ChildrenWorld
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ChildrenWorld, ร้านขายเสื้อผ้าเด็กอ่อนและเด็กเล็ก, 34 หมู่บ้าน รัชธานี ลาดพร้าว 101 คลองจั่น บางกะปิ, Bangkok.
22/06/2015
เลี้ยงลูกแบบสุดยอดคุณแม่ ไม่ยากอย่างที่คิด
การเลี้ยงลูกสำหรับคุณแม่มือใหม่ อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อเถอะว่าคุณแม่รับมือได้เพียงทำความเข้าใจกับลูก วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีเกร็ดความรู้ดี ๆ มาฝากคุณแม่มือใหม่กับการเลี้ยงลูกให้เป็นสุดยอดคุณแม่ รวมทั้งการดูแลสุขภาพกายใจจากนิตยสาร Mother & Care พร้อมแล้วไปปฏิบัติกันเลย ...
งานเลี้ยงลูก เรียกว่าเป็นงานที่มันไม่หยุด ยิ่งกับแม่มือใหม่ที่เริ่มภารกิจนี้ เราเชื่อว่า จะเกิดความสุข พร้อมกับความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อลูก ตัวคุณ และสามีไปพร้อม ๆ กันได้ น่าจะมาจากการตั้งรับให้เป็น แล้วแบบนี้จะรีรออะไร มาลงมือเป็นสุดยอดคุณแม่กันค่ะ
❤ สุขภาพร่างกาย
กายพร้อมใจก็พร้อมค่ะ ลองคิดดูสิ หากคุณต้องเจ็บ ๆ ป่วย ๆ เข้าออกกับการไปพบคุณหมอ เวลาดี ๆ ที่จะดูแลครอบครัว คงหายไปส่วนหนึ่ง ไม่สามารถทำภารกิจได้เต็มที่ อีกทั้งรายจ่ายก็ต้องหมดไปกับการดูแลรักษาสุขภาพ
❤ เลือกอาหาร
นอกจากคุณจะต้องยึดเกณฑ์เลือกอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ร่างกายได้ในระดับหนึ่งแล้ว อยากให้ส่งต่อเรื่องการดูแลสุขภาพของสมาชิกของครอบครัวด้วย เช่น
มื้อนมแม่ เรียกว่าเป็นช่วงเวลาอบอุ่นผูกพันของคุณกับลูกน้อยแล้ว การกินอาหารที่มีประโยชน์ ก็ยังเป็นการส่งต่อสารอาหารดี ๆ ผ่านนมแม่ถึงลูกน้อย ฉะนั้น อยากให้ลูกสุขภาพดี แม่ก็ต้องเลือกอาหารที่ดีไว้ก่อน
มื้ออาหารเสริมและอาหารวัยเรียน เป็นหัวข้อที่ต้องใส่ใจกันเลยทีเดียว เพราะด้วยพัฒนาการ การเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัย อาหารจึงมีผลโดยตรงต่อการเติบโตและการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้
มื้อเช้า ก็มีความสำคัญไม่น้อย ลองเตรียมเมนูสุขภาพมื้อเช้าในวันทำงานแบบง่าย ๆ เช่น แซนด์วิชปลาทูน่าสลัดผัก เอาใจคุณสามีบ้างสิคะ
❤ ออกกำลังกาย
เป็นวิธีที่ทำควบคู่กับการกิน และเรื่องนี้ก็ควรจัดให้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลตัวเองตั้งแต่ที่คุณตั้งครรภ์และหลังคลอดอย่างถาวร เช่น
❤ ช่วงตั้งครรภ์
วิธีของคุณแม่แต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน แต่ขอให้ยึดหลักที่ว่า วิธีไหนที่ใช้แรงหักโหมมากควรเลี่ยง ควรเป็นวิธีที่คุณทำแล้วสบายใจ ทำได้สม่ำเสมอจะดีกว่า
❤ หลังคลอด
