Kill Phys

Kill Phys

แชร์

รับติวฟิสิกส์-ดาราศาสตร์

30/05/2018

ย้อนรอยการสอบระดับอุดมศึกษาของประเทศเรา 😎

กลับไปก่อนปี 2504 การสอบเข้ามหาลัยของไทยยังเป็นการสอบที่แต่ละมหาวิทยาลัยจัดสอบของตัวเอง โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐ และไม่มีข้อสอบกลาง

============================
ปี 2504 หลายมหาลัยเริ่มการจัดทำข้อสอบกลางเพื่อความเป็นมาตรฐานมากขึ้น ภาครัฐยังคงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง

============================
ปี 2516 สิบสองปีต่อมา เกิดทบวงมหาวิทยาลัยขึ้น กำเนิด "เอนทรานซ์" อันเป็นระบบที่ใช้มายาวนานที่สุดของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยประเทศไทย
มีการสอบเพียงครั้งเดียวเฉพาะรายวิชาที่คณะต้องการ ไม่ใช้เกรด และเลือกได้ 4-6 อันดับ
จำนวนวิชาที่สอบได้มีมหาศาลมากกว่า 40 วิชา แต่ละวิชามีความจำเพาะมากๆต่อคณะที่เด็กต้องการจะเรียนต่อในมหาลัย
ระหว่างช่วง 2520 เป็นต้นมาการสอนพิเศษเริ่มเกิดขึ้นในกรุงเทพ
และราวๆ 2530 เป็นต้นมาเริ่มขยายตัวไปยังทั่วประเทศ

============================
ปี 2542 ปรับให้เอนทรานซ์ 2 ครั้งต่อปี เลือกคะแนนครั้งที่ดีที่สุดมาใช้ และนำเกรดเฉลี่ย 10% มาเป็นส่วนหนึ่งของคะแนน
เมื่อใช้เกรด ก็เริ่มมีการบังคับวุฒิม.6 ที่ใช้ในการสอบ เพื่อลดจำนวนเด็กที่สอบข้ามขั้น และต้องการให้เด็กตั้งใจเรียนในห้องเรียนไปด้วย
การสอนพิเศษเริ่มขยายลงไปสู่ระดับ ม.4-5 เพื่อเก็บเกรดในห้องเรียนด้วย

============================
ปี 2549
ประเทศไทยเปลี่ยนการสอบจากระบบเอนทรานซ์ซึ่งใช้มานานไปสู่ระบบแอดมิชชั่นระบบแรก 1.0 (ระบบ O-net/A-net)
และเริ่มการสอบวัดระดับ O-net ม.3
เพิ่มการใช้เกรดขึ้นไปอีกอยู่ที่ไม่เกิน 30%
ด้วยเป้าหมายที่จะลดการติวนอกห้องเรียน ให้นักเรียนให้ความสำคัญกับการเรียนกับครูในโรงเรียนมากขึ้นเพื่อทำเกรด

แทบจะทันทีระบบนี้ก่อปัญหาด้านความไม่สอดคล้องกันของวิชาที่ใช้สอบกับองค์ความรู้ที่จะใช้ในคณะตอนเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมา
เห็นได้ชัดที่สุดในวิชากลุ่มวิทยาศาสตร์ ที่รวมเอากลุ่มวิชาที่ใหญ่ที่สุดในหมวดวิทย์ซึ่งมีความแตกต่างทางด้านวิธีการเรียนรู้อย่างมากอัดมาให้เหลือแค่วิชาเดียว

มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเกิดปัญหาเด็กซิ่วมากเป็นประวัติศาสตร์เพราะได้เข้าไปในคณะที่ไม่ตรงกับความถนัดหรือความชอบ
ช่วงปี 2550-2553 เกิดการรับตรงมากขึ้นเพราะมาตรฐานการให้เกรดของแต่ละโรงเรียนแตกต่างกันมากจนมหาลัยหลายๆที่ไม่ไว้ใจระบบ
การสอนพิเศษขยายตัวอย่างมากลงไปถึงระดับมัธยมต้น เพราะการสอนในห้องเรียนสู้การเรียนพิเศษไม่ได้

============================
ปี 2553 เปลี่ยนไปสู่การใช้ระบบแอดมิชชันเวอร์ชั่น 2.0 (GAT/PAT)
เพิ่มการจัดสอบต่อปีเป็น 4 ครั้ง (53) 3 ครั้ง (54) และ 2 ครั้ง (55) เพื่อเพิ่มโอกาสให้เด็กแก้ตัวในการสอบมากขึ้น
ทางรัฐพยายามนำการรับตรงมหาลัย (ซึ่งผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเพราะคะแนนสอบไม่มีมาตรฐาน) มาจัดการโดยเปิดโอกาสให้มหาลัยต่างๆเปิดรับตรงของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง และเป็นการกระจายเด็กไปยังภูมิภาคต่างๆไม่ให้กระจุกตัวกันแต่ในกรุงเทพไปด้วย
เพิ่มการสอบ O-net ลงไปถึงระดับป.6
ลดการใช้เกรดลงเหลือ 20%

