WiseMath School
WiseMath: สถาบันสอนคณิตศาสตร์และการคิดวิเคราะห์
Tel: 02 863 8790
20/05/2019
สวัสดีค่ะวันนี้ Wisemath School มีบทความดีๆมาฝากลองไปดอ่านกันนะคะ
"สอนลูกอย่างไรให้เก่ง'' และ อย่างไรล่ะที่เรียกว่าเก่ง ตามมาอ่านกันเลยค่ะ นิยามศัพท์ คำว่าเก่ง ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน ปีพ.ศ. 2542 ให้คำนิยามดังนี้
เก่ง = สามารถในทางใดทางหนึ่ง เช่น เก่งคำนวณ เรียนเก่ง เป็นต้น
ฉลาด = เฉียบแหลม ไหวพริบดี ปัญญาดี
อัจฉริยะ = วิเศษอัศจรรย์ มีความรู้ความสามารถเกินกว่าระดับปกติความสามารถในการเรียนรู้ และปรับประยุกต์ประสบการณ์การเรียนรู้นั้นให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
หรือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับพัฒนาการของสมองในแต่ละช่วงอายุเด็กอาจจะเก่งในทุก ๆ ด้าน เก่งหลายด้าน หรือเก่งเพียงบางด้าน เช่น เก่งคำนวณ พูดเก่ง อ่านเขียนเก่ง เล่นกีฬาเก่ง เป็นผู้นำได้เก่ง หรือเก่งทางงานสร้างสรรค์ เช่น เล่นดนตรีเก่ง วาดรูปเก่ง แสดงเก่ง หรือทำงานประดิษฐ์ได้เก่ง
--> วิธีสังเกตได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็ก “เก่ง”
หากลูกแสดงออกถึงแววอัจฉริยะให้เห็นตั้งแต่เล็ก เช่นสามารถบอกโน้ตเปียโนได้ทันทีที่คุณแม่เล่นเปียโนให้ฟัง คุณแม่ก็พอจะบอกได้ว่าลูกน่าจะเก่งด้านดนตรี แต่
ส่วนใหญ่มักจะยากที่จะบอกได้ว่าเด็กจะเก่งหรือไม่ก่อนอายุ 2 ปี และมีถึง 3-5% จะเริ่มฉายแววเก่งเมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่
โดยทั่ว ๆ ไป หากลูกมีพฤติกรรมดังจะกล่าวต่อไปนี้ น่าจะบ่งบอกว่าเป็นเด็ก “เก่ง” เช่น
– มีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เร็วและมีความจำดี
– ชอบที่จะใช้ความคิด
– สนใจอยากรู้อยากเห็นอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
– แสดงความอยากรู้อยากเห็นด้วยความคิดที่ลึกซึ้งกว่าอายุ
– คอยถามโน่นถามนี่กับคุณแม่บ่อยๆ
– มีวุฒิภาวะดีกว่าเด็กอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน
– มีความสามารถในการใช้ภาษา ใช้คำศัพท์ต่างๆได้ดี และสนใจการอ่านหนังสือมาก ๆ
ถ้าลูกมีทักษะดังกล่าวข้างต้นอยู่หลายข้อ ควรปรึกษาคุณครูหรือกุมารแพทย์เพื่อจะได้พัฒนาความสามารถพิเศษของลูกได้อย่างเต็มที่ พ่อแม่ควรสังเกตและค้นหาศักยภาพในตัวลูกให้พบโดยการจัดกิจกรรมที่หลากหลายให้ลูกได้ลอง และสนับสนุนให้ลูกได้เรียนรู้ให้เต็มที่ตามความสนใจและความถนัดของลูกเด็กแต่ละคนมีความเก่งหรือมีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกันพอจะจำแนกได้ดังนี้
1.ด้านการใช้ภาษา : เด็กที่มีความสามารถด้านนี้มักจะสามารถพูดแสดงความคิดเห็นของตนได้ดี ใช้ภาษาและคำศัพท์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ชอบอ่าน ชอบเขียน และเล่าเรื่อง ชอบเล่นเกมทายคำ ท่องอาขยานหรือคำศัพท์ต่าง ๆ
2.ด้านการคิดเป็นเหตุเป็นผลและคณิตศาสตร์ : เด็กสามารถคิดคำนวณในใจได้อย่างรวดเร็ว ชอบหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ จัดสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบและแยกเป็น กลุ่ม ๆ คิดและทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ มักจะหาวิธีทำการทดลองเพื่อทดสอบข้อสังเกตและความคิดของตน ชอบเล่นเกมที่ต้องใช้กฎเกณฑ์ เหตุผลและวางแผน เช่น หมากรุก ฯลฯ สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างดี ชอบตั้งคำถามที่ลึกซึ้งกว่าวัย เช่น “เวลาคืออะไร”
