Kids Can Do Chiang Rai
autism, autistic, occupation therapy, special education, special child, ออทิสติก, ?
18/02/2026
📖 ความแตกต่างระหว่างการ "เล่า" กับการ "อ่าน" นิทาน
—
พ่อแม่หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อเราสามารถเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ลูกฟังปากเปล่าได้ ทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงยังย้ำนักย้ำหนาให้เราหยิบหนังสือขึ้นมา "อ่าน" ให้เด็กฟัง? ทั้งที่ดูผ่านๆ กิจกรรมทั้งสองอย่างนี้แทบไม่ต่างกัน เพราะปลายทางคือลูกมีความสุข และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก
แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่สมองของเด็กจะได้รับจาก “การเล่านิทาน” และ “การอ่านนิทาน” มีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งในแง่ของพัฒนาการทางสมอง และคลังคำศัพท์ของเด็ก
📚 ความแตกต่างที่ 1: คลังคำศัพท์ คือยานพาหนะของความคิด
ในชีวิตประจำวัน มนุษย์เราพูดคุยกันด้วยคำศัพท์วนเวียนอยู่เพียงประมาณ 5,000 คำ หากเราใช้วิธี "เล่านิทานปากเปล่า" เด็กก็จะมีคลังคำจำกัดอยู่เท่าที่พ่อแม่มีใช้ เปรียบเหมือนมีพจนานุกรมเล่มเล็กๆ ในหัว ในขณะที่ "กาาอ่านจากหนังสือ" งานวิจัยระบุว่า การอ่านนิทานก่อนนอนช่วยสร้างคลังคำได้ถึง 10,000 คำ และเมื่อเด็กโตพอจะอ่านเองได้ คลังคำจะเพิ่มเป็น 20,000 คำ หรือมากกว่านั้น
🚀 ทำไมคำศัพท์ถึงสำคัญ?
เพราะคำศัพท์คือ "ยานพาหนะของความคิด"
สมองคนเราพัฒนาตามการกระทำ การกระทำพัฒนาตามความคิด และความคิดจะไปได้ไกลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับคำศัพท์ที่มี เด็กที่มีคลังคำมากจะมองเห็นโลกกว้างกว่า เข้าใจทั้งรูปธรรมและนามธรรม คิดยืดหยุ่น และคิดนอกกรอบได้ดีกว่า เพราะมีคำศัพท์พาความคิดแล่นออกไปสู่จินตนาการ
🧠 ความแตกต่างที่ 2: การทำงานของสมองและระบบสัญลักษณ์
การเล่าปากเปล่าอาจได้เรื่องสายสัมพันธ์ แต่การอ่านหนังสือภาพให้ฟัง เด็กจะได้ฝึกสมองในส่วนของ "การถอดรหัส" อย่างเต็มที่
ขณะที่อ่าน เด็กไม่ได้แค่ฟังเสียง แต่ตายังมองเห็นภาพและเส้นสายต่างๆ บนหน้ากระดาษ สมองจะทำการเปลี่ยนเส้นสายเหล่านั้นให้มีความหมาย (Symbolization) สร้างความสัมพันธ์ระหว่างรูปภาพกับที่ว่าง (Spatial relation) และมิติของเวลา หน้ากระดาษหนึ่งหน้าคือโลกทั้งใบที่เด็กต้องประมวลผล ซึ่งทักษะนี้สำคัญมากต่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์และการอ่านเขียนในอนาคต
💭 ความแตกต่างที่ 3: ความจำใช้งาน (Working Memory) และความเข้าใจผู้อื่น
การเล่าเรื่องปากเปล่ามักมีความยืดหยุ่นสูง ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ แต่การ "อ่านวรรณกรรมหรือนิทานยาวๆ" ที่มีเนื้อหาต่อเนื่องกันเป็นหน้าๆ หรือเป็นบท บังคับให้สมองเด็กต้องจดจ่อและจดจำเรื่องราวก่อนหน้าเพื่อเชื่อมโยงกับหน้าถัดไป กระบวนการนี้ช่วยฝึก "ความจำใช้งาน" (Working Memory) ได้เข้มข้นกว่า และยังช่วยพัฒนาความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น (Empathy) ได้ลึกซึ้งกว่า เพราะต้องติดตามความคิดและความรู้สึกของตัวละครอย่างต่อเนื่อง
❓📖 แล้วต้องอ่านแบบไหนถึงจะดี?
คำตอบคือ "อ่านแบบง่ายๆ" ไม่ต้องประดิดประดอย ไม่ต้องใช้น้ำเสียงนักพากย์ ขอแค่เป็นเสียงพ่อแม่ก็พอ อ่านไปเรื่อยๆ
🔄 อ่านซ้ำได้ไหม?
ได้แน่นอน เด็กชอบการทำซ้ำ แม้พ่อแม่จะเบื่อที่ต้องอ่านเรื่องช้างตัวเดิม แต่สำหรับสมองของเด็ก "ช้างคืนนี้จะไม่เหมือนช้างเมื่อคืน" เพราะสมองเด็กเปลี่ยนและเติบโตทุกวัน
⏱️ อ่านนานแค่ไหน?