เกิดปัญหาการสอบซ้ำซ้อนและค่าใช้จ่ายในการสอบเพิ่มสูงมาก เพราะเด็กตระเวนสอบไปทั่ว ได้แค่ค่อยสละสิทธิ์ก็ไม่เสียหาย ถ้าไม่ใช่คณะที่ต้องการ

กลุ่มสายแพทย์เพิ่มการสอบ กสพท (7 วิชาสามัญ) เข้ามาเพราะยังคงไม่ไว้ใจระบบการสอบ ผลที่ได้คือภาระการสอบของเด็กเพิ่มขึ้นไปอีก
การสอนพิเศษขยายตัวมากที่สุดเท่าที่เคยมีกันมา ไปยังทุกกลุ่มวิชา ทุกระดับการศึกษา และทุกภูมิภาคของประเทศไทย

============================
ปี 2556 แอดมิชชั่น 3.0
รัฐดึง 7 วิชาสามัญมาเป็นระบบสอบตรงที่ใช้ข้อสอบกลาง
เกิดระบบเคลียร์ริง เฮาส์ (ตัดสิทธิ์สอบกลาง ถ้ารับตรงแล้ว) เพื่อป้องกันปัญหาการสอบซ้ำซ้อนจำนวนมากที่เกิดขึ้น
ปี 2558 เพิ่มวิชาสามัญเป็น 9 วิชา สำหรับเด็กที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์

ไม่มีปัญหาใดถูกแก้ไข มีแต่การสอบที่เพิ่มขึ้นและยังซ้ำซ้อนไม่เปลี่ยนแปลง
เคลียร์ริง เฮาส์ประสบความสำเร็จกับเด็กที่มีคณะ/มหาลัยในใจแล้วจริงๆเท่านั้น ยังเกิดการสละสิทธิ์และเวียนสอบเป็นปกติ

รัฐเริ่มทาบทามอาจารย์มหาวิทยามาช่วยในการออกข้อสอบ ก่อนจะยกเลิกการใช้ครูมัธยมไปเลย (อ้าว?)
ระดับข้อสอบเพิ่มความยากมากขึ้นและเปลี่ยนแปลงบ่อยขึ้น เพื่อลดความสำคัญของการเรียนพิเศษ
ผลที่ได้ออกมาตรงกันข้าม

============================
ปี 2561 แอดมิชชั่น 4.0 รัฐนำวิชาสามัญเข้าเป็นระบบสอบกลาง บังคับใช้ข้อสอบมาตรฐานเดียวกันในทุกคณะและทุกมหาลัยหลักๆทั่วประเทศ ลดจำนวนรอบการสอบลงเหลือรอบเดียวต่อปี
เปลี่ยนวิธีการรับเด็กเป็นหลายขั้นตอนเพื่อกรองเด็ก ซึ่งเป็นการถือกำเนิดของระบบ TCAS

อย่างที่เห็นๆกันตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์รองรับจำนวนเด็กได้ไม่พอ (ระบบล่ม)
ข้อกังขาในการรับรอบแรก ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการ "ใต้โต๊ะ" อย่างมากมาย
และการ "กันที่โดยไม่ได้ตั้งใจ" ในรอบ 3/1 ของเด็กที่ยื่นคะแนนติดหลายคณะ ซึ่่งทำให้ประมาณ 20-60% ของคณะโดยเฉลี่ย (มากคณะมากกว่านี้) เกิดที่ว่างขึ้น
ที่ว่างต้องไปถูกเติมในเคลียร์ริง เฮาส์ รอบ 3/2 หรือรอบต่อๆไปอีก ซึ่งทำให้เด็กหลายคนยังต้องนั่งกังวลและวิ่งวุ่นกับวันเวลา และเว็บที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ต่อกันไปอีกหลายเดือน

แน่นอน ปัญหาเก่าๆก็ดูจะเหมือนไม่ได้ถูกแก้อะไรเลย
การสอนพิเศษกลายเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ไปในระบบการศึกษาที่ภาครัฐพยายามจะเอาออกไปให้ได้เสียแล้ว
---------------------------------------------

