Mathematics Teacher Professional Development

Mathematics Teacher Professional Development

แชร์

แหล่งเรียนรู้ทางการเรียนการสอนคณิ?

Photos 15/05/2021

“สังคมตอนนี้ยกย่องอยู่ไม่กี่อาชีพ
ถ้าเด็กสอบติดหมอแล้ว ไม่มีเงิน
สังคมพร้อมจะช่วยเหลือหาเงินให้
แต่ถ้าเด็กที่สอบติดคณะอื่น
ไปกู้ กยศ.เอาเอง
พร้อมตั้งคำถามว่า
สาขาอาชีพอื่นไม่สำคัญหรือไง
สังคมไทยควรปลูกฝังค่านิยมใหม่ว่า
ทุกสาขาวิชามีคุณค่าไม่ต่างกัน

ทุกคนก็พยายามไม่ต่างกัน
เด็กไม่อยากเป็นหมอไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่ง
แต่เขาเก่งและถนัดด้านอื่นมากกว่า
ทุกวิชาชีพมีคุณค่าทั้งนั้น”

หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย
กล่าวถึงกรณีน้องโวลต์ #จนทิพย์
ในรายการข่าวเที่ยงวัน ช่อง 3

written by Branding by Boy

ขอบคุณคุณหนุ่มมาก คุณยกระดับบาร์สื่อมวลชนในประเทศนี้ให้สูงขึ้น ขอบคุณที่คุณขยี้เรื่องนี้ และแสดงความเห็นในห้วงสั้นๆที่มี airtime ตอนรายงานข่าวได้อย่างถึงประเด็นจริงๆในสังคม

เพราะคนไทยเป็นกันมากจริงๆกับการยกย่องบางอาชีพให้สุดโต่ง และเราหลงลืมคนบางกลุ่มไป ทำให้ #คนไม่เท่ากับคน กลายเป็นคุณค่าของทุกอาชีพที่ควรเท่าเทียมกัน ตั้งแต่คนกวาดถนน หรือพี่ รปภ. ก็มีคุณค่าในสังคมไม่ต่างกับหมอ วิศวกร หรือนายก มันคนเท่ากันจริงๆ

ดีใจที่คุณทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า

"สุดท้ายก็ขอให้น้องได้ใช้เงินสำหรับคนที่เขาส่งไปให้อย่างสมภาคภูมิที่เขาให้ ขอให้ตั้งใจและออกมาเป็นคุณหมอที่รักษาคนอื่นๆ เพื่อเป็นการทดแทนให้พวกเขาแล้วกัน แต่ในมุมของข้อครหาน้องเองก็ต้องยอมรับให้ได้ เพราะว่าเรื่องเกิดขึ้นแล้ว ทุกคนมีสิทธิจะมองในมุมของเขา ไม่มีใครจะมองเหมือนมุมเราทุกๆ คน"

ขอบคุณมาก คุณพูดแทนใจเราทั้งหมด อย่าหยุดเป็นพิธีกรนะ ทำดีแล้ว ทำต่อไปนะคุณ เป็นกำลังใจให้คุณทำสิ่งที่คุณเชื่อว่าดีต่อสังคมต่อๆไปนะ

IG : BrandingbyBoy

04/03/2021

ชมพู่ อารยา เปิดมุมมอง
ปัญหาการศึกษาไทย

“การศึกษาเอาแบบทดสอบเดียวกันมาวัดคน
ซึ่งทุกคนเกิดมาพิเศษ และ
มีความหลากหลายทางความสามารถ

เหมือนเอาเสือ เอาลิง เอาปลา
มาแข่งกันว่ายน้ำ ปลาก็ชนะ
เอามาแข่งวิ่ง เสือก็ชนะ
แข่งปีนต้นไม้ ลิงก็ต้องชนะ

แบบทดสอบเดียวกันมันทดสอบทุกคนไม่ได้
ระบบการศึกษาควรจะเอื้อให้เราค้นพบพรสวรรค์
หรือค้นพบว่าเราเกิดมาแล้วเหมาะกับอะไร”