เพียงวันละ 30 นาที หรือ 3-5 เล่มก็เพียงพอ ขอแค่ทำให้เป็นกิจวัตร ต่อเนื่องยาวนาน 10 ปี
💰 หนังสือแพงไหม?
หนังสือถูกหรือแพงวัดกันที่ความคุ้มค่า การลงทุนซื้อหนังสือวันนี้คือกำไรมหาศาลในวันหน้า เมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากเด็กเติบโตมาอย่างไม่มีคุณภาพ
✨ โดยสรุป แม้การเล่านิทานปากเปล่าจะดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย และช่วยสร้างสายสัมพันธ์ได้ แต่ "การอ่านหนังสือ" ให้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าในการเตรียมความพร้อมของสมอง การสร้างระบบสัญลักษณ์ และการสะสมคลังคำศัพท์ที่เป็นรากฐานของสติปัญญา พ่อแม่เพียงแค่สละเวลาวันละนิด วางมือถือ แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เพื่อสร้างตัวตนที่แข็งแรง และสมองที่ดีให้แก่ลูกน้อยตลอดไปนะคะ
♥️
แม่ดวงค่ะ … เก็บความจากข้อเขียนของ “นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์” นะคะ
11/02/2026
🏆 #แพ้ได้แต่อย่าโกง
04/02/2026
https://www.facebook.com/share/p/1FgRPKQsCL/
🤔💭
พ่อกำลังก่ออิฐทางเดินอยู่หน้าบ้าน
เด็กน้อยอยากช่วยพ่อทำ
เด็กหญิง "ให้หนูช่วยไหม"
พ่อ "ไปหยิบถังใบนั้นมาให้พ่อหน่อย"
เด็กหญิงเห็นถังหลายใบตั้งอยู่
เธอลังเลก่อนที่จะหยิบใบหนึ่งขึ้นมา
เพราะเป็นถังใบเดียวที่มีปูนด้านในอยู่
พ่อ "ขอบคุณนะ หยิบมาถูกด้วย"
เด็กหญิงยิ้มกว้าง
พ่อ "มีอีกอย่าง พ่ออยากได้เกรียง หยิบให้พ่อได้ไหม"
เด็กหญิง "เกรียงคืออะไร"
พ่อ "ลืมไปเลย ลูกคงไม่รู้จัก เดี๋ยวพ่อไปเอาเอง"
เด็กหญิง "พ่อบอกได้ไหมหน้าตาเป็นไง เดี๋ยวหนูไปหยิบให้"
พ่อที่ทำท่าจะลุกไปหยิบเอง มองไปที่ลูกอย่างลังเล
ก่อนจะอธิบายให้เธอฟัง
พ่อ "มันคล้ายๆ มีดตัดเค้กที่เป็นเหล็ก
เกรียงเอาไว้ฉาบปูนให้เรียบๆ
พ่อวางไว้ในกล่องเครื่องมือช่าง
ถ้าหาไม่เจอมาบอกพ่อนะ"
เด็กหญิง "โอเคค่ะ"
เด็กหญิงวิ่งไปที่โรงรถ มองหากล่องเครื่องมือช่าง
และมองหา "เกรียง" ให้พ่ออย่างตั้งใจ
เธอค่อยๆ นำอุปกรณ์ในกล่องออกมาเรียง
เพื่อค่อยๆ หาสิ่งที่เธอต้องการ
เธอจินตนาการเกียงเหมือนมีดตัดเค้กของแม่
ในที่สุดเธอก็เจออันที่ใกล้เคียงที่สุด
เด็กหญิงหยิบสิ่งนั้นไปให้พ่อ
พ่อ "เก่งมากเลย หยิบถูกด้วย"
เด็กหญิงยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ
และบอกพ่อว่า "หนูคิดว่าน่าจะใช่เลยหยิบมา"
ปกติเด็กหญิงมักจะช่วยเป็นลูกมือของที่บ้านเป็นประจำ
เพราะเธอชอบเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ
พ่อกับแม่ยินดีให้เธอช่วย
และปล่อยให้เด็กหญิงคิดและทำเองบ่อยๆ
หากสิ่งนั้นไม่อันตรายและไม่ยากจนเกินวัย
เด็กหญิงจึงกล้าคิดและกล้าทำสิ่งต่างด้วยตัวเอง
**********
🤔💭
"การคิดริเริ่ม"
คือหัวใจสำคัญในการเติบโตของเด็กๆ
เพราะการคิดริเริ่มได้เองจะนำไปสู่...
- การอยากทำอะไรด้วยตัวเอง
- การรับผิดชอบและพึ่งพาตัวเอง
- การแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
- การเชื่อมั่นในตัวเอง
- และสุดท้ายนำไปสู่การมองเห็นคุณค่าในตัวเอง
หากเด็กๆ ต้อง...
