Teacher Pla

Teacher Pla

แชร์

เพิ่มเกรด , สอบเข้าในระดับประถมศึกษา

08/08/2025

😀

08/08/2025

พ่อแม่หลายคนมองวัยอนุบาลเป็น #การแข่ง เพื่อให้เด็ก #พร้อม สำหรับการเรียนในชั้นต่อไป
◾️แต่จริงๆแล้ววัยอนุบาลเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างให้เด็กๆเห็นคุณค่าในตัวเอง
◾️จึงไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องกดดันให้เด็กบรรลุเป้าหมายวิชาการในวัยนี้
◾️แต่ให้มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นความอยากรู้
◾️ให้เด็กได้เรียนรู้ และสำรวจสิ่งต่างๆรอบตัว ตามจังหวะ ตามพัฒนาการของตนเอง

การเห็นคุณค่าในตัวเองเสียหายและเอากลับมายากมากจริงๆ และมันจะกระทบกับด้านอื่นๆในชีวิต ถ้าในวัยอนุบาล พ่อแม่กดดันให้ลูกบรรลุเป้าหมายวิชาการ ในวันที่ลูกยังไม่พร้อม ไม่ใช่ลูกทำไม่ได้แต่ลูกยังไม่พร้อมในอายุเท่านี้ในวัยนี้ และความรู้สึกทำไม่ได้ เรียนไม่เก่ง เด็กโง่ จะติดตัวไปตลอดชีวิต 😥

มีงานวิจัยในประเทศอเมริกา พบว่าจำนวนเด็กที่เป็นสมาธิสั้นเพิ่มมากขึ้น เยอะมากในแต่ละปี เมื่อไปดูในรายละเอียดจริงๆ คือเด็กๆเหล่านั้นอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ มีการเรียนก่อนเกณฑ์ หรือเป็นเด็กที่อายุน้อยกว่าเพื่อนร่วมชั้น จึงไม่สามารถนั่งนิ่งๆ นั่งนานๆ หรือมีสมาธิจดจ่อกับหนังสือหรือกิจกรรมวิชาการได้ตามที่ครูหรือโรงเรียนหรือพ่อแม่คาดหวัง

จะดีกว่ามากๆ ถ้าเราทำตามหลักสูตรอนุบาลที่ในทุกประเทศวางไว้เหมือนๆกัน คือพัฒนาร่างกาย อารมณ์ และจิตใจของเด็กๆ ผ่านกิจกรรมในโรงเรียน #ให้เด็กๆได้รับรู้ความรู้สึกของการทำเองทำสำเร็จเอง ได้รับคำชม คำเชียร์ สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ให้มันฝังอยู่ข้างใน ผมอาจจะอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้แต่มันฝังอยู่ข้างในตัวเด็กจริงๆ พอเค้าโตขึ้นไปมันจะเป็นอิฐก้อนแรกๆ ที่จะเป็นพื้นฐานที่มั่นคงและแข็งแรงในสมองในจิตใจให้กับเค้าในอนาคต เค้าอาจจะเก่งเรียน เก่งภาษา เก่งกีฬา เก่งศิลปะ เก่ง Computer เก่งพูด เก่งกิจกรรม เก่งค้าขาย หรือเก่งอะไรก็ได้อีกร้อยแปดพันเก้าที่โลกนี้จะมีได้ #แต่ความรู้สึกเก่งแบบนี้จะไม่เกิดเลย ถ้าเราตีกรอบด้วยคำว่า เก่งคือต้องเก่งวิชาการ เท่านั้นตั้งแต่อนุบาล ✅️

ถ้าลูกเราเกิดมาเรียนเก่ง อนุบาลจะวิชาการไม่วิชาการ ลูกเราก็ทำได้ดี ความภาคภูมิใจก็เกิด แต่ถ้าลูกเราไม่ได้เกิดมาแบบนั้นล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น เพราะเด็กที่เกิดมาเรียนเก่งมีไม่เยอะ ประมาณ 10-20% แต่เกิดมาเก่งด้านอื่น ถ้าลูกเราไม่ได้เกิดมาเรียนเก่งล่ะ สิ่งที่ตามมาคือ บังคับ ดุด่า ต่อว่า เปรียบเทียบ ลูกคนอื่นทำได้ลูกเราทำไม่ได้ เรียนพิเศษวิชาการวัยอนุบาล 🙄 ให้ลูกทันเด็กคนอื่น เด็กไม่รู้หรอกครับว่าทำไมเค้าทำไม่ได้ แต่รับรู้แค่เพียงว่าเค้าแย่ เค้าเรียนไม่เก่ง ความภูมิใจในตัวถูกทำลายและฝังใจ ฝังในสมอง ไปแล้วว่า เค้าเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง ทั้งที่ความจริงที่เราต้องรู้และเข้าใจก็คือ กว่าเราจะรู้ว่าลูกเราเป็นเด็กเรียนเก่งหรือไม่นั้น ก็ประมาณช่วงประถมปลายไปแล้ว

