My Freedom is Wealth
ถ่ายทอดประสบการณ์ในการสร้างอิสระภ?
31/01/2023
incomes...
เพิ่มตระกร้าหลายใบ ฉบับทำงานคนเดียว
สรุป "แหล่งรายได้" ใน 1 คน รายได้จะมาจากทางไหนได้บ้าง
ในยุคนี้ การมีรายได้จากแหล่งเดียวคงไม่พอสำหรับบางคน หากคุณมีเป้าหมายคือต้องการที่จะเพิ่มรายได้ของตัวเองให้มากขึ้น ต้องมีการหารายได้จากหลาย ๆ ทาง
1. Earned Income
ซึ่งเป็นรายได้ที่คุณได้มาจากการทำงานประจำของคุณ
นั่นก็คือค่าจ้าง หรือเงินเดือนนั่นเอง ถ้าเงินเดือนของคุณมีจำนวนที่เหมาะสมครอบคลุมค่าใช้จ่ายและเหลือเก็บก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าผลเป็นเรื่องตรงกันข้ามล่ะก็
การมีรายได้จากแหล่งนี้เพียงแหล่งเดียวอาจกลายเป็นกับดักที่ให้คุณติดอยู่ใน Comfort Zone และเป็นอุปสรรคในการพัฒนาตัวคุณไปสู่จุดมุ่งหมายทางการเงินที่คุณต้องการได้
และที่สำคัญการที่คุณมีรายได้จากการทำงานเพียงแหล่งเดียว
เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น บริษัทเกิดปัญหาหรือเลิกจ้าง ก็จะทำให้แหล่งรายได้ของคุณหายไปในพริบตา!
2. Profit Income (รายได้จากกำไร)
รายได้จากแหล่งนี้ถือว่าเป็นรายได้เสริมต้น ๆ ที่หลายคนรู้จักเลยก็ได้ เพราะมันคือรายได้จากกำไรที่มาจากการค้าขายสินค้านั่นเอง
การขายของออนไลน์นั้นถือเป็นอะไรที่เป็นนิยมในยุคนี้ และเป็นรายได้เสริมของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นการไปรับสินค้ามาและขายไป
หรือแม้กระทั่งการผลิตสินค้าเอง เช่น ทำขนม ทำอาหารขาย โดยผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์
3. Interest Income (รายได้ที่มาจากดอกเบี้ย)
เป็นรายได้ที่อาจเรียกได้ว่าแนวๆ Passive Income เลยก็ว่าได้ เป็นรายได้ที่เกิดจากการได้รับดอกเบี้ย เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร
ซึ่งคุณอาจได้รายได้จากแหล่งนี้โดยการต่อยอดจากแหล่งรายได้สองแหล่งข้างต้น โดยควรศึกษารายละเอียดการออมเงินกับสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ รวมถึงควรศึกษาอัตราดอกเบี้ยของแต่ละสถาบันการเงินด้วย
4. Dividend income (รายได้จากเงินปันผล)
เป็นรายได้จากการเล่นหุ้นหรือการซื้อกองทุนรวมต่างๆ ซึ่งการลงทุนในแหล่งรายได้ชนิดนี้มีความเสี่ยงซึ่งคุณต้องรับให้ได้
นอกจากคุณต้องใช้หลักเงินต่อเงินแล้ว คุณต้องคอยศึกษาทิศทางของเศรษฐกิจที่มีความผันผวนด้วย แหล่งรายได้นี้มีเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความรู้ ความรอบคอบประกอบด้วย
5. Rental Income (รายได้จากการนำทรัพย์สินออกให้เช่า)
เป็นได้รายได้จากการนำทรัพย์สินออกให้เช่านั่นเอง ไม่ว่าจะอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่นิยมไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือคอนโดมิเนียม
ซึ่งบางทีเราอาจคิดว่าการที่จะมีแหล่งรายได้ทางนี้อาจเป็นอะไรที่ไกลเกินเอื้อมอยู่เหมือนกันเพราะเราต้องมีทรัพย์สินในมือออกให้เช่าก่อน ซึ่งถ้าลองปรับมุมมองและศึกษาตลาดใหม่ๆดู คุณอาจไม่ต้องถึงขั้นซื้อคอนโดหรือซื้อบ้านมาปล่อยให้เช่าก็ได้
เพราะในตอนนี้ก็มีธุรกิจให้เช่า ‘บอร์ดเกม’ เครื่องเล่น VR หรือเช่า Nintendo Switch มาให้เห็นในตลาดบ้างแล้ว
6. Capital Gains (รายได้จากส่วนต่างของทรัพย์สินที่นำไปขายต่อ)