- รอเพียงคำสั่งจากผู้ใหญ่
- รอการช่วยเหลือ
- รอการแก้ปัญหา
- รอว่าคนจะทำให้ตัวเองเมื่อไหร่
เด็กจะไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้เลย
ซึ่งนำไปสู่ปัญหาในเรื่องของความมั่นใจในตัวเอง
และการไม่สามารถยืนหยัดเพื่อตัวเองได้ในอนาคต
ซึ่งสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการไม่รับรู้คุณค่าในตัวเอง
เมื่อกล้าคิดริเริ่มแล้ว
เด็กต้องการ "โอกาสในการลงมือทำ"
ผู้ใหญ่ต้องเป็นคนเปิดโอกาสตรงนี้ให้เขา
*****
ถ้าเราอยากให้เด็กๆ กล้าคิด กล้าลงมือทำ
กล้าที่จะยอมรับความผิดพลาด
สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรมอบให้เด็กๆ คือ...
💡 (1) "การสร้าง Trust"
หรือ "สายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับเรา"
ผ่านการใช้เวลาร่วมกับเขา โดยเฉพาะวัย 0-6 ปี
ซึ่งเป็นวัยที่เด็กต้องการเรามากที่สุด
เพราะเป็นช่วงวัยที่เขายังไม่โตพอจะทำอะไรเองได้ทั้งหมด
เขาต้องการพ่อแม่เคียงข้าง...
สร้างสายสัมพันธ์
สอนเขาทำสิ่งต่างๆ
- อ่านหนังสือ
- เล่น
- นอนกอด
- กินข้าว
- ทำกิจวัตร
- ทำงานต่างๆ ไปด้วยกัน
สายสัมพันธ์ที่ดีจะพัฒนาไปสู่ความเชื่อใจ
และการยอมรับในกันและกัน
ในที่นี้ไม่ใช่แค่เพียงเด็กยอมรับในตัวผู้ใหญ่
ตัวเขาเองก็ยอมรับในตัวเองเช่นกัน
*****
💡(2) "การคืน Autonomy"
หรือ "ความเป็นตัวของตัวเอง"
ผ่านการสอนเขาให้ช่วยเหลือตัวเองตามวัย
และเปิดโอกาสให้เขาลงมือทำให้มากที่สุด
เด็กจะพัฒนาความมั่นใจและคุณค่าในตัวเองขึ้นมา
เพราะเด็กที่ลงมือและทำด้วยตัวเอง
คุณค่าในตัวเขาจึงเปล่งประกาย
ให้ตัวเขาและผู้อื่นได้รับรู้
เมื่อเด็กๆ ช่วยเหลือตัวเองได้
จะนำไปสู่การอยากช่วยคนอื่น
อยากลองทำอะไรใหม่ๆ
อยากทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง
พ่อแม่และผู้ใหญ่ควร "เปิดโอกาสให้เด็กลงมือทำ"
แม้จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างใจหวัง
แต่เราจะได้เด็กที่พัฒนาการคิดริเริ่มและลงมือทำมา
จุดเริ่มต้นของการเติบโตคือ "การลงมือทำ"
*****
💡 (3) "Acceptance and Teaching"
หรือ "การยอมรับและเคียงข้าง"
เมื่อเด็กทำผิดพลาด
เราใช้การสอนให้เขาเรียนรู้
มากกว่าการลงโทษให้เขาหวาดกลัว
เราสอนด้วยเหตุผล ไม่ใช่ด้วยอารมณ์
เราอยากให้เขาเข้าใจและแก้ปัญหา
ให้เขารับผิดชอบต่อการกระทำ
- ขอโทษ
- เก็บกวาด
- ทำงานชดเชย
เพื่อครั้งหน้าเขาเลือกวิธีที่ดีกว่านี้
และไม่ทำผิดซ้ำเดิมอีก
เด็กจะพัฒนาความมั่นใจและความรักในตัวเองขึ้นมา
มากกว่าที่จะพัฒนาความกลัวและความไม่ชอบการเป็นตัวเอง
เมื่อเด็กไม่กลัวเรา เขาจะไม่ปิดบังปัญหา
และกล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากเรา
**********
🌷
"เด็กที่กล้าคิดริเริ่ม
เพราะเขามีความมั่นใจในตัวเอง
และมีประสบการณ์มากพอ
ทั้งประสบการณ์ที่ทำได้ถูกต้อง
และที่สำคัญประสบการณ์ที่ทำผิดพลาด
เพื่อที่เขาจะกล้าคิดและกล้าลงมือทำต่อไป"
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ การปฏิบัติ
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
หมู่บ้านสินธานี3 ซอย 8/2
Chiang Rai
57000
เวลาทำการ
| จันทร์ | 09:00 - 18:30 |
| อังคาร | 09:00 - 18:30 |
| พุธ | 09:00 - 18:30 |
| ศุกร์ | 09:00 - 18:30 |
| เสาร์ | 09:00 - 18:30 |
| อาทิตย์ | 09:00 - 17:00 |