ร่างกายรับบทหนักมานาน การบริหารร่างกายช่วงนี้ จะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ได้ยืดขยาย ฟื้นฟูกลับสู่สภาพปกติ โดยเริ่มจากการยืดกล้ามเนื้อเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือแค่การเดินแกว่างแขน-ขา ก็โอเคแล้ว และหากเป็นไปได้การออกกำลังกายแบบครอบครัวก็เป็นกิจกรรมที่ดีที่น่าทำนะคะ
❤ เวลาที่เหมาะสม
กำลังบอกถึงวิธีบริหารจัดการเวลา การใช้ชีวิต และการทำหน้าที่ต่าง ๆ ของคุณในแบบสมดุล ไม่สุดโต่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็เท่านั้นเอง
❤ แม่เต็มเวลา
คุณมีเวลาเต็มที่กับการจัดการเรื่องลูกไม่มีงานออฟฟิศนอกบ้านเข้ามาเกี่ยวอาจมีพี่เลี้ยงคอยช่วยงานในบ้าน ก็ควรจะหาเวลาพักให้กับตัวเองบ้าง จะได้ไม่เป็นการกดดันกับการทำหน้าที่คุณแม่ หรือทำเรื่องลูกจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เครียด หรือเบื่อหน่ายเรื่องลูก เรื่องงานบ้าน กลายเป็นปัญหาบานปลายในครอบครัว
❤ เวิร์กกิ้งมัม
รู้ ๆ กันว่า หน้าที่คุณแม่เวิร์กกิ้งมัม คืองานที่ออฟฟิศ เรื่องลูก สามี และยังรวมถึงตัวคุณ ฉะนั้น สูตรการจัดสรรเวลาที่ดีก็คือ เรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง ให้ทั้ง 4 ช่วงของเวลาไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ทริกง่าย ๆ ก็คือใช้สติเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวตัวเราค่ะ
❤ อีคิวที่ดี
ข้อมูลทั้งจากตำราและความจริงพบว่า พฤติกรรมของพ่อแม่มีผลต่อการแสดงออกของลูก โดยเฉพาะเรื่องของอีคิว หรือที่เรียกว่าความฉลาดทางอารมณ์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝัง บ่มเพาะตั้งแต่เล็ก เฉกเช่นเรื่องของระเบียบ วินัยของเด็ก ๆ เรามาดูกันว่า อะไรบ้างที่จะช่วยให้ลูกเป็นเด็กที่มีอีคิวดี
❤ ความรัก-ความเข้าใจ
เป็นอาหารทางใจที่ดี เพราะเป็นการแสดงถึงการยอมรับ ความเห็นอกเห็นใจ และให้ความสำคัญกับตัวเด็กในเรื่องต่าง ๆ เช่น การเรียนการแสดงออก การเล่น ต่างจากการตำหนิ บังคับ วิจารณ์หรือลงโทษ ซึ่งเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องระวังเป็นอย่างมาก
ให้โอกาส พัฒนาการและการเติบโตของลูก เปลี่ยนแปลงไปตามวัย คุณจึงต้องเป็นนักสังเกต ที่คอยแนะนำและส่งเสริมตามความเหมาะสม เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การกระทำถูก-ผิด ความแตกต่างอย่างมีเหตุผล
❤ ทางออกทางอารมณ์
สอนให้ลูกรู้เรียนรู้เรื่องอารมณ์ของตัวเอง คนรอบข้าง พร้อมกับวิธีจัดการอารมณ์ที่เหมาะสม เช่น เวลาโกรธ เสียใจ ไม่พอใจ โดยเฉพาะพ่อแม่เองจะต้องรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง ไม่ส่งต่ออารมณ์บูด ๆ ให้ลูก
ข้อมูลเหล่านี้ น่าจะเป็นแนวทางให้คุณได้ลองคิดทบทวน แล้วก็เตรียมตัวเป็นสุดยอดคุณแม่คนต่อไปนะคะ
www.motherandcare.in.th
04/05/2015
การให้นมบุตร เรื่องน่ารู้ของคุณแม่มือใหม่ ...
