Noei1984
“Winning? Is that what you think it’s about? I’m not trying to win. Because it’s decent! And above all, it’s kind!”
Peter Capaldi, 12th Doctor
11/06/2026
[์Note ไว้ก่อน เป็นโพสที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับ Magnifica Humanitas ของ Pope Leo ที่14]
Dario Amodei (ดาริโอ อโมเดอี) ผู้บริหารของ Anthropic นำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความจำเป็นในการปฏิรูปนโยบายสาธารณะเพื่อรับมือกับการเติบโตแบบก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ใน
เป็นมูฟที่น่าสนใจเมื่อตอนที่ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic อย่าง Chris Olah ก็เข้าเข้าร่วมงานแถลงที่วาติกัน และรายงานว่ามีแผนและความคาดว่า Amodei จะไปพบผู้นำสถาบันอิตาลี แต่ยังไม่มีข่าวยืนยันว่าการพบปะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
แต่ไม่ว่าจะไปโรมหรือไม่ … ในโพสของ Dario ก็มีจุดที่สอดคล้องกับ Magnifica Humanitas หลายจุดอย่างน่าสนใจ
🟢 จุดที่สอดคล้องกัน
1. AI ต้องรับใช้มนุษย์ - ไม่ใช่ตรงกันข้าม
Pope Leo: เทคโนโลยีไม่ใช่ “ศัตรูของมนุษยชาติ” แต่ต้องถูกทำให้รับใช้ common good
Amodei (Machines of Loving Grace, 2024): AI สามารถกำจัดโรค ลดความยากจน ยืดอายุมนุษย์ *หาก* พัฒนาอย่างปลอดภัย
ทั้งสองฝั่งเชื่อว่า AI มีศักยภาพดี แต่ต้องชี้นำให้ถูก
2. บริษัท AI ไม่ควรตัดสินอนาคตของ AI เพียงลำพัง
Pope Leo: เรียกร้องกำกับดูแลระดับรัฐและนานาชาติ ไม่ให้อำนาจรวมศูนย์ที่ “บริษัทไม่กี่แห่ง”
Amodei: “It is somewhat awkward to say this as the CEO of an AI company, but I think the next tier of risk is actually AI companies themselves”
Olah ที่วาติกัน: “Every frontier AI lab (รวมถึง Anthropic) operates inside a set of incentives and constraints that can sometimes conflict with doing the right thing”
ทั้ง Amodei และ Olah ยอมรับตรงๆ ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
ซึ่งสอดรับกับ Pope Leo เป็นอย่างดี
3. ต้องการ oversight จากภายนอก
Pope Leo: ต้องการ third-party oversight การมีส่วนร่วมของประชาสังคม วิชาการ รัฐบาล
Amodei: เสนอ mandatory audit 4 ด้าน
(cybersecurity, bioweapons, loss of control, automated AI research)
Olah ที่วาติกัน: “We need more of the world - religious communities, civil society, scholars, governments - to do what His Holiness has done here”
4. งานของมนุษย์ต้องได้รับการปกป้อง
Pope Leo: งาน (human work) เป็น “fundamental good” - AI ต้องไม่ทำลายมัน
Olah ที่วาติกัน: “There is a real possibility that AI will displace human labor at very large scale. If that happens, supporting those displaced will be a moral imperative of historic proportions”
