Trans Align Academy
Orthodontics Academy by Orthodontists
10/07/2026
𝐄𝐬𝐬𝐞𝐧𝐭𝐢𝐚𝐥 𝐎𝐫𝐭𝐡𝐨𝐝𝐨𝐧𝐭𝐢𝐜𝐬 2026 🦷✨
รุ่นที่ 11 เปิดให้ลงทะเบียนแล้วค่ะ🎉
เริ่มเรียน 1 กันยายน - 17 พฤศจิกายน 2026
หลักสูตร 3 เดือน
ทุกวันอังคาร 12 สัปดาห์
CE 35 คะแนน🏅
เหมาะสำหรับ
✅ทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์แล้วแต่ต้องการเพิ่มทักษะงานจัดฟัน
✅ทันตแพทย์ทึ่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านงานจัดฟัน
🦷⚙️เทคนิคที่จะได้รับ
Edgewise, Roth, MBT,
Bidimensional technique
Self-ligating technique
Miniscrew
Clear Aligner
Class I, II, III
สอบถามเพิ่มเติม💌
ทักแอดมินได้เลยนะคะ
Line Official
>> https://lin.ee/nCgcqRH
13/06/2026
อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.9
“ก้าวแรกของรอยยิ้มสวย เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ”
โดย พี่นิ้ง ทพญ. กนกวรรณ ทรัพย์รุ่งโรจน์
เชื่อว่าหมอหลายท่านคงเคยเจอคำถามจากคนไข้บ่อยๆ ว่า "เด็กต้องฟันแท้ขึ้นครบก่อนไหม ถึงจะเริ่มจัดฟันได้?" หรือ "ต้องรออายุเท่าไรถึงจะส่งมาเจอหมอจัดฟันดี?" 🤔
ตามแนวทางของ AAO (American Association of Orthodontists) แนะนำไว้ชัดเจนเลยค่ะว่า "อายุ 7 ขวบ" คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการพาเด็กมาพบทันตแพทย์จัดฟันเป็นครั้งแรก
📌 ทำไมต้องเป็น "7 ขวบ"?
ในวัย 7 ขวบ เด็กจะเข้าสู่ช่วง Early Mixed Dentition ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราจะเริ่มเห็นสัญญาณสำคัญทางคลินิกเพื่อใช้วินิจฉัยได้ทันทีค่ะ:
1 .First Permanent Molars ขึ้นแล้ว: ทำให้เราประเมินความสัมพันธ์ของสบฟันแนวสากล (Sagittal Occlusion) ได้ชัดเจนขึ้นว่ามีแนวโน้มเป็น Class I, II หรือ III
2 .Permanent Incisors เริ่มขึ้น: ช่วยให้สังเกตปัญหาเรื่อง Crowding, Spacing, Deep bite หรือ Open bite ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ
3 .Growth Spurt กำลังจะเริ่ม: ขากรรไกรในช่วงนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูงมาก เหมาะที่สุดสำหรับการทำ Growth Modification
🚨 4 สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ควรรีบส่งต่อหมอจัดฟัน🥸
ถ้าหมอ GP หรือหมอฟันเด็กตรวจเจอสิ่งเหล่านี้ในเด็กวัย 6-7 ขวบ ไม่จำเป็นต้องรอให้ฟันแท้ขึ้นครบนะคะ สามารถส่งต่อ (Refer) มาให้หมอจัดฟันดูแลร่วมกันได้ทันทีเลยค่ะ:
- Skeletal Discrepancies: คางยื่นผิดปกติ (Skeletal Class III) หรือคางสั้น/หน้าโปรไฟล์นกแก้ว (Skeletal Class II)
- Crossbite: ฟันหน้าสบคร่อม หรือฟันหลังสบคร่อม (Posterior Crossbite) ที่ส่งผลต่อ Functional Shift ของขากรรไกร
- Severe Crowding / Eruption Disturbances: ฟันแท้ขึ้นไม่ได้เนื่องจากพื้นที่ไม่พออย่างรุนแรง หรือฟันน้ำนมหลุดก่อนกำหนดจนเกิด Space Loss
