Livestreamplus
-รับทำIPTV Live stream tv box | รับทำ Augmented Reality AR | บริการ?
09/11/2024
🥷หนังสือ *The Knowledge-Creating Company: How Japanese Companies Create the Dynamics of Innovation* ของ **Ikujiro Nonaka** และ **Hirotaka Takeuchi** (1995) ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมของบริษัทญี่ปุ่น โดยเน้นไปที่การจัดการและการสร้างสรรค์องค์ความรู้ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จในการแข่งขันขององค์กร
🧑💼 # # # สาระสำคัญของหนังสือ
1. **แนวคิดการสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Creation):**
Nonaka และ Takeuchi นำเสนอว่าองค์กรญี่ปุ่นมีวิธีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า **SECI model** ซึ่งประกอบด้วยการแปลงสภาพความรู้ 4 แบบ ได้แก่:
- **Socialization (S):** การแลกเปลี่ยนความรู้แบบปริยาย (Tacit Knowledge) ผ่านการสื่อสารหรือการทำงานร่วมกัน เช่น การสอนงานภาคสนาม
- **Externalization (E):** การแปลงความรู้แบบปริยายเป็นความรู้แบบชัดเจน (Explicit Knowledge) เช่น การเขียนคู่มือการทำงาน
- **Combination (C):** การรวมความรู้แบบชัดเจนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความรู้ใหม่ เช่น การรวบรวมข้อมูลรายงานต่าง ๆ
- **Internalization (I):** การเปลี่ยนความรู้แบบชัดเจนกลับเป็นความรู้แบบปริยายผ่านการฝึกฝนหรือลงมือปฏิบัติจริง
2. **การจัดการความรู้เป็นหัวใจของนวัตกรรม:**
Nonaka และ Takeuchi เชื่อว่าการสร้างนวัตกรรมที่แท้จริงต้องอาศัยความสามารถในการจัดการและแปลงองค์ความรู้จากการเรียนรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ในองค์กร การสร้างนวัตกรรมจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงเทคโนโลยีหรือทรัพยากร แต่ต้องอาศัยปัญญาและความเข้าใจในสิ่งที่มีคุณค่าต่อผู้บริโภคและองค์กร
3. **บริษัทในญี่ปุ่นสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยน:**
บริษัทญี่ปุ่นมักเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน การสนับสนุนให้พนักงานแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน ซึ่งสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือ จนเกิดเป็นกระบวนการนวัตกรรมที่ต่อเนื่อง
4. **การสร้างองค์กรที่มีพลวัต (Dynamic Organization):**
องค์กรที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและเทคโนโลยี การพัฒนาองค์กรให้มีลักษณะของการเรียนรู้ตลอดเวลา (Learning Organization) จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
#สรุปโดยรวม
Nonaka และ Takeuchi ได้นำเสนอแนวทางที่บริษัทญี่ปุ่นใช้ในการสร้างและแปลงความรู้เพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมและปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง แนวคิดในหนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลสำคัญต่อการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ในองค์กรทั่วโลก และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนานวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน
08/11/2024
หนังสือ *The Fifth Discipline: The Art and Practice of the Learning Organization* ของ Peter Senge เป็นผลงานสำคัญที่นำเสนอแนวคิดและเครื่องมือในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดย Senge อธิบายถึง "วินัย" ทั้งห้าที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาองค์กรที่สามารถเรียนรู้ เติบโต และปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนี้:
1. **Systems Thinking (การคิดเชิงระบบ)** – การเข้าใจระบบและโครงสร้างขององค์กร รวมถึงการมองภาพรวมที่ครอบคลุมทั้งการทำงานและปฏิสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ขององค์กร เพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาที่มองเพียงระยะสั้น
2. **Personal Mastery (ความเชี่ยวชาญส่วนบุคคล)** – การพัฒนาความสามารถและศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในงานและบรรลุเป้าหมายส่วนบุคคลที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
3. **Mental Models (แบบจำลองทางความคิด)** – การปรับเปลี่ยนวิธีคิดและสมมติฐานภายในตนเอง รวมถึงการตั้งคำถามกับแนวคิดเดิม เพื่อให้เปิดรับมุมมองใหม่และพัฒนาองค์กรได้อย่างยั่งยืน
4. **Shared Vision (วิสัยทัศน์ร่วม)** – การสร้างวิสัยทัศน์ที่ทุกคนในองค์กรมีความเชื่อและพร้อมที่จะร่วมมือกันอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ทุกคนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
5. **Team Learning (การเรียนรู้เป็นทีม)** – การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันในทีม เพื่อพัฒนาการทำงานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และการสนับสนุนกันในทีม
Senge อธิบายว่าเมื่อองค์กรสามารถรวม "วินัย" ทั้งห้านี้เข้าด้วยกัน จะสามารถพัฒนาเป็น "องค์กรแห่งการเรียนรู้" ที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงและสามารถสร้างนวัตกรรมได้ตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดความสำเร็จในระยะยาวและสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในองค์กร
06/11/2024
หนังสือ *The Circular Economy in Cities and Regions* ที่จัดทำโดย OECD ในปี 2020 นำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในบริบทของเมืองและภูมิภาคต่าง ๆ โดยเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและลดขยะ ผ่านการออกแบบนโยบายและการปฏิบัติที่ปรับให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น
เนื้อหาหลักประกอบด้วย:
1. **กรอบนโยบายและการดำเนินการ**: OECD ให้คำแนะนำเกี่ยวกับนโยบายที่เหมาะสมสำหรับการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในเมืองและภูมิภาค เช่น การสร้างแรงจูงใจในการลดขยะ การใช้ทรัพยากรซ้ำ และการรีไซเคิล นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
2. **การปรับตัวของเมืองและภูมิภาค**: หนังสือเล่มนี้ยกตัวอย่างการดำเนินการในเมืองต่าง ๆ เช่น การใช้วัสดุก่อสร้างรีไซเคิล การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และการใช้พลังงานหมุนเวียน เมืองที่มีขนาดและทรัพยากรแตกต่างกันสามารถเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมตามศักยภาพและข้อจำกัดของตน
3. **ตัวชี้วัดและการประเมินผล**: OECD ได้เสนอแนวทางในการวัดความก้าวหน้าของเศรษฐกิจหมุนเวียนในเมืองและภูมิภาค โดยการพัฒนาและใช้ตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงความยั่งยืน เช่น อัตราการรีไซเคิล ปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียน และปริมาณขยะที่ลดลง
4. **กรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดี**: หนังสือเล่มนี้มีกรณีศึกษาที่ครอบคลุมเมืองต่าง ๆ ในหลายประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างความสำเร็จในการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้จริง เช่น โครงการรีไซเคิลขยะอินทรีย์ในเมืองหลวงหลายแห่ง โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียว และการจัดการทรัพยากรน้ำในภูมิภาคที่ประสบปัญหาภัยแล้ง
หนังสือ *The Circular Economy in Cities and Regions* ของ OECD มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้กำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่น นักพัฒนาเมือง และนักวิจัยที่ต้องการแนวทางการสร้างเมืองที่ยั่งยืนและปรับตัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรที่มากเกินไป
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Chon Buri
20110