3.ด้านมิติสัมพันธ์ รูปทรงและโครงสร้าง : เด็กจะรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของการจัดวางสิ่งของต่างๆ ได้ดี
4.ด้านดนตรี : มีความไวในการรับรู้เสียงต่าง ๆ สามารถจดจำเสียงเพลงหรือท่วงทำนองต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แสดงความสามารถพิเศษด้านดนตรีได้ตั้งแต่อายุยังน้อย สนใจที่จะฟังหรือเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ ในเด็กโตบางคนอาจจะต้องเปิดเพลงฟังตลอดเวลาในช่วงการอ่านหนังสือ
5.ด้านกีฬาและการเคลื่อนไหว : เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว ชอบออกกำลังกายมีทักษะทางการกีฬา มักจะอยู่ไม่นิ่ง ขยับเท้าหรือทำท่าเต้นไปตามจังหวะต่าง ๆ ได้ดี ชอบแสดงออก เต้น ปีนป่าย ผาดโผนได้อย่างแม่นยำ
6.ด้านการเข้าสังคมและการมีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น : เด็กมีทักษะในการพูดคุย โต้ตอบกับคนอื่นๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติและเหมาะสม รับรู้และเข้าใจได้ว่าคนอื่นๆ มีความคิดและมีคามรู้สึกอย่างไร ชอบที่จะอยู่ในกลุ่มคนเพื่อพูดคุย รับฟัง และแก้ปัญหาต่าง ๆ
7.ด้านความเชื่อมั่นตนเองและความเป็นตัวของตัวเอง รู้ว่าตนเองคือใครต้องการสิ่งใดในชีวิต มุ่งมั่นที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ตามเป้าหมายของตนโดยไม่ย่อท้อง่าย ๆ ดูเหมือนมีพลังพิเศษกับตัวเอง ชอบที่จะใช้เวลาอยู่คนเดียว คิดวิเคราะห์ และมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนเองตั้งใจไว้ บางครั้งอาจไม่ค่อยกังวลถึงความรู้สึกของคนอื่นหรือไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับตัวเขานัก
สอนอย่างไรให้ “เก่ง”โดยธรรมชาติเด็กทารกและเด็กเล็กจะมีแรงจูงใจจากภายในตัวเขาที่จะมีความสนใจ กระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ปฎิสัมพันธ์ของผู้เลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่มีต่อเด็กจะมีผลอย่างมากต่อการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต
พ่อแม่สามารถช่วยให้เด็กยังคงความกระตือรือร้น และสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากเรียนรู้ได้หลายวิธี โดยการจัดหาของเล่นหรือกิจกรรมที่หลากหลายที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ให้ได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างอิสระ ซึ่งการเล่นจะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ เป็นการเพิ่มประสบการณ์ให้กับตนเองอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่เครียด ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เด็กสร้างความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ด้วยตนเอง
ซึ่งการที่เด็กยังคงสามารถสร้างแรงจูงใจ มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ มุ่งมั่น มั่นใจในการจัดการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคได้ จะช่วยให้เด็กประสบผลสำเร็จในการเรียน และเป็นเด็ก “เก่ง” ได้ความหวังการให้คำชมเชย สติกเกอร์ หรือให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ จะเป็นแรงเสริมทางบวกให้เด็กอยากพยายามมากขึ้น การให้คำชม ควรทำอย่างเหมาะสมและเจาะจงกับงานที่เด็กได้พยายามทำ เช่น “วาดรูปเครื่องบินที่มีรายละเอียดมากขนาดนี้มันยากมากแต่ลูกก็พยายามวาดจนเสร็จ” จะเป็นการให้กำลังใจมากกว่าการพูดว่า “ลูกวาดรูปเก่ง” และไม่ควรชมพร่ำเพรื่อมากเกินไปในเด็กเล็ก ๆ นั้น ถ้าเด็กได้ลองพยายามทำในสิ่งที่ยากและท้าทายแล้ว ถึงแม้จะทำไม่เสร็จ แต่ได้พยายาม พ่อแม่ก็ควรชมเชยในความพยายามของลูกด้วยการจัดกิจกรรมและประสบการณ์ที่หลากหลายให้ลูกได้สัมผัส และให้ได้เลือกทำในสิ่งที่ชอบ เช่น อ่านหนังสือนิทานกับลูกให้ลูกได้ฝึกเล่าเรื่อง เล่นกีฬากับลูก หรือให้ลูกได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะ ดนตรี หรือธรรมชาติ ท่องเที่ยวไปตามที่ต่าง ๆ จึงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ค้นพบว่าลูกสนใจอะไร และมีความสามารถพิเศษด้านใด และหาทางสนับสนุนให้ได้สูงสุดตามศักยภาพของเขา โดยไม่บังคับหรือคาดคั้นให้ทำให้ได้มากอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการ เพราะการถูกบังคับหรือมีความเครียดจะสกัดกั้นการเรียนรู้ของเด็กส่วนในวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จในการเรียน หรือเรียนเก่ง เป็นผลสะสมระยะยาวจากการเลี้ยงดูในอดีตตั้งแต่เล็ก ๆ สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้มีการเรียนรู้ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน รวมกับระดับสติปัญญาของวัยรุ่น ความมั่นใจในความสามารถของตน ความต้องการที่จะสำเร็จ จะส่งผลให้วัยรุ่นสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษา
การเลี้ยงดูโดยการที่พ่อแม่ให้ความรักความอบอุ่นใกล้ชิด และมีการวางกฎแต่พอเหมาะพอควร มีความคาดหวังในการศึกษาของลูก มีการพูดคุยให้เหตุผล และให้วัยรุ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และพ่อแม่ก็มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องการศึกษาของลูกจะมีลูกที่สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปล่อยปละละเลยมากเกินไป หรือเข้มงวดมากเกินไป โอกาสที่ลูกจะ “เก่ง” หรือประสบผลสำเร็จทางการศึกษาก็มีน้อยกว่าในทางตรงกันข้าม ถ้าถูกเลี้ยงดูมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อ หรือไม่เปิดโอกาสให้ได้คิดได้เรียนรู้ ขาดแรงจูงใจ ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่พยายามสอนให้ลูก “เก่ง” ต้องไม่ลืมที่จะสอนให้ลูกได้มีความฉลาดทางอารมณ์ หรือมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) มีคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กันไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้ลูกนำความเก่งนั้นไปใช้ได้อย่างเหมาะสม และมีความสุข ความสำเร็จในอาชีพการงาน และการใช้ชีวิตในอนาคต ควรสอนให้ลูกได้มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักอดทนอดกลั้น มองโลกในแง่ดี มีความหวัง และมีการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม ซึ่งขึ้นกับการเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเด็กเป็นสำคัญ และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งคุณแม่สามารถช่วยได้โดยการเลี้ยงลูกด้วยความรัก ความเอาใจใส่ อบอุ่น ตอบสนองและเข้าใจ เห็นอกเห็นใจเด็กให้ความรู้สึกที่มั่นคงกับลูก พูดคุยและยิ้มกับลูกบ่อย ๆ ให้การตอบสนองในเชิงบวกต่อพฤติกรรมที่ดีของลูก มีกฎกติกา รู้จักยืดหยุ่น และคาดเดาได้ และพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุมและแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม เพราะเด็กจะเรียนรู้จากการกระทำของพ่อแม่ ซึ่งเขาเห็นเป็นประจำทุกวัน มากกว่าที่จะเรียนรู้จากคำพูดบอกกล่าวของพ่อแม่แต่เพียงอย่างเดียวนอกจากนั้นพ่อแม่ควรจะช่วยดูแลให้ลูกมีสุขภาพกายที่แข็งแรงและมีการเจริญเติบโตที่สมวัย เพื่อให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาและแสดงความเก่งได้อย่างเต็มที่ โรคทางกายที่เด็กมีต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอ พร้อมทั้งต้องให้ลูกได้รับ
เรา รู้จักอดทนอดกลั้น มองโลกในแง่ดี มีความหวัง และมีการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม ซึ่งขึ้นกับการเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเด็กเป็นสำคัญ และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งคุณแม่สามารถช่วยได้โดยการเลี้ยงลูกด้วยความรัก ความเอาใจใส่ อบอุ่น ตอบสนองและเข้าใจ เห็นอกเห็นใจเด็กให้ความรู้สึกที่มั่นคงกับลูก พูดคุยและยิ้มกับลูกบ่อย ๆ ให้การตอบสนองในเชิงบวกต่อพฤติกรรมที่ดีของลูก มีกฎกติกา รู้จักยืดหยุ่น และคาดเดาได้ และพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการควบคุมและแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม เพราะเด็กจะเรียนรู้จากการกระทำของพ่อแม่ ซึ่งเขาเห็นเป็นประจำทุกวัน มากกว่าที่จะเรียนรู้จากคำพูดบอกกล่าวของพ่อแม่แต่เพียงอย่างเดียว
นอกจากนั้นพ่อแม่ควรจะช่วยดูแลให้ลูกมีสุขภาพกายที่แข็งแรงและมีการเจริญเติบโตที่สมวัย เพื่อให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาและแสดงความเก่งได้อย่างเต็มที่ โรคทางกายที่เด็กมีต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอ พร้อมทั้งต้องให้ลูกได้รับ วัคซีนป้องกันโรคครบตามเกณฑ์ เพราะหากลูกเจ็บป่วยบ่อย ๆ เข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำจะทำให้ศักยภาพในการเรียนรู้ของลูกเสียไปโภชนาการที่เหมาะสมตามวัย จะช่วยให้ลูกมีการเจริญเติบโตตามเกณฑ์ พร้อมที่จะพัฒนาด้านต่างๆ โดยในเด็กวัยเตรียมอนุบาลควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นปีละ 2-2.5 กก. สูงขึ้นปีละ 6-8 ซม.เด็กวัยเรียนควรมีน้ำหนักขึ้นเฉลี่ยปีละ 3-3.5 กก. ส่วนสูงเพิ่มขึ้นปีละ 6 ซม.หรือคำนวณจากสูตรดังนี้เด็กอายุ 2-6 ปี น้ำหนัก (กก.) = (2 X อายุเป็นปี) + 8เช่น เด็กอายุ 5 ปี ควรน้ำหนัก = (2 X 5)+8 = 18 กก.
เด็กอายุ > 6 ปี–12 ปี น้ำหนัก (กก.) = {(7 X อายุเป็นปี) -5} /2เช่น เด็กอายุ 10 ปี ควรน้ำหนัก = {(7 X 10) -5} / 2
= {70-5} / 2
= {65 } / 2
= 32.5 กก.
เด็กอายุ 2-12 ปี ส่วนสูง (ซม.) = (6 X อายุเป็นปี) +77 เช่น เด็กอายุ 10 ปี ควรมีส่วนสูง = (6 X 10) +77
= 60+77 = 139 ซม.
หากคุณพ่อคุณแม่ดูแลให้ลูกมีการเจริญเติบโตสมวัย มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม สร้างแรงจูงใจต่อการเรียนรู้ของลูก พร้อมทั้งให้ความรักความอบอุ่น ความเอาใจใส่กับลูกแล้ว เชื่อแน่ว่าลูกต้องแสดงความ “เก่ง” ให้คุณสื่อสารกับคุณแม่ โดยการทำปากเปิดๆ ปิดๆ และยื่นลิ้นออกมา ทำทีเหมือนกับการพูด เมื่ออายุประมาณ 1 เดือน และเมื่ออายุประมาณ 3 เดือน ลูกจะแยกเสียงคุณแม่ ที่แสดงความรู้สึกดีใจ หรือเสียใจได้
การรับกลิ่น และการรับรสลูกมีประสาทรับกลิ่นที่ค่อนข้างไวมากตั้งแต่แรกเกิด ลูกจะจำกลิ่นน้ำนม ของคุณแม่ได้ และสามารถเรียนรู้กลิ่นกายของคุณพ่อได้ด้วย ถ้าลูกได้มีโอกาสใกล้ชิดกับคุณพ่อมากพอ ถ้าลูกได้กลิ่นเช่นกลิ่นแอมโมเนีย กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ลูกก็จะสามารถเบือนหน้าหนีได้ ตั้งแต่สัปดาห์แรกของชีวิตการมองเห็นในเวลาที่ว่าง ลูกจะทำการสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว ลูกจะมองจ้องดู สิ่งที่เคลื่อนไหวช้าๆ อยู่ตรงหน้า และบางครั้งจะทำท่าเหมือนกับว่า ลูกกำลังพยายามคว้าของเหล่านั้น ด้วยสายตา ดังนั้นเริ่มจากอายุ 2 อาทิตย์ขึ้นไป คุณแม่ควรให้ลูกได้มีโอกาส มองดูรอบๆ และให้วาง หรือห้อยแขวนสิ่งของ ที่มีสีสันสดใสข้างลูกในระยะห่างประมาณ 1 ฟุต เพื่อให้ลูกได้ฝึกการมอง และการกลอกตา จริงๆ แล้วหน้าของคุณแม่ จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นการมองของลูกได้เป็นอย่างดี เพราะสีที่ตัดกันของตาดำ ตาขาว ปากแดง ฟันขาว จะทำให้เด็กสนใจอยากมอง
การใช้กล้ามเนื้อคุณแม่สามารถสอนลูกให้เริ่มรู้จักการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในการสำรวจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบข้างได้ โดยการจับมือของลูก มาทำท่าเหมือนปรบมือเข้าด้วยกัน เอานิ้วมือคุณแม่แหย่ที่ฝ่ามือฝ่าเท้าของลูกเบาๆ ให้รู้สึกจักกะจี้บ้าง หรือการออกกำลัง แขนขาโดยการจับทำท่าต่างๆ อย่างนุ่มนวล ในช่วงที่กำลังสบายๆ หลังการป้อนนม หรือเปลี่ยนผ้าอ้อมพออายุได้ 3-4 เดือน ลูกจะเริ่มทำการสำรวจสิ่งต่างๆ โดยการใช้ปาก อะไรก็ตามที่คุณแม่เอาใส่ให้ในมือของลูก จะถูกนำเข้าปาก เพื่อการสำรวจก่อนเสมอ โดยการทำเช่นนี้ ลูกน้อยของคุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับรส อุณหภูมิร้อนเย็น ความอ่อนแข็ง และรูปทรงของสิ่งของต่างๆ ด้วยพออายุได้ 4 เดือนขึ้นไป ลูกน้อยเริ่มที่จะเรียนรู้คอนเซปต์ ของการกระทำและผลที่จะตามมา ลูกจะเริ่มรู้ว่า ถ้าขยับบางส่วนของร่างกาย จะมีบางอย่างที่น่าตื่นเต้นตามมา เช่น เมื่อขยับมือที่ถือกระดิ่งไปมา ลูกจะได้ยินเสียงกระดิ่ง หรือถ้าเอามือปัดโมบาย ที่แขวนอยู่ตรงหน้า โมบายจะหมุน โดยการได้เรียนรู้คอนเซปต์นี้ ทำให้ลูกสามารความจำของลูกก็พัฒนาได้เร็วพอๆ กับความสามารถในการเข้าใจสิ่งต่างๆ สิ่งหนึ่งที่คุณแม่สามารถช่วยฝึกสมาธิ และความจำของลูกคือ การเล่นและการทำซ้ำๆ เช่น การเล่นจ๊ะเอ๋ หรือ การร้องเพลงเด็ก เช่น “จับปูดำ ขยำปูนา” ซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อลูกเกิดความคุ้นเคย กับสิ่งเหล่านี้แล้วก็จะสามารถใส่ใจ กับคำที่ใช้ในเพลง หรือท่าทางที่คุณแม่ทำให้ดู และเริ่มทำตามได้อย่างสนุกส การแสดงท่าทาง ที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ที่เริ่มให้ลูกได้สัมผัสเรียนรู้ โดยการใช้น้ำเสียง และกริยาท่าทาง ที่เหมาะสม จะช่วยลูกในการแยกแยะสิ่งต่างๆ ออกจากกัน และช่วยในการเรียนรู้ของลูก ได้อย่างรวดเร็ว เช่น คุณแม่อาจพูดกับลูกว่า “ดูนี่ซิคะ ดอกไม้แดง ซ้วย สวย กลิ่นห้อม หอม” และทำท่าดมดอกไม้นี้ ให้ลูกดู ไม่นานต่อมา ลูกก็จะเริ่มทำท่าดมดอกไม้อื่นๆ ที่เธอเห็นด้วย หรือคุณแม่อาจทำท่า ขยับแขนแบบนกบิน พร้อมๆ กับพูดว่า “นั่นนก นกบิน บินน….” เมื่อลูกเห็นนกมาเกาะที่หน้าต่าง ซึ่งต่อมาลูกก็จะเริ่มทำท่า ขยับแขนขึ้นลงแบบนก เมื่อเธอได้เห็นนกอีกเมื่ออายุได้ประมาณ 10 เดือน ลูกจะเริ่มมีความจำ และความเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง ที่จะช่วยแยกแยะลักษณะเฉพาะ ของของแต่ละสิ่ง ที่มีความแตกต่างกัน ลูกจะเริ่มแยกแยะได้ว่า เจ้าตัวขนยาวๆ ที่เดินไปมาในบ้านนี้ คือแมว และแมวชอบร้องเหมียวๆ ขณะที่ตัวที่มีขนเกรียน อยู่นอกบ้าน และชอบเห่าเสียงโฮ่งๆ คือหมา การที่คุณแม่เล่นในขณะที่ลูกเริ่มมีคอนเซปต์ ของการเป็นตัวเธอเองนั้น เธอก็กำลังเริ่มเข้าใจบทบาท และความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่กับตัวของเธอได้ดีขึ้น และการที่คุณแม่ตอบสนอง และให้ความรัก และทะนุถนอมต่อกริยาต่างๆ ที่ลูกแสดงออกอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ลูกได้รับความรู้สึกว่า ตนเองเป็นที่รัก และมีความสำคัญ เป็นคนที่มีคุณค่า ซึ่งจะช่วยให้ลูกมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และมีความเป็นตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในการพัฒนาการของเด็ก ที่ได้แนะนำมาทั้งหมดนี้ ยังอาจไม่สมบูรณ์ และไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณแม่คุณพ่อได้ทำตามแล้ว จะทำให้ลูกอันเป็นที่รักยิ่งของเราเป็นเด็กเก่งได้ในชั่วข้ามคืน เพราะการอบรมเลี้ยงดูลูกนั้น ต้องอาศัยปัจจัย และตัวแปรอีกหลายอย่างมาประกอบ แต่ก็เชื่อแน่ว่า ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ อย่างที่มีเหตุผลที่คุณพ่อและคุณแม่ ให้แก่ลูก จะทำให้ลูกของเราได้เจริญเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และถ้าลูกมีความสามารถ ที่จะเป็นอัจฉริยะได้ เขาก็ได้มีโอกาสที่จะแสดงให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ว่า เขานั่นแหละคืออัจฉริยะตัวจริง ที่คุณพ่อคุณแม่ได้พยายามฟูมฟักมาตั้งแต่แรกเกิดนั่นเองสำหรับตอนนี้ ก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่ที่ติดตามอ่านมาถึงบรรทัดนี้ ได้แง่คิดและได้ประสบความสำเร็จ ในการดูแลลูกน้อยได้อย่างที่ตั้งใจไว้ อย่างน้อยก็ขอให้ยึดคติที่ว่า “การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วกว่าครึ่ง”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์
11/08/2018
Wisemath School มีความประสงค์ขอแจ้ง ปิดทำการเรียนการสอนในวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2561 เนื่องจากเป็นวันแม่แห่งชาติและเปิดทำการตามปกติ ในวันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2561 จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอบคุณค่ะ
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
The Circle Ratchapruk (Education Zone)
Bangkok
10170