- Oral Habits: เด็กที่ยังติดนิสัยดูดนิ้ว, กลืนน้ำลายเอาลิ้นดันฟัน (Tongue Thrust) หรือหายใจทางปาก (Mouth Breathing) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างใบหน้า
💡 ประโยชน์ของการทำ Interceptive Orthodontics (Phase 1)
การแก้ไขและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ (อายุ 7-9 ขวบ) ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ฟันเรียงสวยเพอร์เฟกต์จบในรอบเดียว แต่มันคือการ "ปรับโครงสร้าง" เพื่อช่วยลดความรุนแรงของปัญหา (Severity) จากเคสที่อาจต้องผ่าตัดขากรรไกร (Orthognathic Surgery) ในตอนโต ให้เหลือแค่การจัดฟันปกติ และลดโอกาสการถูกถอนฟันแท้เมื่อเติบโตขึ้น
ช่วยประคองทิศทางการขึ้นของฟันแท้ซี่อื่นๆ ให้ขึ้นได้ง่ายและถูกตำแหน่งมากขึ้นค่ะ
♥️สำหรับคุณหมอที่สนใจเพิ่มเติมความรู้ด้านทันตกรรมจัดฟัน เรียนเชิญมาเรียนด้วยกันนะคะ
หลักสูตรทันตกรรมจัดฟันระยะสั้น
Essential Orthodontics รุ่น 11
1 กันยายน - 17 พฤศจิกายน 2569
เปิดรับสมัครแล้ววันนี้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Line Official https://lin.ee/tPpqPTM
23/05/2026
อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.8
รับเคสแล้วเจอทางตันในวันที่เคสเริ่มไม่เป็นไปตามสูตร
โดย พี่ออฟ ทพ. คฑา โกสัยดิลก Katha Kosayatilaka
"Class II เมื่อไหร่... ให้ถอน 4 บน หรือไม่ก็ถอน 4 บน 5 ล่าง สูตรแบบนี้มันมาจากไหน? ...คุณกำลังรักษาคนไข้ด้วย 'สูตรสำเร็จ' หรือ 'ความเข้าใจ' ? . สูตรเป็น cookbookแบบนี้เรามักจะได้ยินสูตรพวกนี้จนชินหู ราวกับว่าขากรรไกรของคนไข้ Class II ทุกคนบนโลก ถูกแบ่งออกเป็นแค่ 2 แบบนี้เท่านั้น
แต่ในฐานะทันตแพทย์... เคยตั้งคำถามไหมว่า "สูตรพวกนี้มันมาจากไหน? ใครเป็นคนคิด? และถ้าpatient condition เปลี่ยนไป สูตรนี้ยังจะรอดไหม?"🧐
🔍 ลองมาแกะรอยสูตรพวกนี้กันครับ
🟢 สูตรที่ 1: ถอน Upper 4 อย่างเดียว มักใช้ในเคส Class II ที่ฟันล่างเรียงสวยดีอยู่แล้ว ไม่ยื่น ไม่ซ้อนเก เราถอนแค่ 4 บน เพื่อเอา Space มาดึงฟันหน้าบนเข้าเพื่อลด Overjet โดยที่เราตั้งใจจะจบเคสด้วย Molar Class II แต่ฟันเขี้ยวต้องเป็น Canine Class I ถึงจะฟังก์ชันได้ถูกต้อง
🟡 สูตรที่ 2: ถอน Upper 4 และ Lower 5 มักใช้เมื่อฟันในขากรรไกรล่างเริ่มมีปัญหา เช่น มีฟันซ้อนเกเล็กน้อย หรือเราตั้งใจจะ "ปล่อยให้ฟันกรามล่างเลื่อนมาข้างหน้า (Anchorage Loss)" เพื่อช่วยปิดช่องว่างและปรับความสัมพันธ์ของฟันกรามให้จบด้วย Molar Class I ควบคู่ไปกับ Canine Class I
ดูเหมือนเมคเซนส์และจบง่ายใช่ไหมครับ? แต่ในความเป็นจริง... วิชาจัดฟันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น! .
💡 เพราะในโลกของหมอที่เข้าใจในงานจัดฟัน... "จริงๆ แล้ว จะถอนฟันซี่ไหน มันไม่สำคัญเลยครับ!"
สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การจำว่า 'เคสแบบนี้ต้องถอนซี่ไหน' แต่คือการย้อนกลับมาดูที่ Problem List (รายการปัญหา) และ Chief Complaint (ความต้องการหลัก) ของคนไข้แต่ละคนต่างหาก
คนไข้ Class II 3คน เดินเข้ามาด้วยฟันยื่นเหมือนกัน ลองนึกภาพตามหลักชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) ดูครับ:
🔹 คนที่1: Class II ที่ฟันหน้าล่างซ้อนเกรุนแรง (Severe Crowding) หากเราเลือกถอนฟันตามสูตร Upper 4 และ Lower 5 ช่องว่างจากการถอนฟันล่างซี่ที่ 5 เกือบทั้งหมดจะถูกใช้ไปกับการแก้ฟันซ้อนเกจนหมด ทำให้เรา ไม่เหลือพื้นที่ สำหรับการลด Overjet หรือ correct molar relationshipเลย แผนการรักษาที่คิดว่าจะจบสวยๆ ก็จะพังทันที
🔹 คนที่2 : Class II ที่ฟันล่างเรียงดีอยู่แล้ว แต่คนไข้ฟันงุ้มเข้าหาตัว (Retroclined Lower Incisors) หากเราไปหลับตาถอน Lower 5 ตามสูตร Mechanics ในการดึงปิดช่องว่างจะยิ่งทำให้ฟันหน้าล่างงุ้มลึกลงไปอีก (Loss of torque) ทำให้ดูหน้าแก่ และเกิด Deep bite ตามมาทันที
🔹 คนที่3: เสียซี่16,26เหลือเป็นเพียง retained root ทำให้เราไปต่อไม่เป็น เพราะในสูตรให้ถอน4 บน แต่สถานการณ์จริงบังคับให้เราต้องถอนซี่16,26
เห็นไหมครับว่า แค่ลักษณะการซ้อนเกและแนวแกนฟัน (Incisor Inclination) ที่ต่างกันเพียงนิดเดียว รวมถึงteeth statusในช่องปากที่ไม่ตรงกับอุดมคติ ทำให้ชีวกลศาสตร์ที่เราต้องใช้ก็ต่างกันโดยสิ้นเชิงแล้ว! แล้วเราจะเอาสูตรสำเร็จรูปตัวเดียวไป Apply ใช้กับคนไข้ทุกคนได้อย่างไร?
เมื่อเราวิเคราะห์เป็นระบบอย่างเข้าใจ เราจะไม่เอาสูตรถอนฟันนำหน้า แต่เราจะเอา "เป้าหมาย" เป็นตัวตั้ง ในเมื่อเป้าหมายสูงสุดคือเราต้องการออกแบบการเคลื่อนฟันเพื่อจบเคสด้วย Canine Class I เราจะตั้งคำถามกับ Mechanics เช่น
จากปัญหาของคนไข้คนนี้ เราต้องการแรงแบบไหน?🤔
* เราต้องการ Maximum Anchorage ที่ฟันบน เพื่อดึงฟันหน้าเข้าให้สุดหรือไม่?
* หรือเราต้องการ Absolute Anchorage โดยใช้ TADs (หมุดจัดฟัน) ช่วยแทนการถอนฟันหรือไม่?
* ถ้าเราเลือกถอนฟันซี่นี้ Mechanics ในมือเรา จะนำพาเราให้เคลื่อนฟันไปในตำแหน่งที่ต้องการเป๊ะๆได้หรือไม่?
เมื่อคุณมองออกว่า Mechanics ไหนจะแก้ปัญหานั้นได้... คำตอบเรื่อง "ซี่ฟันที่จะถอน" มันจะลอยออกมาเองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องพึ่งสูตรสำเร็จเลยสักนิดหรืออาจจะไม่ต้องถอนฟันเพื่อแก้ malcclusion นั้นก็อาจจะเป็นไปได้
การจัดฟันไม่ใช่การทำตามคู่มือทำอาหาร เพราะคนไข้มีความผันผวนทางชีววิทยาและกลศาสตร์ตลอดเวลา การเดินตามสูตรลัดโดยไม่มีพื้นฐานที่แน่นพอ อาจกำลังพาคุณไปเจอทางตันในวันที่เคสเริ่มไม่เป็นไปตามสูตร
เรียนจัดฟันแบบเน้นความเข้าใจ ไม่มีสูตรให้จำ ทำเคสจัดฟันได้จริง
หลักสูตรทันตกรรมระยะสั้น Essential Orthodontics
รุ่นที่11 เปิดรับสมัครแล้ว เริ่มเรียน 1 กันยายน 2569
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม >> Line Official https://lin.ee/5HwxHdY
02/05/2026
อย่าลืมที่จะเริ่ด EP.6 ทำไมเรายังต้อง "ดัดลวด" ในเมื่อโลกนี้มี Straight-wire System? 🤔