รายได้จากแหล่งนี้คือรายได้จากการที่คุณนำทรัพย์สินที่ซื้อมาแล้วนำไปขายต่อ เช่น ซื้อคอนโดมิเนียมมาในราคา 2,000,000 บาท และนำมาตกแต่งใหม่ และนำไปขายต่อในราคา 3,000,000 บาท เราก็จะได้ส่วนต่างคือ 1,000,000 บาทนั่นเอง
กระบวนการฟังดูเหมือนง่ายแต่เอาเข้าจริงก็มีรายละเอียดปลีกย่อยอยู่เยอะเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจในตอนนั้น หรือทำเลที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ที่คุณมือจะน่าสนใจพอหรือไม่
อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่มีสินค้าประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถนำมาต่อยอดสร้างรายได้ประเภทนี้ได้ สินค้าประเภท ‘ของสะสม’ เช่น การ์ดยูกิโอ การ์ดโปเกม่อน ที่เราเคยเล่นกันสมัยเด็ก ๆ ถ้าคุณเป็นสาวกยูกิโอ ลองเข้าไปเช็คราคาในเว็บ yugiohprices.com จะเห็นราคาของการ์ดที่เพิ่มขึ้น
7. Royalty Income (รายได้จากความรู้ความสามารถ)
รายได้ชนิดนี้ฟังเผิน ๆ ดูเหมือนรายได้จากการนำทรัพย์สินออกให้เช่า แต่ไม่ใช่เลย
เพราะมันคือรายได้ที่ได้มาจากความรู้ความสามารถของคุณที่สร้างสรรค์ผลงานออกมา โดยเราเรียกว่า ‘ทรัพย์สินทางปัญญา’ นั่นเอง
ไม่ว่าจะเป็นการที่คุณขายลิขสิทธิ์ในงานเขียน ขายลิขสิทธิ์ในการออกแบบโลโก้ หรือขายแฟรนไชส์ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เรานี้ล้วนกลั่นออกมาจากหนึ่งสมองและสองมือของคุณเอง
มันคือค่าไอเดียที่ไม่ต้องใช้ตัวเงินลงทุนมากมายในบางครั้ง แต่สิ่งที่ต้องลงทุนอย่างมากนั่นก็คือลงทุนไอเดีย แรงกายแรงใจในการสร้างทรัพย์สินตัวนี้ออกมาทำเงินนั่นเอง!
เห็นไหมว่ามีรายได้จากหลายช่องทางให้คุณได้ทำเงินขึ้นอยู่กับว่าคุณถนัดและเลือกที่จะพัฒนาช่องทางให้เกิดรายได้เพิ่มเติมขึ้นอย่างไรนั่นเอง
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH
สังคมคนทำธุรกิจขนาดใหญ่
มาร่วมเติบโต ไปกับผู้ร่วมเดินทางอีกกว่า 1 ล้านคน ทั้ง เจ้าของธุรกิจ, SME, ขายของออนไลน์, Startup, Entrepreneur และนักลงทุน ด้วยเป้าหมายเดียวกัน "ไปให้ถึง100ล้าน"
#ไปให้ถึง100ล้าน
25/06/2022
รู้จัก “Magic Formula” สูตรคัดหุ้นเวียดนามของ ดร.นิเวศน์ /โดย ลงทุนแมน
รู้หรือไม่ว่าในช่วงที่ ดร.นิเวศน์ เริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม
เขาได้ใช้สูตรในการคัดกรองหุ้นที่ชื่อว่า Magic Formula ด้วย
โดย “Magic Formula” เป็นหนึ่งในวิธีการคัดเลือกหุ้นที่เรียบง่าย แต่สร้างผลตอบแทนอย่างมหัศจรรย์
ถูกคิดค้นโดยผู้จัดการกองทุน Gotham Asset Management, LLC
คุณ Joel Greenblatt ใช้กลยุทธ์ที่ว่านี้ สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงปี 1988 ถึงปี 2009 มากถึง 23.8% ต่อปี หรือเกินกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาอย่าง S&P 500 ที่ 9.6% ต่อปี ชนิดที่ว่าขาดลอยเลยทีเดียว
แล้ว Magic Formula คืออะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
Magic Formula เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า โดยจะเป็นการคัดหุ้นที่มีประสิทธิภาพในการทำธุรกิจสูงในราคาถูก ผ่านการดูสองอัตราส่วนทางการเงินง่าย ๆ
ตัวแรก ก็คือ “Return on Capital” คือ อัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินลงทุน
ซึ่งเป็นตัวสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
แทนด้วยสูตร EBIT / (Working Capital + Fixed Assets) โดยที่