แม้ว่าการให้นมลูกจะเป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นเรื่องที่แม่ทุกคนควรต้องรู้ด้วยสัญชาตญาณ แต่พอถึงเวลาจริง ๆ แล้วก็เชื่อว่าคุณแม่หลายคน โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่น่าจะสับสนกันอยู่ไม่น้อย ดังนั้นเราจึงรวบรวมความรู้พื้นฐานของการให้นมบุตรมาฝาก เพื่อส่งเสริมให้คุณแม่ทุกคนที่คิดจะเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองได้มีความรู้ความเข้าใจกันมากขึ้นค่ะ
1. ระยะเริ่มให้นม
หลังจากลืมตาออกมาดูโลกได้เพียง 1-2 ชั่วโมง ลูกน้อยของคุณก็จะเริ่มดูดนมจากเต้าได้เองโดยธรรมชาติ และคุณแม่เองก็สามารถให้นมบุตรได้เลยทันทีเช่นกัน แต่ในช่วงแรก ๆ ของการให้นม ลูกน้อยอาจจะตื่นบ่อย และต้องให้นมบ่อยตามไปด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ และก็ไม่ต้องกังวลว่าน้ำนมจะผลิตออกมาไม่ทัน เพราะเมื่อร่างกายได้หลั่งน้ำนมออกมาให้ลูกได้ดื่ม ก็จะผลิตน้ำนมขึ้นมาทดแทนได้ทันทีโดยอัตโนมัติ
2. ความเจ็บปวดเป็นเรื่องปกติ
กลไกการให้นมบุตรเป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกายผู้หญิงก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอุปสรรค หรือเรื่องติดขัดเกิดขึ้นเลยตลอดการให้นมบุตร เพราะคุณแม่จะรู้สึกคัดและเจ็บจี๊ดที่หัวนมทุกครั้งที่ลูกดูดนม แต่ก็จะเกิดขึ้นในช่วงแรก ๆ ของการให้นมเท่านั้น พอนาน ๆ ไปอาการเจ็บเหล่านี้ก็จะหายไปเอง แต่คุณแม่ก็ควรต้องตรวจสอบสักนิดด้วยว่า ลูกน้อยดูดนมถูกวิธีหรือเปล่า ซึ่งวิธีดูดนมที่ถูกต้องก็คือต้องอ้าปากดูดนมจากฐานของเต้านม ไม่ใช่ใช้ปากดูดตรงหัวนมตรง ๆ หรือถ้าผ่านพ้นช่วงแรก ๆ ของการให้นมบุตรไปแล้ว แต่คุณแม่ยังรู้สึกเจ็บอยู่อย่างไม่ทราบสาเหตุ ก็ควรต้องปรึกษากุมารแพทย์ทันทีนะคะ
3. การให้นมลูกในที่สาธารณะ
คุณแม่หลายท่านอาจจะยังเขินและไม่ชินกับการให้นมลูกในที่สาธารณะ แต่ถ้าเกิดจำเป็นขึ้นมาจริง ๆ เป็นต้นว่าลูกน้อยเกิดหิวขึ้นมาและคุณแม่ก็ลืมปั๊มนมเตรียมไว้ ก็คงต้องเปิดอกให้ลูกได้ดื่มนมคลายหิวกันตรงนั้นเลย โดยวิธีที่จะให้นมลูกได้อย่างปลอดภัย ไม่ดูโป๊จนเกินไปก็คือ ควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกจากบ้านด้วยการใส่เสื้อผ้าที่สามารถให้นมลูกได้อย่างสะดวก เสื้อกระดุมหน้า และยกทรงที่เปิดด้านหน้าได้จะดีที่สุด พกผ้าพันคอสีเข้มผืนใหญ่ ๆ ติดตัวไว้เผื่อกรณีที่ต้องให้นมลูกในที่สาธารณะจะได้ใช้ผูกคล้องคอบดบัง และถ้าหากหามุมที่มีกำแพงหรือมุมปลอดคนได้ก็ควรจะเลือกให้นมลูกตรงบริเวณนั้น เพื่อหลบสายตาเวลาที่ให้นมลูก หรือจะใช้วิธีหันหลัง เอียงตัวสักนิดเพื่อบังสายตาก็ได้เช่นกัน