ความรู้วิชาการตามกันทัน เช่น เด็กเรียนคูณตั้งแต่อนุบาล กับ เด็กอีกคนนึงไม่เคยเรียน ประมาณ ป.3 -4 ก็ทันกันแล้ว ทั้ง 2 คน

จะดีกว่าไหมครับ ที่เราจะกลับมาเข้าใจการเรียนในวัยอนุบาลกันจริงๆ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าลูกเราเกิดมาเก่ง เกิดมาฉลาด เกิดมาสายวิชาการ เป็นเด็กสายวิทย์คณิต ผมเห็นเด็กมากมายที่พ่อแม่เป็นสายวิชาการแต่ลูกเกิดมาเป็นเด็กสายภาษาสายศิลป์ก็เยอะ เหมือนเรากำลังเอาลูกเราไปเสี่ยง ในอัตราส่วน 80/20 จะอ่านเขียนเรียนวิชาการกันจริงๆตอน ป.1 ป.2 ก็ยังไม่สาย และในต่างประเทศที่การศึกษาดีๆ เค้าก็ทำกันอย่างนั้นกันมาตลอด อย่าเอาลูกเราไปเสี่ยงเลยครับ ...... 😊

#ดีต่อลูก

07/08/2025

► ลูกไม่รู้จักรอ : เทคนิคสอนลูกให้รู้จักอดทนรอคอย (Delay Gratification)
การอดทนรอคอย ถือว่าเป็นโจทย์ยากสำหรับเด็กปฐมวัย เพราะธรรมชาติของเด็ก เมื่อหิว เจ็บป่วย หรือต้องการอะไรก็อยากได้รับการตอบสนองเดี๋ยวนั้น
แต่เมื่อลูกโตขึ้น สิ่งที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลใจได้ก็คือ ลูกไม่รู้จักรอ หรือมีความอดทนในการรอคอยไม่พอ และมักแสดงออกด้วยการเริ่มใช้ประโยคคำถามว่า ‘เมื่อไหร่’ เพื่อที่จะถามซ้ำๆ ย้ำๆ จนกว่าสิ่งที่ตัวเองรอคอยนั้นจะมาถึง
แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจก็คือ การที่ลูกเริ่มใช้คำถามว่า เมื่อไหร่ นั่นคือการแสดงออกถึงความพยายามที่จะอดทนรอคอย ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยสอนให้ลูกรู้จักอดทนรอคอย หรือ Delay Gratification ตั้งแต่ยังเล็ก
มีการวิจัยพบว่า เด็กที่มีความยับยั้งชั่งใจ รู้จักอดทนอดกลั้น และรอคอยได้ จะมีผลการเรียนที่ดี เข้ากับผู้อื่นได้ดี รู้จักควบคุมและรับมือทางอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น และมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนที่อดทนรอคอยไม่เป็น
คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกฝน และเปลี่ยน ลูกไม่รู้จักรอ ให้เป็นเด็กที่สามารถอดทนรอเวลาที่เหมาะสมอย่างใจเย็นได้ ด้วยเทคนิค ดังนี้
1. ฝึกการจัดลำดับความสำคัญให้กับลูก
David Bredehoft, Ph.D., ศาสตราจารย์กิตติคุณและอดีตประธานสาขาจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยคอนคอร์เดีย แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่สอนลูกจัดลำดับความสำคัญ จัดการทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน แทนการทำสิ่งที่สนุกหรือง่ายที่สุดก่อน แล้วเลื่อนสิ่งที่ยากที่สุดออกไป ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องใช้การฝึกฝนและทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น ลูกจะได้ดูการ์ตูนครึ่งชั่วโมง แต่ต้องทำกิจวัตรประจำวันให้เสร็จเรียบร้อยก่อน หรือลูกจะได้ออกไปเล่นสนามเด็กในตอนเย็น แต่จะต้องเก็บกระเป๋านักเรียนให้เข้าที่ เปลี่ยนชุดนักเรียน และทำการบ้านให้เสร็จ