- EBIT หรือ Earnings Before Interest and Taxes คือ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี
- Working Capital คือ เงินทุนหมุนเวียนที่บริษัทใช้ดำเนินธุรกิจ เช่น ลูกหนี้การค้า เจ้าหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ เป็นต้น คำนวณแบบง่าย ๆ โดยนำสินทรัพย์หมุนเวียน - หนี้สินหมุนเวียน
- Fixed Assets คือ สินทรัพย์ถาวร หรืออาคาร ที่ดิน เครื่องจักร และอุปกรณ์
สรุปง่าย ๆ ก็คือ Return on Capital จะทำให้เราเห็นภาพว่าเงินที่เราลงทุนไปนั้น
ให้ผลตอบแทนกลับมามากหรือน้อยขนาดไหน ซึ่งเราสามารถนำไปตีความได้ว่า
ถ้า ROC มีค่ามาก แปลว่า บริษัทมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจสูง
ถ้า ROC มีค่าน้อย แปลว่า บริษัทมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจต่ำ
อีกตัวหนึ่งก็คือ “EBIT/EV Multiple” คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อมูลค่ากิจการ ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความถูกแพงของกิจการ หาได้จาก EBIT / Enterprise Value โดย
- EBIT คือ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี
- Enterprise Value คือ มูลค่ากิจการ หาได้จากการนำมูลค่าตลาดของบริษัท + หนี้สินรวม
ถ้า EBIT/EV Multiple มีค่าน้อย แปลว่า มูลค่ากิจการถูก
ถ้า EBIT/EV Multiple มีค่ามาก แปลว่า มูลค่ากิจการสูง
หลังจากนั้น เราก็ต้องนำหุ้นมาจัดอันดับ เริ่มจาก
- จัดอันดับหุ้นที่มีค่า Return on Capital สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ไล่ไปจนถึงต่ำที่สุด
เพื่อไล่อันดับกิจการที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจสูง
- จัดอันดับหุ้นที่มีค่า EBIT/EV Multiple ต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ไล่ไปจนถึงสูงที่สุด
เพื่อไล่อันดับกิจการที่มีมูลค่ากิจการถูก
หลังจากนั้น เราก็นำอันดับหุ้น Return on Capital มาบวกกับอันดับหุ้น EBIT/EV Multiple
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น
หุ้น A มีค่า Return on Capital อยู่ในอันดับที่ 20
หุ้น A มีค่า EBIT/EV Multiple อยู่ในอันดับที่ 10
โดยหุ้น A จะมีอันดับรวม คือ 20 + 10 เท่ากับ 30
ขั้นตอนสุดท้าย นำผลรวมของอันดับมาจัดเรียง เพื่อเลือกหุ้นที่จะลงทุนเข้ามาในพอร์ต
โดยมีการเลือกลงทุนสัดส่วนเท่ากันในหุ้น 20-30 อันดับแรก
โดยเราจะเริ่มลงทุนในต้นปี และถือจนถึงปลายปี
หลังจากนั้นปรับพอร์ตการลงทุน และใช้เกณฑ์ Magic Formula แบบเดิม ทำซ้ำในปีต่อไปเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ Magic Formula ก็อาจจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น กำหนดให้มูลค่าของบริษัทต้องสูงกว่า 3,500 ล้านบาทเท่านั้น หรือตัดหุ้นในอุตสาหกรรมกลุ่มการเงิน และกลุ่มสาธารณูปโภคออกไป
อย่างในกรณีของ ดร.นิเวศน์ ที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ ก็พบข้อจำกัดจากการใช้กลยุทธ์ Magic Formula เมื่อนำไปประกอบการลงทุนจริงในตลาดเวียดนาม
โดยการจะใช้กลยุทธ์ Magic Formula ให้ได้ผลดีนั้น จะต้องมีการปรับพอร์ตเป็นระยะ ตามอันดับที่เปลี่ยนไป แต่หุ้นบางตัวก็มีสภาพคล่องต่ำ อาจทำให้ไม่สามารถขายออกได้ตามต้องการ
คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้านำ Magic Formula มาใช้กับตลาดหุ้นไทย ผลตอบแทนจะเป็นอย่างไร ?