4. ระยะเวลาของการให้นมบุตร
องค์การอนามัยโลกเคยประกาศไว้ว่า เด็กทารกควรดื่มนมแม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะอายุครบ 2 ขวบเต็ม แต่หลังจาก 1 ขวบเป็นต้นไป คุณแม่ควรให้ลูกได้รับประทานอาหารอื่น ๆ บ้าง เพื่อให้เขาได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน เพราะถึงแม่ว่าน้ำนมแม่จะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของลูกน้อย แต่เด็กก็ควรได้รับสารอาหารอื่น ๆ นอกเหนือจากที่นมแม่ให้เขาด้วยนะคะ
5. การให้นมลูกในขณะหลับ
คุณแม่ที่ให้นมลูกด้วยตัวเองมักจะเลือกนอนกับลูก เพื่อเวลาที่ลูกตื่นมากลางดึกจะได้ดูดนมได้เลยทันที โดยสิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือ เปิดอกเอาไว้ให้พร้อม และจัดท่านอนอำนวยความสะดวกให้ลูกดื่มนมได้อย่างถนัด แต่ถ้าหากต่างคนต่างนอนดิ้นก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะสัญชาตญาณของคุณแม่ทุกคนจะเผลอนอนท่าที่ลูกไม่สามารถดื่มนมได้เพียงแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้น และอีกสักพักความห่วงกังวลถึงลูกน้อยก็จะร้องเตือนให้คุณแม่มีสติและจัดท่านอนเพื่อให้ลูกดื่มนมได้อย่างสะดวกอีกครั้งเองโดยธรรมชาติ
นมแม่เป็นอาหารหยดแรกที่ลูกจะได้ดื่มกิน แถมยังมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของลูกน้อยอย่างมากมายเลยทีเดียวนะคะ ดังนั้นหากคุณแม่สามารถให้นมลูกน้อยได้ด้วยตัวเองก็จะดีที่สุดเลย เขาจะได้มีพัฒนาการที่สมบูรณ์แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยต่าง ๆ ได้อย่างดี
29/04/2015
ลูกสาวฝาแฝดญี่ปุ่นสุดน่ารัก ภาพเซตนี้จัดให้โดยคุณพ่อ !
เซ็ตภาพลูกสาวแฝดญี่ปุ่นที่จัดให้โดยคุณพ่อ เห็นแล้วอยากกลับไปเป็นเด็กเลยเนอะ ดูสนุกกันทั้งคู่เลยเนอะ
เวลาเห็นเด็กน้อยสนุกสนานในอิริยาบถต่าง ๆ แล้วทำให้โลกดูสดใสและยิ้มตามไปได้เหมือนกันเนอะ ยิ่งเป็นเด็กที่แต่งตัวน่ารักและมีรอยยิ้มสดใสบริสุทธิ์ ยิ่งเป็นภาพที่น่าเก็บไว้เป็นอย่างยิ่ง เพราะหากเวลาเปลี่ยนผ่านไปแล้ว อาจจะไม่มีโมเม้นท์อย่างนี้ให้ได้เห็นอีกก็เป็นได้ ก็เหมือนกับคุณพ่อคนนี้ที่ถ่ายภาพลูกสาวฝาแฝดสุดน่ารักเอาไว้ เห็นแล้วอิจฉาคุณลูกเลยที่มีปะป๊าน่ารักขนาดนี้ ^_^
สำหรับภาพเซตนี้ทาง Boredpanda บอกว่าเป็นฝีมือของ อากิระ โอซาว่า (Akira Oozawa) คุณพ่อที่มีอาชีพกราฟฟิกดีไซเนอร์ เขาได้เก็บภาพน่ารัก ๆ ทุกอิริยาบถของลูกสาวฝาแฝดเอาไว้ ซึ่งดูเด็ก ๆ ก็สนุกสนานตามประสากันมาก แถมยังแอ็คท่า โพสท่ากันจัดเต็มสุด ๆ เลย เห็นแล้วโลกสดใสขึ้นเป็นกองเลยว่าไหมล่ะ
27/04/2015
วิจัยเผย สาวก้นใหญ่ ลูกที่เกิดมาจะฉลาด...