ข้อความของคุณชมพู่ กำลังพูดถึงเรื่องที่เข้าใจง่ายมากๆคือ

"ระบบการศึกษาไทย ไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กค้นพบตัวเอง"

จบออกมาแบบที่ฉันไม่รู้ความฝัน หรือไม่เข้าใจในความถนัดของตัวเอง ยกเว้นแต่เด็กบางคนที่จะโชคดีเข้าถึงจุดจุดนั้น ที่ล่วงรู้ศักยภาพของตัวเอง แต่ที่เด็กน้อยคนจะถูกพัฒนาสู่ความเป็นเลิศตามทางที่ถนัด เพราะสิ่งที่การศึกษาไทยขาดไปคือ

"Individual Development" เราไม่เคยพัฒนาเด็กเป็นแบบรายคนในลักษณะ customization ไปบนความพิเศษของเด็กจริงๆ เราปั๊มเด็กให้เข้าสู่แท่นพิมพ์ที่ออกมาเป็นหุ่นยนต์แบบเดียวกัน ทำเหมือนๆกัน และฝึกในสิ่งเดียวกัน แต่ไม่ได้เจาะในรายละเอียดศักยภาพอันงดงามของพวกเขา

ความน่าเสียดายคือ พวกเขาโตมา แบบที่ไม่ได้ถูกพัฒนาตามศักยภาพที่เขาสนใจ หรือความอัจฉริยะโดยกำเนิด (Inborn Intelligence)

:( "ทำไมเด็กไทยต้องเรียนทุกอย่าง? ต้องเก่งทุกวิชา แต่เสือกไม่รู้ว่าตัวกูชอบอะไร เก่งอะไร? แล้วแบบนี้จะเก่งไปทำไม?"

:( เราถูกชี้นำโดยผู้ใหญ่ ให้ไปเรียนพิเศษวิชาที่อ่อน ทั้งที่ควรเอาเวลาไปลงทุนกับสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือถนัด แล้วมองให้ออกว่า จะสามารถต่อยอดความถนัด ไปเป็นอาชีพได้อย่างไร ?

จากการที่เราคิดว่าการผลิตเด็กออกมาเหมือนๆกัน มันก็ถูกต้องดีแล้ว มันง่ายดีสำหรับครูนะ ไม่ต้องลงรายละเอียดกับอัจฉริยภาพ หรือความเป็นเลิศของเด็ก ดังนั้น เราก็จะได้เด็กธรรมดาๆ ที่เหมือนๆกันจบออกมาป้อนเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมที่นายทุนอยากได้ ให้ได้ใช้งานตามสิ่งที่เรียนกันมา ได้ทำงานไปวันๆตอบโจทย์นายทุน โดยที่ไม่ได้ถูกขุดสร้างความเป็นเลิศตั้งแต่เด็กๆ และพาตัวเองไปได้ไกลกว่านั้น

แต่ในความเป็นจริง พวกเขาอาจจะไปได้ไกลกว่านั้นก็ได้นะ เขาแค่ไม่เคยได้มีใครพาเขาไปรู้จักความเป็นเลิศ หรืออัจฉริยภาพในตนเอง เพราะผู้ใหญ่ไม่ได้สนใจสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์อันเป็นเลิศในตัวตนที่เขามีมากพอ เราอาจจะสูญเสียทรัพยากรที่โคตรเจ๋งของประเทศไปหลายคนแล้วก็ได้นะ...