ในช่วงเวลาปี 2009 ถึงปี 2018 Magic Formula สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยกว่า 25% ต่อปี สามารถเอาชนะผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หากเราจะนำ Magic Formula ไปใช้งาน เราก็ควรระวังเหมือนกัน ว่าผลลัพธ์และผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเราจะได้ผลตอบแทนชนะตลาดแบบนี้ตลอดไปในอนาคต
แต่อย่างน้อยด้วยหลักการจัดอันดับหุ้นที่ดูจากพื้นฐานของกิจการเป็นหลัก
ทั้งการดูผลตอบแทนจากการลงทุน และการประเมินมูลค่ากิจการว่าถูกหรือแพง
ก็น่าจะเป็นอีกไอเดียหนึ่ง ที่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
ว่าหุ้นตัวไหน กิจการอะไร เหมาะสมกับกลยุทธ์การลงทุนของเรา..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงท-นแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-https://www.investopedia.com/terms/m/magic-formula-investing.asp #:~:text=The%20magic%20formula%20is%20a,or%20instinct%20cloud%20their%20judgment.
-https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JFAC/article/view/243929/166280
-https://www.netnethunter.com/joel-greenblatt-original-magic-formula/
-https://www.gothamfunds.com/principals.aspx
25/06/2022
Makro - ผู้นำค้าส่ง
Lotus - พื้นที่ให้เช่า Land Asset
ขอบคุณ ลงทุนแมน
ถอดแนวคิดของ Makro สู่การเป็นผู้นำค้าส่งค้าปลีกในภูมิภาคเอเชีย
Makro x ลงทุนแมน
คนไทยรู้จัก Makro สาขาแรกคือ ย่านลาดพร้าว เมื่อปี พ.ศ. 2532 หรือ 33 ปีที่แล้ว
จนปัจจุบัน Makro มี 148 สาขาในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย
ตั้งแต่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ร้านโชห่วย จนไปถึงกลุ่มโฮเรก้า หรือก็คือธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่และผู้ให้บริการจัดเลี้ยง รวมถึงลูกค้าทั่วไป
เบื้องหลังที่ทำให้ Makro เติบโตอย่างแข็งแกร่งมาโดยตลอด
ก็มาจากโมเดลธุรกิจค้าส่งแบบ B2B ที่เน้นความหลากหลายของสินค้า และราคาค้าส่งที่ย่อมเยา
เพื่อให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้อย่างมีกำไร มีทีมงานสาขาที่สร้างความคุ้นเคยและความสัมพันธ์อันดี
กับร้านโชห่วย, คนค้าขายทั่วไป, จนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ซื้อสินค้าของ Makro เพื่อไปประกอบธุรกิจ
พูดง่าย ๆ คือ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
Makro เติบโตไปพร้อม ๆ กับผู้ประกอบการและลูกค้าที่มาใช้บริการนั่นเอง
ทำให้ในสมรภูมิห้างค้าส่งค้าปลีก Makro ยืนหนึ่งในเมืองไทยมาอย่างยาวนาน
ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดก็คือ Makro ตั้งเป้าหมายใหญ่ท้าทายประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ
ที่มีมาตลอด 33 ปี เมื่อต้องการขึ้นเป็นผู้นำค้าส่งค้าปลีกในภูมิภาคเอเชีย
ที่น่าสนใจคือ เป้าหมายอันยิ่งใหญ่นี้ ไม่ใช่ Makro จะได้รับประโยชน์แค่ฝ่ายเดียว
แต่ยังมุ่งนำพา SME และเกษตรกรไทย ให้เติบโตไปด้วยกัน และได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย
Makro จะทำให้ภาพความสำเร็จนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ลงทุนแมน จะวิเคราะห์ให้ฟัง
3 เดือนแรกของปี 2565 Makro มียอดขาย 106,268 ล้านบาท เติบโต 93.7%
ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,050 ล้านบาท เติบโต 18.3% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
เหตุผลหลักคือ ผลพวงจากการควบรวมกิจการกับโลตัส ซึ่งทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นและรายได้จากพื้นที่เช่าของโลตัส รวมถึงรายได้ที่เติบโตจากธุรกิจค้าส่งของแม็คโครที่เกิดจากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร หลังจากการระบาดของโควิด 19 ที่มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ
แต่หากขาดวิธีคิดในเชิงกลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์องค์กรในการเติบโตพร้อมกับการตอบโจทย์ลูกค้า
ความแข็งแกร่งที่มีอยู่นั้น ก็จะไม่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้
ตรงนี้เองที่เป็นเหมือนการบ้านข้อใหญ่ที่ Makro ต้องคิดเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำค้าส่งค้าปลีกในภูมิภาคเอเชีย จนตกผลึกเป็นการเดินหน้าและพัฒนาในมิติต่าง ๆ พร้อมกับเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 60,000 ล้านบาท ใน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2564-2568