สาว ๆ หลายคนชอบบ่นว่าไม่อยากก้นใหญ่ เพราะมันทำให้เป็นจุดสังเกตหรือทำให้ดูอ้วนกว่าเดิม แต่บอกเลยนะว่าตอนนี้สาว ๆ ต่างประเทศเขานิยมก้นใหญ่ ๆ กันมากเลยแหละ เพราะมันดูเซ็กซี่กว่าก้นแบน ๆ แถมความจริงแล้วการที่มีก้นใหญ่ใส่กางเกงหรือกระโปรงก็ดูสวยกว่าคนก้นฟีบเยอะ ที่ยิ่งไปกว่านั้นมีงานวิจัยเปิดเผยว่า สาวก้นใหญ่จะมีลูกที่เกิดมาฉลาดสมองดีอีกด้วย
วันที่ 19 มกราคม 2015 เว็บไซต์เดลี่เมล มีรายงานว่า ปัญหาที่ผู้หญิงพบเจอกันมายาวนาน อย่างการที่ทำไมถึงลดไขมันได้ยากกว่าผู้ชายนั้น เป็นเพราะไขมันเหล่านั้นช่วยให้ทารกในครรภ์ฉลาดได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าไขมันที่ถูกกักเก็บอยู่ที่บั้นท้ายสำคัญต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อยผ่านทางน้ำนมนั่นเอง
ทั้งนี้ศาสตราจารย์ วิล ลาสเซค (Will Lassek) อธิบายว่า ไขมันในส่วนบั้นท้ายจะช่วยพัฒนาสมองของทารก และผู้หญิงต้องใช้ไขมันจำนวนมากในการสร้างระบบประสาท อีกทั้งไขมันในส่วนนี้ยังช่วยเพิ่ม DHA อันเป็นส่วนที่ทำให้ทารกฉลาดอีกด้วย ซึ่งผู้หญิงควรจะสะสมไขมันตรงส่วนนี้เอาไว้ เพื่อพัฒนาสมองของทารกจนกว่าเขาจะเกิดออกมา
นอกจากนี้เขายังกล่าวเพิ่มเติมในหนังสือ Why Women Need Fat อีกว่า เวลาที่แม่ให้นมทารกน้ำหนักตัวจะลดลงไปครึ่งกิโลกรัมต่อเดือน ฉะนั้นจึงบอกได้ว่าไขมันกับน้ำนมมีส่วนสัมพันธ์กันในการช่วยให้สมองของทารกดีและเป็นเด็กฉลาด
26/04/2015
พัฒนาการการแสดงออก อีกการเรียนรู้ที่ต้องฝึกฝน ...
มาดูเคล็ดลับที่ช่วยให้ลูกน้องแสดงออกทางอารมณ์ได้ดีกันดีกว่า
พัฒนาการ “การแสดงออก” อีกการเรียนรู้ที่ต้องฝึกฝน (modernmom)
เรื่อง : กิ่งกาญจน์ ศรีปริญญาศิลป์
เคยไหมคะที่รู้สึกว่า ลูกน้อยทำท่าทางเหมือนไม่สบายตัวแต่ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร หรือมีเรื่องไม่สบายใจ แต่ไม่ยอมพูด ทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจว่าจะแก้ไขให้ลูกกลับมาร่าเริงและสบายดีได้อย่างไร "พัฒนาการการแสดงออก" เป็นหนึ่งในเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าพัฒนาการในด้านอื่น ๆ เพราะการแสดงออกของเด็กนั้น เป็นตัวสะท้อนความสมบูรณ์ของสมองและเป็นตัวชี้วัดถึงความฉลาดทางอารมณ์
เดิมทีนั้นอาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กที่ว่า เด็กที่พูดมาก ร้องบ่อย เป็นเด็กเลี้ยงยาก แต่เด็กที่เรียบร้อย ไม่ค่อยพูดมักเข้าใจว่าเป็นเด็กที่สมบูรณ์ดี ทั้งที่จริงแล้วเด็กที่มีการแสดงออกอย่างสม่ำเสมอนั้นมีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพจิตที่ดี เนื่องจากมีการสื่อสารกับผู้ใหญ่ถึงความต้องการและได้รับการตอบสนองที่เหมาะสมต่างจากเด็กที่ไม่ค่อยแสดงออกที่เข้าใจได้ยากกว่าว่ากำลังรู้สึกอย่างไร การตอบสนองเด็กจึงยากไปด้วย แม้เด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการไม่เท่ากัน แต่โดยรวมแล้วเด็กทุกคนควรมีระดับการแสดงออกที่เหมาะสมตามวัย ทั้งด้านการพูด การส่งเสียง สีหน้าท่าทางและกิริยาทางร่างกาย คุณพ่อคุณแม่จึงควรปลูกฝังและกระตุ้นถึงวิธีการแสดงออกของความรู้สึกความต้องการ เพื่อนำไปสู่การตอบสนองที่ถูกต้อง ซึ่งเริ่มได้ตั้งแต่แรกเกิดเลยค่ะ
1-3 เดือนแรก แม้ร้องแค่ อือ..อา ก็มีความหมาย
คนส่วนใหญ่รับรู้ว่าการแสดงออกของลูกน้อยในช่วงแรกเกิดนั้น นอกจากร้องไห้แล้วจะเปล่งเสียงได้เพียงสั้น ๆ เช่นคำว่า อา อือ อู้ อี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าพัฒนาการต่าง ๆ ยังเติบโตไม่เต็มที่และไม่พร้อมที่จะสื่อสารกับพ่อแม่ด้วยการพูด เส้นเสียงของลูกน้อยยังไม่สมบูรณ์การขยับปากและลิ้นยังควบคุมไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการเปล่งเสียงและขยับตัวไปมานั้นก็มีความหมายอย่างมากระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันให้เกิดขึ้น การที่ลูกน้อยเปล่งเสียงออกมาได้ไม่ว่าจะมากหรือน้อย สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของระบบการออกเสียงที่ปกติ ส่วนการแสดงออกอื่น ๆ เช่น การเอียงคอ มองตาม การยิ้ม และตอบรับใด ๆ นั้นแสดงถึงกลไกการทำงานที่สำคัญ ได้แก่ ระบบการได้ยิน ระบบการแปลงข้อมูลในสมองที่ปกติ และสิ่งเร้าจากภายนอกที่มีอิทธิพลต่อเด็ก สิ่งเร้าที่ว่านี้ก็อย่างเช่น เสียงพูดของพ่อแม่เมื่อพูดแล้วจะเกิดคลื่นเสียงซึ่งเดินทางผ่านหูของลูกน้อยไปยังสมอง เกิดการแปลงข้อมูล และตีความกลับมาเป็นคำสั่งให้ร่างกายแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ขึ้นนั่นเอง
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่เริ่มต้นสื่อสารกับลูกทั้งโดยการพูด การร้องเพลง การเปิดเพลงให้ฟัง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการฝึกการแสดงออกของลูก เพราะหากไม่มีสิ่งเร้าภายนอกที่ว่านี้แล้วการแปลงข้อมูลในสมองและการพัฒนาระบบการได้ยินก็จะทำงานได้น้อยตามไปด้วย และลูกก็จะแสดงออกน้อยไปด้วยค่ะ
4-6 เดือน ตั้งใจฟังหน่อย หนูสื่อสารได้แล้วนะคะ
ช่วงเวลานี้เองที่คนมักกล่าวกันว่า เสียงหัวเราะของทารกคือเสียงที่ไพเราะที่สุดในโลก ไม่ใช่เพราะแค่ว่าเป็นเสียงที่บริสุทธิ์สดใสน่าฟังเท่านั้น แต่เสียงหัวเราะของทารกวัยนี้คือการบอกพ่อกับแม่ว่าหนูเริ่มมีความรู้สึกนึกคิดและต้องการแสดงออกแล้วนั่นเอง
การแสดงออกของเด็กในช่วงวัย 4-6 เดือนส่วนใหญ่ ได้แก่ การหัวเราะเสียงดัง การทำเสียงอืออาในลำคอ การแสดงสีหน้าที่พอดูได้ว่าพอใจหรือไม่ หากพอใจและมีความสุขก็จะยิ้มและมีแววตาเป็นประกายสดใส แต่หากไม่พอใจหรือโกรธก็จะทำหน้าบึ้ง บางครั้งเบะปากและมีแววตาฉงน ซึ่งการดีความกิริยาเหล่นี้ขึ้นอยู่กับการสังเกตของพ่อแม่ เพราะเด็กยังไม่สามารถพูดออกมาได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรกระตุ้นตอบสนองตามการสื่อสารของลูกเสมอ เช่น ช่วยเหลือดูแลเมื่อลูกงอแงไม่สบายตัว หยอกล้อให้ลูกอารมณ์ดีและหัวเราะบ่อย ๆ เล่นกับลูกเมื่อต้องการ และถามคำถามลูกเสมอ ๆ ว่าหิวหรือยัง ง่วงหรือเปล่า อยากเล่นหรือไม่ ขอให้จำเอาไว้ว่า เมื่อเด็กเข้าใจภาษาแล้วจึงจะสื่อสารกลับมา แต่หากไม่มีการกระตุ้นจากคนรอบข้างเด็กก็จะไม่สื่อสารกลับมาเช่นกันค่ะ
หัวใจสำคัญของการแสดงออกก็คือ ปล่อยให้ลูกได้แสดงอารมณ์ที่เขาต้องการ รับฟังทุกอารมณ์ของลูก และไม่บังคับให้ลูกทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับอารมณ์ เช่น บังคับให้เล่นในเวลาที่ลูกง่วง หรือบังคับให้ลูกนอนในเวลาที่ต้องการเล่นเพราะจะทำให้ลูกหงุดหงิดและมักแสดงออกถึงอารมณ์ในด้านลบอยู่เสมอ
7-9 เดือน วัยเลียนแบบ ศักยภาพที่รอวันแสดงออก
มีงานวัยหลายสำนักที่กล่าวกันว่าเด็กทารกสามารถจดจำและเรียนรู้คำศัพท์ที่ได้ยินแล้วตั้งแต่วัย 7 เดือน เพียงแต่ยังไม่สามารถตอบโต้ได้ออกมาเป็นคำศัพท์แบบเดียวกับที่ได้ยิน และเวลาพูดเด็กจะแสดงออกด้านอื่น ๆ แทน เช่น การแสดงสีหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น การเคลื่อนไหวที่มากขึ้น ความพยายามที่จะเปล่งเสียงเพื่อบอกความต้องการซึ่งจะดังกว่าเดิม ยาวกว่าเดิมและพูดจาซ้ำ ๆ ซึ่งหากสังเกตเราจะพบเสียงที่มีความสูงต่ำต่างกันหลายโทนเสียงมากขึ้น ไม่ใช่เสียงโทนเดียวเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วค่ะ