จะเกิดอะไรขึ้นต่อกับระบบการสอบเข้าอุดมศึกษาของประเทศไทย?
ทำไมยิ่งมีการ "ปรับปรุง" ระบบเท่าไหร่ "ปัญหา" ยิ่งเกิดมากขึ้นทุกทีๆ

เรียบเรียงโดย: พี่เอ็ม Killphys

รู้มาถูกไหมเอ่ย? 16/06/2017

"ทุกๆความสูง 11 เมตร ความดันอากาศจะลดลง 1 มิลลิเมตรปรอท
และทุกๆ 27 มิลลิเมตรปรอทที่ลดลง จุดเดือดของน้ำจะลดลง 1 องศาเซลเซียส"
คำพูดนี้มีอยู่ตั้งแต่ในเนื้อหามัธยมต้น และในโจทย์มากมายหลายข้อ
เพียงแต่มันไม่ได้จริงไปเสียตลอดนี่น่ะสิครับ
เราทราบดีแล้วว่าที่ระดับน้ำทะเลบนโลก ความดันอากาศมีค่า 760mmHg
ถ้าทุกๆ 11 เมตรความดันลดลง 1mmHg จริงๆล่ะก็ ความดันนั้นจะเหลือ "ศูนย์" ที่ระยะ 760*11=8,360 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
ความดันเป็นศูนย์หมายถึงตรงนั้นเป็นอวกาศแล้วครับ ซึ่งจะหมายถึงที่ความสูงแค่ 8 กิโลเมตรเศษๆเป็นอวกาศแล้วหรือเปล่า?
ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ สูงจากระดับน้ำทะเล 8,848 เมตร และเครื่องบินโดยสารทั่วไปบินที่ความสูงกว่า 10 กิโลเมตร
นั่นคือยอดเขาเอเวอร์เรสต์อยู่ในอวกาศ และเครื่องบินก็บินอยู่ในอวกาศนั่นเอง!!!..แน่นอนว่ามันไม่ใช่ เพราะการคำนวณที่ว่านั้นไม่ถูกต้องนั่นเองครับ
แนวคิดนี้วางอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าความหนาแน่นอากาศทุกระดับความสูงมีค่าคงที่ รวมถึงค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วง (g) ก็คงที่ด้วย
ในความเป็นจริง ค่าความหนาแน่นของอากาศมีค่ามากที่ระดับน้ำทะเล (ประมาณ 1.29 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) และลงลงอย่างรวดเร็วเมื่อเพิ่มความสูงขึ้นไป
ที่ความสูง 6 กิโลเมตร อากาศมีความหนาแน่นเหลือแค่ครึ่งเดียวของที่ระดับน้ำทะเล
ที่ระดับยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ความหนาแน่นลดเหลือราวหนึ่งในสามของที่ระดับน้ำทะเล
ความดันอากาศ (นิ่งๆ) เกิดจากน้ำหนักอากาศที่กดทับลงมา เมื่อความหนาแน่นของอากาศลดลงอย่างรวดเร็ว น้ำหนักที่กดทับก็น้อยลงมากเทียบกับกรณีที่เราคิดว่าความหนาแน่นอากาศคงที่
หลักที่ว่าทุกๆ 11 เมตร ความดันลด 1mmHg จึงใช้ไม่ได้ที่ระดับสูงๆนั่นเอง
เอาจริงๆแค่ที่ระดับความสูงแค่ 1 กิโลเมตร (1,000 เมตร) การลดของความดันก็ไปอยู่ที่ประมาณ 12 เมตรต่อ 1 mmHg แล้วล่ะครับ
แนวคิดนี้จึงถือว่าแม่นยำแค่ในหลักร้อยเมตรหรือความสูงของตึกทั่วไปเท่านั้น เอาไปใช้กับภูเขาสูงๆยังไม่ได้เลย
นอกจากค่าความหนาแน่นที่ลดลงตามความสูงแล้ว ค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลกก็ลดลงเช่นกันครับ แต่การลดนั้นค่อนข้างน้อยมากจนเรื่องความหนาแน่นส่งผลกว่ามาก
ในทางอุตุนิยมวิทยาเราถือว่าบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกอยู่ที่ประมาณ 400 กิโลเมตร (ชั้นเทอร์โมสเฟียร์) ซึ่งไกลกว่าค่า 8 กิโลเมตรกว่าๆเยอะเลยทีเดียว
ส่วนทางดาราศาสตร์จะถือว่าที่ความสูงเกิน 100 กิโลเมตรเป็นอวกาศแล้ว เพราะที่ระดับนี้ความดันอากาศเหนือน้อยกว่าหนึ่งในพันของที่ผิวโลก น้อยพอจะเรียกว่าอวกาศได้แล้วครับ

#รู้มาถูกไหมเอ่ย #ความดัน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10330