Development Economic Review

Development Economic Review

แชร์

Development Economic Review is national journal published research articles related to economics and public policy. We are indexed in tier 1 of TCI

Photos 16/02/2017

วารสาร Developmeng Economic Review ฉบับใหม่เป็น ฉบับพิเศษ (Special Issue) ในเรื่อง "การเปลี่ยนแปลงอุดมศึกษาไทย: ปัญหาและความท้าทาย" ทางเราจะนำผลการวิจัยมานำเสนอในโอกาสต่อไปครับ

Photos 13/04/2016

วันที่ 14 เมษายนนี้เป็นวันครอบครัว ซึ่งเป็นอีกวันหนึ่งที่คนไทยจำเป็นต้องเห็นความสำคัญของการมีครอบครัว และแน่นอนว่าโครงสร้างครอบครัวที่เข้มแข็งย่อมส่งผลต่อการพัฒนาสังคมในทุกๆ ด้าน การศึกษาเองก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่ครอบครัวมีผลกระทบค่อนข้างสูง เนื่องจากครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่สามารถทำหน้าที่ในการหล่อหลอมและขัดเกลาความเป็นมนุษย์ให้กับสมาชิกในครอบครัว ด้วยการอบรมเลี้ยงดู ให้ความรักและความอบอุ่น พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคมให้แก่สมาชิกในครอบครัว เพื่อให้เติบโตมาเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีความพร้อมที่จะทำงานได้อย่างเต็มที่และมีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต ดังนั้นครอบครัวจึงมีความสำคัญที่สุดต่อชีวิตของทุกคน

โดยทั่วไป ปัจจัยทางด้านครอบครัวจะมีความเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น โครงสร้างครอบครัว วัฒนธรรมของครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ระดับการศึกษาสูงสุดของพ่อแม่ เป็นต้น โดยโครงสร้างครอบครัวเป็นปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในระยะยาว เนื่องจากโครงสร้างครอบครัว หมายถึง การมีพ่อและแม่อาศัยอยู่ในครอบครัว รวมไปถึงลักษณะความสัมพันธ์และการเลี้ยงดูที่พ่อแม่มีให้กับเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากครอบครัวที่มีทั้งพ่อและแม่อาศัยอยู่ด้วยกัน (Two-Parent Family) จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางบวกต่อการสร้างพัฒนาการของเด็กในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม ซึ่งมีผลสืบเนื่องโดยเริ่มมาตั้งแต่ในวัยเด็กจนกระทั่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ในทางตรงข้าม ครอบครัวที่ไม่มีพ่อแม่อย่างครบถ้วน เช่น ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว (Single Parent Family) และครอบครัวที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่นั้น จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบทางลบต่อการพัฒนาเด็กในทุกด้าน ดังนั้นโครงสร้างครอบครัวย่อมส่งผลสำคัญต่อคุณภาพการศึกษาด้วยเช่นกัน

งานศึกษาของคุณศิว้ช เทียมทัด (มหาบัณฑิตจากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) ได้ทำการประมาณการผลกระทบของโครงสร้างครอบครัวที่มีต่อการพัฒนาทักษะทางปัญญาของเด็กโดยใช้ข้อมูลรายนักเรียน (Student-Level Data) จากโครงการประเมินผลนักเรียนในระดับนานาชาติ หรือ PISA (Programme for International Student Assessment) ของประเทศไทย โดยพบว่า การอาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีพ่อแม่ไม่ครบถ้วนนั้นส่งผลทางลบอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กในทุกด้าน จากการประมาณการว่า เด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งจะมีผลการประเมินสมรรถนะทางด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ประมาณร้อยละ 1.64 และร้อยละ 2.49 และร้อยละ 1.54 ตามลำดับ อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ ในขณะที่เด็กที่ไม่อาศัยอยู่กับทั้งพ่อและแม่นั้นก็มีผลการประเมินสมรรถนะทั้งสามด้านต่ำกว่าเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่เช่นเดียวกัน โดยมีผลการประเมินสมรรถนะทางด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าประมาณร้อยละ 5.70 และร้อยละ 5.61 และร้อยละ 4.82 ตามลำดับ ผลที่ค้นพบนี้ตอบสนองไปในแนวทางเดียวกับการศึกษาอื่นที่ได้ทำขึ้นในต่างประเทศว่า ครอบครัวที่มีพ่อแม่ไม่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวหรือครอบครัวที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่นั้นต่างก็ไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาทักษะทางปัญญาของเด็กในอนาคต

นอกจากนี้เมื่อทำการประมาณการผลกระทบของโครงสร้างครอบครัวที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กในอนาคต โดยจำแนกตามฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว พบว่า เด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์ดีขึ้น ถ้าครอบครัวมีฐานะร่ำรวย ผลที่ได้นี้มีนัยว่า ถ้าครอบครัวที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูง ผู้ปกครองเด็กในครอบครัวนี้ก็ย่อมมีความสามารถในการจัดหาและลงทุนในทรัพยากรทางด้านการศึกษาให้กับเด็กเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้เกิดสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ในครอบครัวซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะทางปัญญาของเด็กในอนาคต ในทางตรงข้าม ถ้าเด็กไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ไม่ว่าครอบครัวจะมีฐานะร่ำรวยมากเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นผลดีที่ช่วยทำให้เด็กมีการพัฒนาทักษะทางปัญญาให้ดีขึ้นได้

จากผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยจากการอยู่อาศัยในครอบครัว ซึ่งรวมไปถึงความอบอุ่นในครอบครัวเป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน ในกรณีของครอบครัวที่เด็กไม่ได้มีพ่อหรือแม่อยู่ด้วย โรงเรียนควรให้ความสนใจกับเด็กกลุ่มนี้เป็นพิเศษโดยเข้ามาช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้เนื่องจากสภาพแวดล้อมในบ้านของเด็กเหล่านี้นั้นไม่เอื้อต่อการพัฒนาทางด้านการเรียนเท่ากับเด็กที่อาศัยอยู่ร่วมกันทั้งพ่อและแม่

ในส่วนของข้อจำกัดของการศึกษานี้คือ การขาดข้อมูลรายบุคคลที่เป็นข้อมูลการสำรวจซ้ำ (Panel Data) เหมือนงานศึกษาในต่างประเทศซึ่งเป็นการสำรวจที่มีระยะเวลาและสามารถที่จะศึกษาดูแนวโน้มของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้งานศึกษาชิ้นนี้ยังทำเพียงการประเมินทักษะทางด้านสติปัญญาจากผลของคะแนนสอบเท่านั้น ไม่ได้ประเมินทักษะทางด้านพฤติกรรมของเด็กคนนั้นด้วย เช่น ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะในการคิดบวก และการแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ เป็นต้น การเก็บข้อมูลในลักษณะนี้จะช่วยทำให้การประมาณการผลกระทบของโครงสร้างครอบครัวที่มีต่อการพัฒนาทักษะทางปัญญาและทักษะทางด้านพฤติกรรมอื่นๆ ได้อย่างมีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การสร้างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพได้

สำหรับผู้สนใจสามารถอ่างงานวิจัยนี้ได้จากhttp://www.econ.nida.ac.th/components/com_booklibrary/ebooks/1-61-83.pdf

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ องค์กร ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง บริการภาครัฐ ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

ที่อยู่


Graduate School Of Development Economics, National Institute Of Development Administration (NIDA)
Bangkok
10240