โดย พี่นิ้ง ทพญ.กนกวรรณ ทรัพย์รุ่งโรจน์ Ning Kanokwan
ในยุคที่ใครๆ ก็พูดถึง Digital Orthodontics หรือระบบ Straight-wire (SWA) ที่เคลมว่า "ใส่ลวดเข้า slot แล้วปล่อยให้แบร็กเก็ตทำงานไป" จนหมอหลายท่าน อาจจะเริ่มวางคีมทิ้งไว้จนฝุ่นเกาะ
แต่เชื่อไหมคะ ยิ่งเทคโนโลยีไปไกลเท่าไหร่ ทักษะการดัดลวด กลับกลายเป็นสิ่งที่แยก "หมอที่จัดฟันเสร็จ" ออกจาก "หมอที่จัดฟันสวย"✨👩💼✨
วันนี้เลยอยากมาชวนคุยว่า ทำไมในวันที่แบร็กเก็ตฉลาดสุดๆ เรายังต้องงัดสกิลดัดลวดออกมาใช้กันอยู่
1. เพราะฟันคนไข้ไม่ได้เหมือนกันทุกคน
ระบบ Straight-wire ถูกออกแบบมาบนค่าเฉลี่ย (Mean values) ของฟันมนุษย์ แต่ในคลินิกจริง เราเจอทั้งฟันรูปถังเบียร์ ฟันที่มี Marginal Ridge หนาผิดปกติ หรือฟันที่ Labial Contour โค้งมนไม่เท่ากัน
ความเป็นจริง ค่า Torque หรือ Angulation ที่ให้มาในแบรกเกตจะเพี้ยนทันทีถ้า Anatomy ฟันคนไข้ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย
การดัดลวดชดเชย (Individualized Bend) คือวิธีการแก้ไขที่รวดเร็วและแม่นยำที่สุด โดยไม่ต้องมานั่ง Reposition แบร็กเก็ตใหม่ทุกครั้งที่เห็นว่าฟันไม่เข้าที่
2. Bracket Placement ต่อให้เราใช้Gauge แม่นแค่ไหน หรือมีระบบช่วยคำนวณตำแหน่งติด แต่ปัจจัยหน้างาน เช่น ฟันซ้อนเกมากจนติดไม่ได้ตำแหน่งที่ต้องการ หรือสายตาของเราที่อาจจะล้าในช่วงเคสท้ายๆ ของวัน อาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดของตำแหน่งแบรกเกตได้
การติดแบร็กเก็ตพลาดไปเพียง 1 มม. อาจส่งผลให้ฟันห่างหรือสบเบี้ยวในช่วง Finishing การดัดลวด Step-up / Step-down เล็กๆ เพียงนิดเดียวในช่วงจบเคส ช่วยประหยัดเวลาการรักษาไปได้หลายเดือน แทนที่จะรอให้ฟันเคลื่อนจากการติดแบร็กเก็ตใหม่
3. Play in the Slot เราทราบกันดีว่า Torque จะไม่ทำงาน 100% ถ้าลวดไม่คับสล็อต โดยเฉพาะในช่วงจบเคสด้วยลวด Finishing
ถ้าเราต้องการ Torque control ที่เนี๊ยบจริงๆ ในเคสที่ฟันหน้าบานหรือฟันงุ้ม การดัดลวดเพื่อเพิ่ม Torque เฉพาะซี่ (Individual Torque) คือ ทำให้เราจบเคสได้ Perfect ตามแผนที่วางไว้
4. Side Effects เวลาเราดึงปิดช่องว่าง มักจะมี Side effect ตามมาเสมอ เช่น Deep bite หรือ Molar Rotation
การดัดลวดอย่าง Anti-curvature หรือการใส่ Toe-in bend ที่ฟันกราม คือการคุมแรง ไม่ให้ผลข้างเคียงมาดึงเวลาการรักษาของเราให้ยืดเยื้อออกไป
สรุป : 🌞
"SWA ช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้น แต่ Wire Bending จะช่วยให้เราจบเคสได้สวยขึ้น"
Straight-wire เป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมที่ช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น 80-90% ของทางเดินทั้งหมด แต่ 10% สุดท้าย ที่จะทำให้งานของเราดูเป็น Professional จริงๆ คือความประณีตจากการดัดลวดค่ะ
สำหรับคุณหมอท่านไหนที่สนใจเทคนิคการดัดลวดแบบจุใจ
ที่ Essential Orthodontics มีคลาสHands-on ดัดลวดถึง 8 ชั่วโมงเต็ม
ฝากติดตามข่าวสาร การรับสมัครรุ่นที่ 11
ได้ที่้เพจ Trans Align Academy นะคะ😍
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เว็บไซต์
ที่อยู่
Phra Khanong
10260