และฝั่ง Anthropic ก็ไม่ได้หยุดที่คำพูด — พร้อมกับ essay นี้ บริษัทออก policy roadmap 2 ฉบับ (Advanced AI Framework กับ Economic Policy Framework) โดยมีเงินหนุนกรอบรับมือ job displacement ราว $350 ล้าน
🔴 แต่ก็มีจุดที่คิดไม่เหมือนเหมือนกัน
1. AI ทางทหาร - ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดที่ดูจะมองไปคนละทาง
Pope Leo: “disarm AI” ถอดออกจากผลประโยชน์ทางทหารทั้งหมด ต่อต้าน autonomous weapons เพราะ “ลดการควบคุมของมนุษย์ ทำให้เริ่มสงครามง่ายขึ้น”
Amodei: ปฏิเสธ mass domestic surveillance และ fully autonomous weapons
และล่าสุด Anthropic ถึงขั้นห้าม Pentagon ใช้โมเดลของตนในภารกิจทางทหาร จนเกิดแรงเสียดทานกับรัฐบาล Trump
แต่ในระดับโลกทัศน์ Amodei ยังสนับสนุน “democratic entente” ให้ประชาธิปไตยใช้ AI สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
ตรรกะของ Amodei ว่า “ประชาธิปไตยต้องมี AI ที่เหนือกว่าเพื่อยับยั้งอำนาจนิยม” เป็นตรรกะเดียวกับที่สหรัฐฯ ใช้ในยุคสงครามเย็นเรื่องอาวุธนิวเคลียร์
ในขณะที่ศาสนจักรคัดค้านตรรกะนี้มาโดยตลอด
ช่องว่างในทางปฏิบัติอาจแคบลงกว่าที่คิด แต่ช่องว่างในระดับตรรกะยังอยู่ครบ
2. ความขัดแย้งภายในตัวเอง
Amodei พูดว่า AI companies ไม่ควรตัดสินอนาคต
แต่ Anthropic คือหนึ่งใน frontier labs ที่กำลัง build AGI อยู่ตอนนี้
และ essay นี้ออกมาหลังจาก Anthropic ปล่อย Claude Fable 5 เพียงวันเดียว
นักวิจารณ์บางส่วนชี้ไปไกลกว่านั้น — ว่าข้อเสนอ mandatory testing แบบนี้คือ regulatory capture กลายๆ เพราะ frontier labs ที่มี red team มีระบบป้องกัน weights อยู่แล้วอย่าง Anthropic ย่อมรับภาระกฎพวกนี้ได้ง่ายกว่าผู้เล่นรายเล็ก แถมข้อเสนอก็ยังไม่ระบุ compute threshold ชัดว่ากฎจะกัดตรงไหน
Pope Leo ไม่ได้โจมตี Anthropic โดยตรง แต่โครงสร้างที่สมณสารวิจารณ์ (“อำนาจรวมที่บริษัทไม่กี่แห่ง”) นั้น Anthropic ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้
3. การชะลอ vs. การเร่ง
Pope Leo: ต้องการให้ผู้นำโลกชะลอ AI
Amodei: ยอมรับว่า AI เร็วกว่ากระบวนการนโยบาย แต่ไม่เคยเรียกร้องให้หยุดพัฒนา
และยังเดินหน้าปล่อยโมเดลใหม่ต่อเนื่อง
3. กรอบโลกทัศน์ต่างกันพื้นฐาน
Amodei มองในกรอบ empiricist: AI จะแก้ปัญหาวัตถุได้ภายใน 5–10 ปี
Pope Leo วัด progress รวมมิติฝ่ายจิตวิญญาณและชุมชน ไม่ใช่แค่ประสิทธิภาพ
Amodei คิดแบบ นักยุทธศาสตร์
โลกมีผู้เล่นแข่งขันกัน ต้องให้ฝ่ายที่ดีกว่าชนะ
Pope Leo คิดแบบ นักเทววิทยาสังคม
โลกเป็นชุมชนมนุษย์หนึ่งเดียว เทคโนโลยีต้องรับใช้ทุกคน
ไม่ใช่ทำให้บางคนชนะและบางคนแพ้
ทั้งสองกรอบยังไม่มีจุดกึ่งกลางทางความคิด เพราะเริ่มต้นจากภาพโลกที่ต่างกันตั้งแต่พื้นฐาน
Amodei ถามว่า “มนุษย์จะมีชีวิตที่ดีขึ้นไหม?”
Pope Leo ถามว่า “มนุษย์จะยังเป็นมนุษย์อยู่ไหม?”