ทั้งๆที่ในตัวตนเขาโคตรเก่ง
แต่โตมาในระบบที่โคตรห่วย
มันเลยทำให้เขาไม่รู้แค่นั้นเองว่า
"เขาเจ๋ง และไปได้ไกลกว่านี้อีก"

นี่แหละจุดเจ็บปวดของการศึกษาไทย
ที่พัฒนาคนให้ออกมาเหมือนๆกัน
ทั้งๆที่เราทุกคน "ต่างมีความพิเศษ"
แต่มันไม่เคยถูกเหลียวแลไงล่ะ

การที่เติบโตมา แบบไม่รู้จักตัวเอง หรือไม่ได้พัฒนาความเป็นเลิศตามศักยภาพ โคตรจะเป็นโชคร้ายของเด็กไทยอย่างหนึ่งเลย ในมุมมองของผม มันสะท้อนว่า การศึกษาบ้านเราห่วยแตกจริงๆนะ

การศึกษาไทยไปไกลได้แค่ไหน...ก็ให้ดูความรู้ความสามารถของผู้บริหารบ้านเมืองตอนนี้ นี่คือคำตอบ

ชมพู่ อารยา เปิดมุมมอง
ปัญหาการศึกษาไทย

“การศึกษาเอาแบบทดสอบเดียวกันมาวัดคน
ซึ่งทุกคนเกิดมาพิเศษ และ
มีความหลากหลายทางความสามารถ

เหมือนเอาเสือ เอาลิง เอาปลา
มาแข่งกันว่ายน้ำ ปลาก็ชนะ
เอามาแข่งวิ่ง เสือก็ชนะ
แข่งปีนต้นไม้ ลิงก็ต้องชนะ

แบบทดสอบเดียวกันมันทดสอบทุกคนไม่ได้
ระบบการศึกษาควรจะเอื้อให้เราค้นพบพรสวรรค์
หรือค้นพบว่าเราเกิดมาแล้วเหมาะกับอะไร”

รายการ ชมพู่คุยกับจอห์น

written by Branding by Boy

เนื่องจากช่วงนี้ผมทำงานในแวดวงการพัฒนาการศึกษา ก็เลยอินเป็นพิเศษ เราหาข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษา หรือ clip ที่พูดถึงการศึกษา เพื่อทำการบ้านเกี่ยวกับ contents การศึกษาในประเทศนี้ แล้วไปเจอ clip "ชมพู่คุยกับจอห์น" เทปเมื่อปี 31 พ.ค. 2562 ถึงจะผ่านมาเกือบ 2 ปี แต่เนื้อหาข้างใน ไม่เก่าเลยนะ

คุณชมพู่ ดาราสาวที่เลี้ยงลูกได้น่ารักมากคนหนึ่ง เธอพูดถึงจุดเจ็บปวดทางการศึกษาไทย ที่ตัวเองประสบเองจากการเรียนโรงเรียนรัฐบาล ซึ่งพอตอนเธอมีลูก เธอส่งลูกไปหา pre-school เตรียมอนุบาลที่ไม่ใช่หลักสูตรไทย แน่นอนว่าเธอแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า "มีกำลังทรัพย์ ก็อยากจะส่งลูกไปเจอในสิ่งที่ดีที่สุด สุดความสามารถที่เธอทำได้" แม้ว่าในรายการ เธอจะไม่ตำหนิการศึกษาไทยตรงๆในบทสัมภาษณ์ แต่นั่นก็เท่ากับว่าเธอไม่ฝากชีวิตลูกของเธอไว้ กับระบบการศึกษาไทย อย่างเห็นได้ชัด

ข้อความของคุณชมพู่ กำลังพูดถึงเรื่องที่เข้าใจง่ายมากๆคือ

"ระบบการศึกษาไทย ไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กค้นพบตัวเอง"

จบออกมาแบบที่ฉันไม่รู้ความฝัน หรือไม่เข้าใจในความถนัดของตัวเอง ยกเว้นแต่เด็กบางคนที่จะโชคดีเข้าถึงจุดจุดนั้น ที่ล่วงรู้ศักยภาพของตัวเอง แต่ที่เด็กน้อยคนจะถูกพัฒนาสู่ความเป็นเลิศตามทางที่ถนัด เพราะสิ่งที่การศึกษาไทยขาดไปคือ

