่ได้เห็นการเดินทางนี้ต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรม
จากจุดเริ่มต้นที่ J Ventures ได้เข้าไปสร้าง AI Maturity Transformation กับ 12 บริษัทในเครือ เราไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะใช้เครื่องมืออะไร” แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญ ว่า.....คนของเราเข้าใจ AI แค่ไหน? ..ธุรกิจมี Pain Point อะไรที่ AI ควรเข้าไปช่วย?..เราจะทำให้ AI สร้าง Impact จริงได้อย่างไร?
วันนี้ เจมาร์ทกรุ๊ปได้วาง Roadmap สู่การเป็น AI-Driven Enterprise ที่ยังคงนำ AI Maturity Transformation มาเป็น 1 ใน 4 มิติหลัก ขับเคลื่อน AI
สำหรับผม นี่คือหัวใจที่แท้จริง
AI Maturity ไม่ได้วัดจากจำนวนเครื่องมือที่องค์กรซื้อหรือจำนวนคนที่ผ่านการอบรม
แต่วัดจากว่า AI ถูกนำไปใช้จริงแค่ไหนช่วยแก้ปัญหาธุรกิจได้อย่างไร
และสร้างผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงกับการเติบโตขององค์กรได้มากน้อยเพียงใด
การสร้าง J.AI Arena เป็นความชัดเจนว่า เจมาร์ทกรุ๊ปไม่ได้มอง AI เป็นกระแส แต่กำลังวาง AI ให้เป็นกลไกสำคัญของการเติบโตในอนาคต
จากการสร้าง AI Maturity ให้กับคนในองค์กร สู่การมี AI Infrastructure ส่วนกลางของทั้งกลุ่ม
นี่คือการเปลี่ยน AI จาก “เครื่องมือ” ไปสู่ “ความสามารถหลัก” ขององค์กรครับ.
27/03/2026
วันนี้มีโอกาสจัด Townhall ภายในองค์กร ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนหลายเรื่องกับทีมงานครับ
ถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงชีวิตของคน Gen Y ขึ้นไป
เราน่าจะได้ผ่าน “วิกฤต” มาหลายครั้ง
หลายคนเรียกครั้งนี้ว่า “วิกฤตน้ำมัน”
แต่ในมุมของผม มันคือ "บททดสอบวิธีคิดของผู้นำ"
ในช่วงเวลาที่ต้นทุนพุ่งสูง และความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ
องค์กรส่วนใหญ่จะตอบสนอง 2 แบบ
→ ลด
→ รอ
ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้องค์กร “เติบโต”
องค์กรที่ก้าวขึ้นมาได้จริง มักเลือกทำในสิ่งที่ยากกว่า
เขา “ลงทุน…ในขณะที่คนอื่นยังไม่กล้า”
วิกฤตไม่เคยทำให้โอกาสหายไป แต่มันทำหน้าที่ “คัดกรอง”
คัดกรองว่าใครมองเห็น “ความเสี่ยง” และใครมองเห็น “ช่องว่าง”
เราเห็นภาพนี้ชัดมากในช่วงต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
บางองค์กรเลือก “ลดค่าใช้จ่าย”
แต่อีกกลุ่มหนึ่ง
เริ่มลงทุนในสิ่งที่เปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ
• Automation เพื่อลด dependency
• AI เพื่อเพิ่ม productivity
• Upskill คน เพื่อยกระดับ capability ทั้งองค์กร
คำถาม…
ในระยะยาว ใครจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ
จากประสบการณ์ที่ผมได้ทำงานกับหลายองค์กร
ผมพบว่า องค์กรที่ผ่านวิกฤตได้ดีที่สุด
ไม่ใช่องค์กรที่ “รอดเก่งที่สุด”
แต่คือองค์กรที่ “ปรับตัวได้เร็วที่สุด”
สิ่งที่น่ากังวลจริง ๆ ไม่ใช่ตัววิกฤต
แต่คือ “การใช้วิธีคิดเดิม ในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
ในขณะที่บางองค์กรกำลัง “รอให้สถานการณ์ดีขึ้น”
อีกหลายองค์กรกำลัง “เร่งสร้างความได้เปรียบ”
ถ้าวันนี้คุณเป็นผู้นำองค์กร
ผมอยากชวนคิดเพียงคำถามเดียว
คุณกำลัง “ประคองธุรกิจให้รอด”
หรือกำลัง “ออกแบบองค์กรเพื่อเติบโตในรอบถัดไป”
ผมมองว่าวิกฤตครั้งนี้ อาจไม่ได้แค่เปลี่ยนตลาด
แต่กำลัง “จัดอันดับใหม่” ว่าใครคือ ผู้นำตัวจริงในอุตสาหกรรม
ถ้าวันนี้คุณเริ่มรู้สึกว่า “เราควรต้องเปลี่ยนอะไรบางอย่างแล้ว”
นั่นไม่ใช่ความกังวล แต่มันคือ “สัญญาณของการมองเห็นอนาคต”
และอาจถึงเวลาที่ต้อง ยกระดับวิธีคิด และวิธีทำงานของทั้งองค์กร
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ บุคคลสาธารณะ
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok