MAIR Chula

MAIR Chula

แชร์

เพจนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

18/05/2026

“การดูแลเป็นภาระโหดที่ไม่มีใครสามารถทำได้ตามลำพังเลย และผู้ให้การดูแลก็ยังอายุน้อยลงเรื่อยๆ ด้วย”
ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยประชากรสูงอายุ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ และมีอัตราการเกิดต่ำติดอันดับโลก ในสังคมที่คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก และสังคมที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐาน ตั้งแต่ลืมตาดูโลก เติบโต แก่ชรา ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต คำถามสำคัญคือเรื่องของ ‘การดูแล’
ชวนอ่านสรุปความจากงานเปิดตัวหนังสือ ‘บ้านนี้ไม่มีรัก: วิกฤตการดูแล การล้มล้างระบบครอบครัว และ Birthcare Center’ หนังสือเล่มล่าสุดของ สรวิศ ชัยนาม ที่พยายามทลายมายาคติของครอบครัวแสนอบอุ่น เพื่อเผยให้เห็นภาระงานดูแลอันหนักอึ้ง พร้อมจุดประเด็นข้อเสนอว่าด้วยการ ‘ล้มล้างระบบครอบครัว’ เพื่อเปลี่ยนให้การดูแลชีวิตกลายเป็นเรื่องของสังคม ไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/crisis-of-care-and-family-abolition/
🎙️ สรวิศ ชัยนาม อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือ ‘บ้านนี้ไม่มีรัก’

“ทุนนิยมเป็นระบบที่ไม่ได้แยแสเรื่องการผลิตซ้ำทางสังคม (social reproduction) หรือไม่ได้แยแสเรื่องการสร้างคนเลย”

“นอกจากไม่ได้แยแสเรื่องการผลิตซ้ำทางสังคมแล้ว ทุนนิยมยังทอดทิ้งให้เราดูแลกันเอง แต่กลับหวังประโยชน์จากการผลิตซ้ำทางสังคม และอีกด้านหนึ่งยังหาประโยชน์ด้วยการสร้างกำไรจากงานบริการดูแลได้เช่นเดียวกัน”

"เราไม่สามารถล้มล้างทุนนิยมได้ ถ้าไม่ล้มล้างระบบครอบครัว เพราะระบบครอบครัวเดี่ยวที่เราใช้อยู่ มันค้ำยันทุนนิยม มันจำกัดการดูแลให้กลายเป็นเรื่องของใครของมัน จึงไม่สามารถทำให้เราจินตนาการถึงการจัดระบบการผลิตซ้ำทางสังคมที่แตกต่างไปจากที่เป็นอยู่ได้"

“แม้รูปแบบของครอบครัวจะถูกทำลายไป แต่เราจะเก็บรักษาการดูแลและความรักนี้ไว้ โดยยกระดับให้ขยายวงออกไปเป็นเรื่องของสังคม เป็นเรื่องของส่วนรวม การดูแลจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในครอบครัวของใครของมันเท่านั้น แต่จะเป็นเรื่องของเราทุกคน เป็นเรื่องของทรัพยากรทางสังคม”
เรื่อง: ณัชชา สินคีรี
ภาพประกอบ: พิรุฬพร นามมูลน้อย

15/05/2026

ไพ่ของทรัมป์ vs เมนูสำหรับสี ไต้หวันมองการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ อย่างไร?

ในการประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐอเมริกา ทั่วโลกต่างจับตาดูการเจรจาของสองมหาอำนาจที่จะกำหนดทิศทางโลก โดยเฉพาะชะตากรรมของ ‘ไต้หวัน’ ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะสถานะ ‘เมนู’ บนโต๊ะเจรจา ไม่ใช่ ‘ผู้ร่วมโต๊ะ’ ที่มีสิทธิมีเสียงคัดค้านการตัดสินใจของมหาอำนาจ

สำหรับรัฐบาลปักกิ่งภายใต้สีจิ้นผิง ไต้หวันเปรียบเสมือน ‘เพชรเม็ดงาม’ ที่หลุดมือไป และต้องเอาคืนกลับมาด้วยการรวมชาติ ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ผูกติดอยู่กับความชอบธรรมและอำนาจทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์

ทว่าในสายตาของฝั่งสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็มองไต้หวันเป็น ‘ไพ่ต่อรอง’ ที่พร้อมจะนำไปวางเดิมพันเพื่อแลกกับผลประโยชน์จากจีน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาสงครามอิหร่าน ไปนถึงการขอเปิดโควตานำเข้าแร่หายากมาผลิตอาวุธ

ทำไมไต้หวันจึงเป็นวาระอันดับหนึ่งที่จีนยอมทุ่มหมดหน้าตัก แล้วไต้หวันมองการเจรจาครั้งนี้อย่างไร THE STANDARD สัมภาษณ์ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS Thailand) และอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศจีนและเอเชียตะวันออก เพื่อหาคำตอบจากบทสรุปในการประชุมสุดยอดนี้

🔴 สหรัฐฯ และทรัมป์มองไต้หวันอย่างไร

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน ไม่ได้ให้ความสำคัญกับไต้หวันหรือเอเชีย-แปซิฟิกในแง่อุดมการณ์ หากเทียบกับผู้นำคนก่อนหน้านี้ โดยขยายความว่า ทรัมป์ไม่ได้มองไต้หวันว่า เป็นพันธมิตรประชาธิปไตยที่ต้องปกป้อง แต่เปรียบเสมือน ‘ไพ่ใบสำคัญ’ ที่สหรัฐฯ จะใช้ต่อรองกับจีน โดยเฉพาะผ่านการใช้เรื่องการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศจีนเชื่อว่า สหรัฐฯ จะไม่ถึงขั้น ‘เท’ ไต้หวันแบบหมดหน้าตัก แม้ทรัมป์จะเป็นผู้นำที่คาดเดาได้ยากและพร้อมนำไต้หวันไปต่อรอง แต่สหรัฐฯ คงจะไม่ยอมทิ้งไต้หวัน 100% เพราะจะสูญเสีย ‘อำนาจต่อรอง’ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ในการแข่งขันกับจีนในภูมิภาคนี้

🔴 ทำไมไต้หวันเป็นวาระสำคัญสำหรับจีนในการประชุมสุดยอด

ในช่วงที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศวิเคราะห์ตรงกันว่า ไต้หวันคือเป้าหมายสูงสุดบนโต๊ะเจรจาสำหรับสี โดยเมื่อวานนี้ (14 พฤษภาคม) ผู้นำจีนกล่าวกับทรัมป์อย่างตรงไปตรงมาว่า หากทั้งสองประเทศมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องไต้หวัน ก็อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่

สำหรับประเด็นดังกล่าว ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์มองว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยให้เหตุผลประกอบ 5 ข้อ ทำไมจีนจึงให้ความสำคัญกับไต้หวันเป็นอย่างมากในการประชุมสุดยอดครั้งนี้

1.ความชอบธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy) - ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์อธิบายว่า ไต้หวันคือเป้าหมายสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปัจจุบัน ภายใต้ยุทธศาสตร์ China Dream หรือการรวมชาติจีนให้สำเร็จภายในปี 2049 โดยไต้หวันถูกมองว่า เป็นเพชรเม็ดงามบนแหวนที่หายไป

ผู้เชี่ยวชาญการเมืองจีนอธิบายว่า อธิปไตยเหนือไต้หวันเป็นเรื่องที่ผูกติดอำนาจและความชอบธรรมทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ หากผู้นำรวมชาติกับไต้หวันไม่สำเร็จ จะนำไปสู่การกระทบต่อความเชื่อมั่นและความชอบธรรมในการปกครองประเทศ

2. ยุทธศาสตร์ First Island Chain - ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า ไต้หวันคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญในห่วงโซ่แนวเกาะชั้นแรกสำหรับจีน นับตั้งแต่ญี่ปุ่นจนถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ถือเป็นแนวป้องกันด้านความมั่นคงและฐานอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเซียแปซิฟิก

การครอบครองไต้หวันจะทำให้จีนสามารถเจาะวงล้อมนี้ได้ และแผ่อิทธิพลทางทะเลในแปซิฟิกตะวันตกได้ง่ายมากขึ้น ทั้งในการควบคุมเส้นทางการเดินเรือและการทหาร

3. ไต้หวันคือ ‘กระจกสะท้อน’ ขั้วตรงข้ามของจีน - ผศ.ดร. พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า ปัจจัยนี้ก็เชื่อมโยงกับความชอบธรรมทางการเมือง เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนมักใช้วาทกรรมในทางการเมืองว่า ตนเป็นผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้จีนยุคใหม่ที่เห็นในปัจจุบัน

แต่ในทางตรงกันข้าม ไต้หวันเป็น ‘กระจกสะท้อน’ ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ไทเปก็สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสร้างความก้าวหน้าให้กับชาติได้จนก้าวเป็นหนึ่งในเสือแห่งเอเชียได้พร้อมกับการพัฒนาประชาธิปไตย สิ่งนี้บั่นทอนวาทกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์ที่พยายามสร้างภาพลักษณ์มาตลอดว่า พรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้นที่สามารถนำประชาชาติจีนให้ก้าวหน้าได้

4. อำนาจต่อรองทางเทคโนโลยี - ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์อธิบายว่า ไต้หวันคือหนึ่งในผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก การได้ครอบครองไต้หวันจึงเปรียบเสมือนกับการได้ครอบครองเทคโนโลยีขั้นสูงนี้มาเป็นของตนเองด้วย นั่นหมายความว่า หากจีนไม่สามารถครอบครองไต้หวันได้ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว อาจไม่มีศักยภาพมากพอในการแข่งขันกับสหรัฐฯ ได้

5. ไต้หวันคือเครื่องมือเบี่ยงเบนความสนใจปัญหาภายในประเทศ - ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของจีนไม่ได้เติบโตในระดับสูงถึงระดับ 8-10% เหมือนในอดีตอีกต่อไป ฉะนั้น รัฐบาลจีนจึงพยายามหยิบยกประเด็นทางการเมืองมาสร้างผลงานเพื่อรักษาความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์

การหยิบประเด็นรวมชาติกับไต้หวันจึงกลายเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนสำหรับประเทศ ถือเป็นการช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่เกิดจากความไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตได้เหมือนเดิม

🔴 ไต้หวันมองประชุมสุดยอดสหรัฐฯ - จีนอย่างไร

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า ไต้หวันมองการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ไปในทิศทางเดียวกัน คือ กังวลและไม่สบายใจ แต่มีการแสดงออกที่แตกต่างกันออกไปใน 2 ระดับ คือ ในหน้าสาธารณชนและในแวดวงรัฐบาลหรือกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย

ในการสื่อสารกับสาธารณชน รัฐบาลไต้หวันภายใต้พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party: DPP) พยายามสื่อสารในเชิงบวก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่า สหรัฐฯ จะยังคงมีพันธะผูกพันในการช่วยเหลือไทเปผ่านกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน (Taiwan Relations Act) หรือข้อตกลงการขายอาวุธยุทโธปกรณ์

แต่ในวงรัฐบาลและความรู้สึกของผู้กำหนดนโยบาย รัฐบาลไต้หวันมีความกังวลมาก โดยก่อนหน้านี้ อู๋ จื้อจง รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน เคยให้สัมภาษณ์ผ่าน Bloomberg ว่า ไทเปกลัวจะกลายเป็น ‘เหยื่อ’ หรือ ‘เมนู’ บนโต๊ะเจรจาระหว่างทรัมป์กับสี

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ระบุว่า ความกังวลนี้มีที่มาที่ไป เพราะทรัมป์เคยสั่งเลื่อนการขายอาวุธไต้หวันมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ปลายปี 2025 จนถึงต้นปี 2026 ซึ่งบั่นทอนขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของไต้หวันโดยตรง

ผู้เชี่ยวชาญการเมืองเอเชียตะวันออกยังย้ำว่า ความรู้สึกกังวลต่อการประชุมสุดยอดครั้งนี้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายในไต้หวัน ถือเป็น ‘ฉันทมติ’ (Consensus) ในสังคมร่วมกัน ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายค้านอย่างพรรคก๊กมินตั๋ง

อาจารย์ขยายความว่า แม้ เจิ้งลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง เพิ่งเดินทางไปเยือนจีนและพบปะกับสีในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่พรรคไม่ได้มีจุดยืนรวมชาติกับจีน แค่มองวิธีจัดการปัญหาคนละแบบกับพรรค DPP คือ ไม่เอาแนวทางสุดโต่ง เน้นการประนีประนอมเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่

“สิ่งที่พรรคก๊กมินตั๋งทำในการเมือง เช่น บล็อกการขอเพิ่มงบการทหารเพื่อซื้ออาวุธ หรือไปเยือนจีน นั่นก็เป็นการแสดงออกที่จะเล่นเกมทางการเมืองให้ปักกิ่งเห็นว่า ก๊กมินตั๋งมีความจริงใจในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองช่องแคบ”

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์เสริมว่า ภายในพรรคก๊กมินตั๋งก็ยังมีความกังวลกับจีนอยู่ แม้แต่ตอนที่ประธานพรรคไปพบกับสี แม้จะไม่ได้พูดถึงการรวมชาติ แต่ก็กลัวว่า จีนจะฉวยโอกาสสร้างชุดความคิดเพื่อโฆษณาชวนเชื่อว่า ไต้หวันมีกลุ่มคนที่ต้องการรวมชาติกับจีน

ผู้อำนวยการ ISIS ยังวิเคราะห์ต่อว่า วิธีการรับมือของพรรคก๊กมินตั๋งต่อจีนแผ่นดินใหญ่ ถือเป็นการเดินเกมล่วงหน้าเพื่อรับมือกับการเลือกตั้งระดับชาติในปี 2028 เช่น หากเกิดสถานการณ์ตึงเครียด หรือคนไต้หวันกังวลว่าจะเกิดสงคราม พรรคก๊กมินตั๋งก็สามารถใช้โอกาสนี้ซื้อใจประชาชนผ่านนโยบายสันติได้

🔴 มองภาพรวมประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ อะไรคือชัยชนะของแต่ละฝ่าย

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์มองว่า สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการได้จากการประชุมสุดยอดครั้งนี้ คือ ผลงานสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอมในปลายปี 2026 เพราะขณะนี้ ทรัมป์กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองจากปัญหาสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ โดยอาจขอให้จีนเป็นคนกลางช่วยในการเจรจายุติสงครามในครั้งนี้

นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจต้องการฟื้นฟูประเด็นการนำเข้าแร่หายาก เพราะมีความจำเป็นต้องนำแร่ดังกล่าวกลับไปผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งได้จำกัดโควตาการเข้าถึงและไม่ยอมขายให้สหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่ออุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ เอง ทรัมป์จึงอาจต้องการต่อรองเพื่อเปิดโอกาสให้จีนกลับมาส่งออกแร่หายากอีกครั้ง

ส่วนชัยชนะสำหรับจีน อาจารย์มองว่า ไต้หวันคือเป้าหมายสำคัญที่สีต้องการบรรลุมากที่สุดเพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทรัมป์มีจุดอ่อนให้ทางการจีนเห็นอย่างชัดเจน คือ การติดบ่วงสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้ปักกิ่งใช้โอกาสนี้ในการเจรจาต่อรองเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่างเพื่อแลกกับเรื่องไต้หวัน

ดังนั้น ชัยชนะทางยุทธศาสตร์สำหรับจีนในเรื่องไต้หวัน จึงเป็น ‘Win-Set’ ที่สำคัญที่สุดของสี ซึ่งจะนำไปประกาศได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจและกำแพงภาษีอาจเป็นวาระรองลงมา โดย ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ให้เหตุผลว่า ผลกระทบทางภาษีไม่ได้รุนแรงจนทำให้เศรษฐกิจจีนล่มจม ประกอบกับหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 จีนได้ปรับตัวมาพึ่งพาตลาดภายในประเทศ (Internal Circulation) มากขึ้น และเลี่ยงไปใช้วิธีส่งออกผ่านภูมิภาคอื่นอย่างอาเซียนแทน

อย่างไรก็ตาม การเจรจาหาทางออกในประเด็นเศรษฐกิจยังมีความสำคัญในระยะยาวสำหรับจีน หากพิจารณาตัวเลขการเติบโตที่ลดลง และการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น เพราะในที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ก็อาจย้อนกลับมากระทบต่อความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์เองด้วยเช่นกัน

🔴 อาเซียน-ไทย ต้องมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ และจีนหันมาเจรจากันโดยตรงแบบทวิภาคีมากขึ้น แต่ประเด็นที่เกี่ยวกับชาติในอาเซียนไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจา ดังนั้น แนวคิด ‘ความเป็นแกนกลางของอาเซียน’ (ASEAN Centrality) ที่อาเซียนพยายามสนับสนุนให้ชาติต่างๆ ในภูมิภาคยึดถือ อาจถูกละเลยและกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกลุ่มในภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน

เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ในวาระการประชุม ไต้หวันกลายเป็นประเด็นหลัก แต่ปัญหาทะเลจีนใต้ที่เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับเกาะไต้หวัน กลับไม่ได้ถูกหยิบยกมาคุยกันในครั้งนี้ เพราะทรัมป์ไม่สนใจความมั่นคงทางทะเลเทียบเท่ากับดีลธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของภูมิภาค

อาจารย์ยังมองสถานการณ์ในระยะยาวไปอีกว่า หากสหรัฐฯ ยอมอ่อนข้อให้จีนในเรื่องไต้หวัน จะทำให้ปักกิ่งมีแต้มต่อในการแผ่อิทธิพลทางทะเลมาสู่ทะเลจีนใต้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งหากวัดจากชายฝั่งไต้หวันมายังฟิลิปปินส์ ก็มีระยะทางเพียงไม่ถึง 200 กิโลเมตร

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์มองว่า สิ่งที่อาเซียนและไทยต้องทำเพื่อรับมือสถานการณ์ คือ ต้องบริหารความเสี่ยงและรักษาสมดุล (Hedging) ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนให้เหมาะสม ขณะที่ต้องสานความสัมพันธ์กับชาติอื่นๆ ให้มีความหลากหลายและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และประเทศในยุโรป เพื่อสร้างทางเลือกสำรองเหมือนสหภาพยุโรป (EU) กำลังปรับตัวในขณะนี้ เมื่อต้องเผชิญกับสหรัฐฯ ที่ไม่สามารถรับประกันหลักความมั่นคงให้ได้เหมือนในอดีต

ภาพ: Evan Vucci / Reuters & jamesonwu1972 / Shutterstock

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง มหาวิทยาลัย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่อยู่


Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 16:00