"Individual Development" เราไม่เคยพัฒนาเด็กเป็นแบบรายคนในลักษณะ customization ไปบนความพิเศษของเด็กจริงๆ เราปั๊มเด็กให้เข้าสู่แท่นพิมพ์ที่ออกมาเป็นหุ่นยนต์แบบเดียวกัน ทำเหมือนๆกัน และฝึกในสิ่งเดียวกัน แต่ไม่ได้เจาะในรายละเอียดศักยภาพอันงดงามของพวกเขา

ความน่าเสียดายคือ พวกเขาโตมา แบบที่ไม่ได้ถูกพัฒนาตามศักยภาพที่เขาสนใจ หรือความอัจฉริยะโดยกำเนิด (Inborn Intelligence)

:( "ทำไมเด็กไทยต้องเรียนทุกอย่าง? ต้องเก่งทุกวิชา แต่เสือกไม่รู้ว่าตัวกูชอบอะไร เก่งอะไร? แล้วแบบนี้จะเก่งไปทำไม?"

:( เราถูกชี้นำโดยผู้ใหญ่ ให้ไปเรียนพิเศษวิชาที่อ่อน ทั้งที่ควรเอาเวลาไปลงทุนกับสิ่งที่ตัวเองชอบ หรือถนัด แล้วมองให้ออกว่า จะสามารถต่อยอดความถนัด ไปเป็นอาชีพได้อย่างไร ?

จากการที่เราคิดว่าการผลิตเด็กออกมาเหมือนๆกัน มันก็ถูกต้องดีแล้ว มันง่ายดีสำหรับครูนะ ไม่ต้องลงรายละเอียดกับอัจฉริยภาพ หรือความเป็นเลิศของเด็ก ดังนั้น เราก็จะได้เด็กธรรมดาๆ ที่เหมือนๆกันจบออกมาป้อนเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมที่นายทุนอยากได้ ให้ได้ใช้งานตามสิ่งที่เรียนกันมา ได้ทำงานไปวันๆตอบโจทย์นายทุน โดยที่ไม่ได้ถูกขุดสร้างความเป็นเลิศตั้งแต่เด็กๆ และพาตัวเองไปได้ไกลกว่านั้น

แต่ในความเป็นจริง พวกเขาอาจจะไปได้ไกลกว่านั้นก็ได้นะ เขาแค่ไม่เคยได้มีใครพาเขาไปรู้จักความเป็นเลิศ หรืออัจฉริยภาพในตนเอง เพราะผู้ใหญ่ไม่ได้สนใจสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์อันเป็นเลิศในตัวตนที่เขามีมากพอ เราอาจจะสูญเสียทรัพยากรที่โคตรเจ๋งของประเทศไปหลายคนแล้วก็ได้นะ...

ทั้งๆที่ในตัวตนเขาโคตรเก่ง
แต่โตมาในระบบที่โคตรห่วย
มันเลยทำให้เขาไม่รู้แค่นั้นเองว่า
"เขาเจ๋ง และไปได้ไกลกว่านี้อีก"

นี่แหละจุดเจ็บปวดของการศึกษาไทย
ที่พัฒนาคนให้ออกมาเหมือนๆกัน
ทั้งๆที่เราทุกคน "ต่างมีความพิเศษ"
แต่มันไม่เคยถูกเหลียวแลไงล่ะ

การที่เติบโตมา แบบไม่รู้จักตัวเอง หรือไม่ได้พัฒนาความเป็นเลิศตามศักยภาพ โคตรจะเป็นโชคร้ายของเด็กไทยอย่างหนึ่งเลย ในมุมมองของผม มันสะท้อนว่า การศึกษาบ้านเราห่วยแตกจริงๆนะ

การศึกษาไทยไปไกลได้แค่ไหน...ก็ให้ดูความรู้ความสามารถของผู้บริหารบ้านเมืองตอนนี้ นี่คือคำตอบ

========================

กรุณากดติดดาวเพจไว้ เป็น See First
IG : BrandingbyBoy

========================

ปรึกษาเรื่องการสร้างแบรนด์ และสอบถามเรื่องคลาสเรียน Brand Workshop และ Content Marketing ได้ทาง inbox ครับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Lop Buri?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Lop Buri