การขยายสาขาทั้งภายในและต่างประเทศ
Makro ประกาศว่า ต่อจากนี้จะเดินหน้าขยายสาขาทั้งแม็คโคร และ โลตัส ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น
อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโต และสำหรับการขยายตัวในต่างประเทศ
ปัจจุบัน Makro มีสาขาในต่างประเทศรวม 7 สาขา
ได้แก่ กัมพูชา 2 สาขา, เมียนมา 1 สาขา, อินเดีย 3 สาขา และ จีน 1 สาขา
แผนล่าสุดก็คือ หลังสถานการณ์ โควิด 19 คลี่คลายลง Makro จะเริ่มขยายสาขาในต่างประเทศ
โดยเน้นไปที่ภูมิภาคอาเซียนเป็นหลัก พร้อมกับนำเทคโนโลยีล้ำ ๆ เข้ามาใช้
เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้แก่ลูกค้า
ตอบโจทย์ธุรกิจในยุคดิจิทัล ด้วยรูปแบบการขาย Omni Channel ที่เชื่อมออนไลน์ ออฟไลน์อย่างสมบูรณ์แบบ
รู้หรือไม่ว่า นอกจากช่องทางสาขาที่เติบโตแล้วนั้น ยอดขายออนไลน์ของ Makro ก็เติบโตเร็วเกินคาด
โดยข้อมูลล่าสุด ปี 2564 ที่ผ่านมา แม็คโครมีสัดส่วนยอดขายผ่านช่องทาง Omni Channel ถึง 12% จากยอดขายทั้งหมด ซึ่งเติบโตจากปีก่อน ที่มีสัดส่วนเพียง 7.5%
เหตุผลมาจากการระบาดของโควิด 19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ที่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของลูกค้ามาสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น
โดย Makro เองก็ได้พัฒนาช่องทางหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น MakroClick
รวมถึง maknet B2B Marketplace หรือตลาดค้าส่งออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการแบบ End to End Solution
แน่นอนว่าต่อจากนี้ Makro ก็จะคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ในช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เพื่อให้ลูกค้ามีช่องทาง ในการซื้อสินค้าได้สะดวกและง่ายขึ้น
พร้อมทั้งเชื่อมต่อระบบนิเวศน์ในสาขาให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สร้าง “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” เพื่อสนับสนุน SME และเกษตรกรไทย
ปัจจุบัน Makro ให้การสนับสนุน SME และเกษตรไทยกว่า 20,000 ราย
ผ่านโครงการแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของ Makro ที่จะพาเอสเอ็มอีไทย
เติบโตไปเป็น ผู้ผลิตที่แข็งแกร่ง พร้อมกับ การเติบโตของแม็คโครขึ้นสู่ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในภูมิภาค
นอกจากจะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว Makro ยังเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้า
ที่นำพาสินค้าของผู้ประกอบการไทยไปถึงมือผู้บริโภคในภูมิภาค
ช่วยสร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล
โดย ปัจจุบัน Makro ส่งออกสินค้า SME สู่สาขาต่างประเทศไปแล้วกว่า 300 รายการ
จึงทำให้ “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” เป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามองเพราะนอกจากจะเป็นโครงการที่ทำให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศแล้ว
ยังเป็นหมัดเด็ดของแม็คโครในการสร้างความนิยมให้สินค้าไทยเป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้า
เข้ามาในสาขา ต่างประเทศ นับว่าเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์และ win win ด้วยกันทุกฝ่าย
คงพอมองเห็นแล้วว่า เส้นทางที่ Makro จะขึ้นมาเป็นผู้นำค้าส่งค้าปลีกในภูมิภาคเอเชียนั้น มีวิธีไหนบ้าง
และหากทำสำเร็จคนที่ได้รับผลประโยชน์คงไม่ใช่แค่ Makro เพียงฝ่ายเดียว
ที่สำคัญ ผู้ผลิต SME และเกษตรกรไทย จะมีโอกาสสร้างรายได้และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
เป็นการสะท้อนถึงอุดมการณ์การทำธุรกิจของ Makro นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท
ที่ไม่ว่าโลกธุรกิจ และเทคโนโลยีจะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ Makro ต้องการเติบโตไปพร้อม ๆ กับพันธมิตร และลูกค้านั่นเอง..
References
-คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2565
-https://positioningmag.com/1365379
-https://www.prachachat.net/finance/news-778688
-https://www.siammakro.co.th
-ข่าวประชาสัมพันธ์ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เว็บไซต์
ที่อยู่
999/206 ลากูน่าวิลล์2 หมู่ 3 ซอย. 1 ต. ตลาด อ. เมือง
Nakhon Ratchasima