นอกจากนั้นยังสามารถชวนลูกทำรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน และเขียนกำกับสิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนหลังด้วย ตัวเลข เช่น เลข 1—อาบน้ำแต่งตัว เลข 2—กินข้าวและเก็บจาน เลข 3—เล่นอิสระ เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่า ควรทำสิ่งที่ยากและสำคัญให้เสร็จก่อน ทำสิ่งที่ง่ายลำดับสุดท้าย กระบวนการนี้จะเร็วรวดและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเลื่อนทำสิ่งที่ยากออกไปเรื่อยๆ
2. ชวนลูกสร้างปุ่ม Pause (หยุดชั่วคราว)
คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้กลยุทธ์สร้างปุ่มพอสหรือปุ่มหยุดชั่วคราว ด้วยกระดาษสีที่ลูกชอบ วาดรูปสองขีด ติดไว้ที่ตัวลูก แล้วบอกว่า นี่คือ ปุ่มวิเศษ ที่จะช่วยให้ลูกรอคอยได้อย่างสบายใจ
การหยุดชั่วคราวอาจเป็นแนวคิดที่ยากสำหรับเด็กในช่วงแรกๆ แต่สามารถใช้วิธีนี้ค่อยๆ ฝึกฝนลูก จนเกิดเป็นความเคยชิน เมื่อลูกเติบโตขึ้น ปุ่มพอสนี้จะกลายเป็นทักษะอันมีค่า ที่จะช่วยนำทางลูกให้ใช้ชีวิตได้อย่างรอบคอบต่อไป
แต่บางครั้งปุ่มพอสก็ใช้ไม่ได้ผล คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้วิธี ‘เบี่ยงเบนความสนใจ’ เช่น ลองไปเดินที่อื่นก่อน หรือไปทำอย่างอื่นเพื่อให้ลูกไม่ต้องจดจ่ออยู่กับการรอคอยเกินไปนัก
3. ใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า If – Then ” ถ้า… แล้ว”
กลยุทธ์ที่น่าสนใจอีกรูปแบบหนึ่ง มาจากแนวคิดของ Walter Mischel ผู้เขียนบทความ Stanford Marshmallow Experiment ที่โด่งดัง ด้วยการฝึกฝนลูกผ่านการวางแบบ If – Then หรือ ถ้า… แล้ว…
ฝึกเริ่มต้นด้วยคำถามว่า ‘ถ้า’ และตอบว่า ‘แล้ว’ เช่น ถ้าอดทนไม่ไหว แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ารออีกนิดอดทนได้อีกหน่อย แล้วจะได้อะไรกลับมาบ้าง
การฝึกฝนด้วยคำว่า ถ้า… แล้ว… ลูกจะเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ขั้นตอนทั้งหมดนี้จะช่วยให้ลูกควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
รวมไปถึงการสอนให้ลูกรู้จักการวางแผนสำรอง คิดแผน A B C หากแผนแรกไม่ได้ผล อาจต้องลองแผนสำรองต่อมา และฝึกฝนลูกด้วยการแสดงจำลองสถานการณ์ หรือเล่นบทบาทสมมติ วิธีนี้ก็ช่วยให้ลูกรู้จักการอดทนรอได้เช่นกัน
4. ร้องฮูเร่!!! เมื่อการรอคอยนั้นสิ้นสุด
เพื่อทำให้ลูกรู้ว่า คุณพ่อคุณแม่เข้าใจความรู้สึกของลูกดีว่าการอดทนรอคอยมันยาวนานและยากแค่ไหน เมื่อลูกบรรลุเป้าหมายของการรอคอยในแต่ละครั้ง ให้คุณพ่อคุณแม่กล่าวคำชมเชย หรือรวมเฉลิมฉลองไปกับลูก
ด้วยการร้องฮูเร่!!! ไฮไฟว์ หรือชูสองนิ้วโป้งให้ลูก เป็นการแสดงออกให้ลูกเห็นว่า คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจในตัวเขา และยอมรับความสำเร็จเล็กๆ ที่ลูกก้าวผ่านเรื่องยากมาได้ด้วยตัวเอง
อ้างอิง
https://www.gohenry.com/us/blog/financial-education/how-to-teach-your-kids-to-delay-gratification-and-why-it-matters
https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-age-of-overindulgence/201912/strategies-to-teach-children-delayed-gratification
📍 ติดตามคอนเทนต์เพิ่มเติมได้ที่ M.O.M

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Nakhon Pathom?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


นครชัยศรี
Nakhon Pathom
10700