ลูกน้อยในวัยนี้มีความสนใจใคร่รู้รอบด้าน การแสดงออกอย่างสม่ำเสมอของคุณพ่อคุณแม่จะกลายเป็นแบบอย่างที่ดีมากในการแสดงออกของลูก ต้นแบบของการเลียนแบบอยู่ที่คนใกล้ชิด ซึ่งหากพ่อแม่แสดงอารมณ์โกรธ หงุดหงิดเป็นประจำก็จะส่งผลถึงบุคลิกนิสัยของลูกด้วย คุณพ่อคุณแม่จึงควรแสดงอารมณ์ทางบวกกับลูกอยู่เสมอผสมผสานกับการบอกเล่าสิ่งต่าง ๆ เช่น บอกกับลูกว่า "วันนี้อากาศสดใสมาก แม่ชอบจังเลย" พร้อมพาลูกออกไปชมวิวทิวทัศน์ข้างนอกอย่างสบายใจ หากจะปฏิเสธลูกก็ให้ส่ายหน้าและพูดเหตุผลกับลูกดี ๆ เช่น "วันนี้ฝนตก เราออกไปเดินเล่นไม่ได้นะ ไว้พรุ่งนี้แม่จะพาไปนะจ๊ะ" เป็นต้น การทำเช่นนี้เป็นประจำจะทำให้ลูกรู้วิธีแสดงออกที่สอดคล้องกับอารมณ์และสถานการณ์ พร้อมเรียนการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเองอีกด้วย
10-12 เดือน ได้เวลาแสดงตัวตน
สำหรับวัยนี้สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ฝึกฝนมาแต่ต้นจะเห็นผลได้ชัดเจนมากขึ้นแล้วค่ะ เพราะลูกน้อยจะรู้จักวิธีคิดและเลือกการแสดงออกที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนเองต้องการได้มากขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการยื่นแขนให้อุ้มเมื่อต้องการให้อุ้ม การอ้อนในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น หอมแก้มคุณพ่อคุณแม่ เข้ามาใกล้แล้วกอด ซบหน้ากับอก เมื่อต้องการความรักความอบอุ่นและรู้สึกสบายใจ บางครั้งจะเลือกหยิบของเล่นที่ชอบแล้วยื่นให้เป็นการบอกว่า เล่นสิ่งนี้กับหนูหน่อย พร้อมทั้งการใช้เลือกคำที่คิดว่าสื่อสารในสิ่งที่พ่อแม่เข้าใจ เช่น พูดว่า "หม่ำ ๆ" เมื่อหิว หรือพูดคำว่า "อุ้ม ๆ" เมื่ออยากออกไปเดินเล่น เป็นต้น
การแสดงออกที่ชัดเจนมากขึ้นในวัยนี้กำลังจะเป็นพื้นฐานบุคลิกนิสัยที่จะติดตัวเด็กต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะการแสดงออกของอารมณ์โกรธ กลัว โมโห ชอบใจ ซึ่งหากสังเกตให้ดีก็จะยิ่งเข้าใจนิสัยใจคอของลูกมากขึ้นเพื่อที่จะได้ส่งเสริมกิจกรรมที่ลูกชอบและทำได้ดี หรือแก้ไขพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสมได้ทันท่วงทีด้วยเช่นกัน ซึ่งเคล็ดลับที่ช่วยให้ลูกแสดงออกได้ดีคือ รับฟังลูก ให้เวลาและโอกาสในการแสดงออกอย่างอดทนและใจเย็นด้วยค่ะ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
34 หมู่บ้าน รัชธานี ลาดพร้าว 101 คลองจั่น บางกะปิ
Bangkok
10240