Secure Wealth Group

Secure Wealth Group

แชร์

We Secure Your FINANCIAL Success
"ทั้งหมดที่เราทำเพื่อคว

12/10/2019

การบริหารเงินตามวัย
โดย คุณนิคม เจริญสุขโสภณ นักวางแผนการเงิน CFP®
#สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

ในแต่ละช่วงวัยนั้น จะมีความต้องการทางการเงินที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรวางแผนการบริหารเงินไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงิน และเรื่องสำคัญคือการวางแผนสำหรับเกษียณ หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำถามทำนองว่า จะลงทุนอะไรดี? ตอนนี้อะไรที่ให้ผลตอบแทนดี? หรือลงทุนอะไรที่จะได้ผลตอบแทนเยอะ? ซี่งจะเห็นได้ว่าเน้นแต่ผลตอบแทน แต่ไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงของหลักทรัพย์ที่ไปลงทุน และอาจจะไม่เหมาะกับผู้ลงทุน เรียกได้ว่าเวลาผลตอบแทนติดลบอาจจะทำให้นอนไม่หลับเลยก็เป็นได้ เมื่อมีคำถามต่อมาว่า แล้วการลงทุนแบบไหนที่เหมาะกับเรา ผู้เขียนจึงขอแบ่งการลงทุนและการบริหารเงินตามช่วงวัย คือ วัยเริ่มทำงาน วัยสร้างครอบครัว วัยเตรียมเกษียณ และวัยหลังเกษียณ โดยสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแต่ละช่วงวัยนั้น จะยกมาเพียง 4 ประเภท เรียงลำดับจากความเสี่ยงสูงไปยังความเสี่ยงต่ำ คือ สินทรัพย์ทางเลือก ได้แก่ ทองคำหรือกองทุนรวมทองคำ หุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น ตราสารหนี้หรือกองทุนรวมตราสารหนี้และเงินฝากหรือกองทุนรวมตลาดเงิน สำหรับการลงทุนในแต่ละช่วงวัยนั้น ขอแนะนำดังนี้

- วัยเริ่มทำงานหรือในช่วงอายุประมาณ 22-35 ปี
เป็นช่วงที่อายุยังน้อย มีระยะเวลาการลงทุนได้อีกนาน จึงสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ ทั้งนี้สำหรับการบริหารเงินในวัยนี้ ควรเน้นเรื่องของการออมและการลงทุน ข้อสำคัญคือควรจะมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น รถ ให้ช้าที่สุด เพราะนอกจากต้องเสียดอกเบี้ยแล้วยังคงมีรายจ่ายต่างๆ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ค่าซ่อมบำรุง เป็นต้น สำหรับการบริหารเงินลงทุน แนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น เนื่องจากในระยะยาวแล้ว ตลาดหุ้นยังคงให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ แม้ในบางช่วงอาจจะติดลบ แต่สุดท้ายแล้วก็ยังคงกลับมาทำผลตอบแทนได้ดี สังเกตจากวิกฤตที่ผ่านมา ดังนั้น จึงเน้นพอร์ตการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคาดหวังระยะยาวในอัตราที่สูง พอร์ตการลงทุนที่แนะนำคือ หุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น 70% ตราสารหนี้หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ 20% สินทรัพย์ทางเลือกเช่น ทองคำ 10%

- วัยสร้างครอบครัวหรือในช่วงอายุ 36-45 ปี
ในวัยนี้จะเริ่มมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นมา หรือบางท่านอาจจะเริ่มมีหนี้สิน เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ดังนั้น พอร์ตการลงทุนควรลดความเสี่ยงลง และควรวางแผนสำหรับปกป้องความเสี่ยง เช่น ประกันภัยหรือประกันชีวิต พอร์ตการลงทุนที่แนะนำคือ หุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น 50% ตราสารหนี้หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ 40% สินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ 10%

- วัยเตรียมเกษียณหรือในช่วงอายุ 46-60 ปี
เป็นช่วงที่จะพอเห็นแล้วว่า เงินสำหรับใช้หลังเกษียณเพียงพอหรือไม่ ซึ่งหนี้สินต่างๆ เช่น บ้าน ควรวางแผนชำระให้หมดก่อนเกษียณ พอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมจึงไม่ควรมีความเสี่ยงมากนัก เนื่องจากเมื่อถึงเวลาต้องใช้เงิน พอร์ตอาจจะอยู่ในช่วงที่ผลตอบแทนไม่ดี ทำให้ไม่พอใช้ พอร์ตการลงทุนที่แนะนำคือ หุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น 30% ตราสารหนี้หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ 60% สินทรัพย์ทางเลือกเช่น ทองคำ 10%

- วัยหลังเกษียณหรืออายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
เป็นวัยที่ต้องวางแผนการใช้เงิน เพราะอาจจะเป็นเงินก้อนสุดท้าย ดังนั้นพอร์ตการลงทุนควรมีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่องบางส่วนเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ผลตอบแทนในระยะยาวควรชนะเงินเฟ้อ ดังนั้นพอร์ตการลงทุนที่แนะนำ คือ หุ้นหรือกองทุนรวมหุ้น 10% ตราสารหนี้หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ 60% เงินฝากหรือกองทุนรวมตลาดเงิน 30%

ค่าใช้จ่ายของทุกวัยที่วางแผนได้ยากนั้น คือ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล โดยถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน อาจจะมีสวัสดิการของที่ทำงาน แต่ในวัยหลังเกษียณอาจจะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ทำให้กระทบกับแผนการเงิน ดังนั้นแผนปกป้องความเสี่ยงหรือแผนประกันจึงเป็นสิ่งที่ควรจะคำนึงถึง และการออกกำลังกายก็จะช่วยลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้ครับ ทั้งนี้ขอหมายเหตุเล็กๆ ว่าในกรณีหุ้นนั้น กองทุนรวมหุ้นจะช่วยให้กระจายการลงทุนได้มากกว่า และอาจจะแบ่งเงินบางส่วนลงทุนในกองทุนรวมที่ให้สิทธิทางภาษีได้ด้วย และคำแนะนำในการจัดพอร์ตนี้เป็นการแนะนำอย่างกว้างๆ เพราะบางท่านอาจรับความเสี่ยงได้สูงหรือต่ำกว่าคนในช่วงวัยเดียวกัน ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ในการลงทุนครับ

03/07/2019

การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
#สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

19/06/2018

ว่าด้วยเรื่องของเศรษฐกิจ, การลงทุน และตลาดหุ้น....

หลายวันมานี้ ถ้าใครที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจก็จะได้ยินการพูดคุยเรื่องของ 'วิกฤตเศรษฐกิจ' บ้างละ, 'เศรษฐกิจซบเซา' บ้างละ

วันนี้เลยอยากคุยถึงการเตรียมความพร้อมหากเกิด 'วิกฤตเศรษฐกิจ' ขึ้น ด้วยการเช็คตัวเองด้วยคำถาม 3 ข้อ

ข้อแรก - ทุกวันนี้ "กู้เงินเกินตัว" ไม??
มีหลักการทางการเงินง่ายๆในการคิด 2 ประเด็น คือ
1. เรามีหนี้สินเกิน 50% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของเราหรือเปล่า -> ถ้าเกินหรือใกล้ๆ 50% ไม่ควรกู้เพิ่มและควรลดจำนวนหนี้สินลง
2. เราผ่อนชำระคืนเงินกู้ถึง 45% ของรายได้ต่อเดือนรึเปล่า
-> ถ้าเกิน 45% มีโอกาสสูงมากที่เราจะผิดนัดชำระหนี้ได้

ข้อสอง - ทุกวันนี้ "เก็งกำไรเกินตัว" ไม??
การลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนประเภทใดๆก็ตาม เช่น ขยายธุรกิจเร็วไปไม, คาดหวังกำไรจากธุรกิจ อสังหาหรือหุ้นเยอะเกินไปรึเปล่า หรือเร็วเกินไปรึเปล่า
อย่าลืมที่จะมีเงินสดสภาพคล่องเหลือในกระเป๋าไว้บ้าง เพราะโอกาสอาจมาถึงเมื่อไหร่ก็ได้ เตรียมเงินไว้รอโอกาสบ้าง

ข้อสาม - ทุกวันนี้ "ใช้จ่ายเกินตัว" ไม??
ข้อนี้อาจโดนหลายคน จะรู้ได้ยังไงว่าใช้จ่ายเกินตัวรึเปล่า ง่ายๆเลยคือ ลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายแต่ละเดือนของตัวเองดู ตรวจสอบดูว่ามีเงินเหลือออมอย่างน้อย10% ของรายได้ต่อเดือนไม มีภาระผ่อนหนี้บัตรเครดิต, หนี้บัตรกดเงินสดเกิน 20% ของรายได้ไม หากมีหาทางลดหนี้ด่วน

สุดท้ายคือเรามีเงินในบัญชีหรือเงินสดเหลือเพียงพอกับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือนของเราหรือไม่

หากเช็คดูแล้ว คำตอบคือ "ไม่" ทั้ง 3 ข้อนี้ก็สบายใจได้ขั้นหนึ่งว่า หากวิกฤตมาจริง เราคงอยู่รอดปลอดภัยได้ประมาณหนึ่ง

แต่หากเช็คแล้วมี "ใช่" อยู่บ้าง ไม่ต้องมีวิกฤตเศรษฐกิจ การเงินเราก็เจอวิกฤตขึ้นได้....

#เช็คสุขภาพการเงิน

By. Immy, CFP®

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง วาณิชย์ ใน Hat Yai?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Hat Yai
90110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00
เสาร์ 08:00 - 12:00