และทั้งสองคำถามนั้นไม่มีคำตอบเดียวกัน
-----
นอกจากประเด็นเหมือนต่างจากความเห็นของ Pope
ในตัวบทความเองก็มีข้อเสนอและเหตุผลหลายอย่างที่น่าสนใจ
Amodei เสนอแนวทางออกกฎหมาย
1. Mandatory testing ก่อนปล่อยโมเดล
(FAA model องค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา เป็นหน่วยงานรัฐบาลกลางที่ทำหน้าที่กำกับดูแล ควบคุม และบริหารจัดการกิจการการบินพลเรือนทั้งหมดของประเทศ รวมถึงน่านฟ้าสากล เพื่อรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการบิน)
โมเดล AI ต้องผ่าน third-party audit ใน 4 ด้าน คือ
- cybersecurity
- bioweapons
- loss of control
- automated AI R&D
เหตุผล
ความเสี่ยงปรากฏชัดแล้วหลัง Claude Mythos Preview ของ Anthropic เองไม่ใช่แค่ทฤษฎีอีกต่อไป
2. รัฐมีอำนาจ block การปล่อยโมเดล
รัฐต้องจำกัดขอบเขตเฉพาะ 4 ด้านนั้น และต้องมี safeguard
ป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจหรือเอื้อพวกพ้อง
3. แต่ก่อนใช้ Transparency ก็พอ แต่ตอนนี้ต้องมาออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาจาก AI แล้ว
จาก Collingridge dilemma ที่ทุกคนประสบเองตอนนี้เลยก็คือ
ผลกระทบของเทคโนโลยีมักไม่ชัดเจนจนกว่าจะสายเกินไปจะจัดการ
และในปี 2023-2024 แม้ Anthropic เชื่อว่า AI จะใหญ่โตมหาศาล
แต่ยังไม่รู้ว่าความเสี่ยงจะมาในรูปแบบไหนกันแน่
ตอนแรกฝั่ง AI Optimistic อาจจะบอกว่า
“อย่ารีบออกกฎหมาย มันขัดขวางนวัตกรรม”
ซึ่งถ้ามองว่า การออกกฎเร็วเกินไปก่อนรู้รูปร่างของความเสี่ยง
กฎที่ได้จะพลาดเป้า 95% จะไร้ประโยชน์
มันก็เป็นจริงอย่างที่ว่า
แต่ตอนนี้ แม้แต่ Dario Amodei ที่เป็นผู้บริหารของ Anthropic เองก็ออกมาบอกแล้วว่าออกกฎหมายเถอะ ความเสี่ยงชัดพอแล้ว
“However, now the risks are clearly here.
It is time to go beyond transparency to more serious and binding regulation of AI.”
สภาพการออกกฎหมายตอนนี้เลยเป็น
รู้ว่าอันตราย → แต่ยังไม่ออกกฎ → เพราะกลัวกฎพลาดเป้า
→ จนความเสี่ยงชัดพอ → จึงเปลี่ยนจุดยืน (→ แต่ยังจำกัดขอบเขต)
4. ปฏิรูป FDA/EMA ให้เร็วขึ้น - ไม่ใช่เข้มขึ้น
Amodei ใช้ Treebeard เปรียบกระบวนการนโยบายตั้งแต่ต้น Blog
(แหมะ นี่มันยุคทองของติ่งลอร์ดแท้)
โดยเปรียบเทียบระบบที่ความน่ากลัว คือ
Treebeard เหมือนระบบกฎหมาย/ราชการ ที่ช้าอยู่แล้ว
กำลังจะต้องตัดสินใจเรื่อง FDA ที่มี AI ยื่น drug candidates เข้ามาเร็วกว่าเดิมหลายเท่า
เหมือนตอนอุรุคไฮถางป่ารอบไอเซนการ์ดเร็วขึ้น แต่ Treebeard ยังประชุมสภา Ents กับเมอรี่กับปิ๊ปปิ้นไม่จบเลยพ่อคุณ
จนกว่าเมอรี่กับปิ๊ปปิ้นต้องแอบพา Treebeard เดินไปเห็นป่าที่ถูกทำลายด้วยตาตัวเอง เมื่อนั้นอ่ะ ถึงจะบุกไอเซนการ์ดได้ซักที
“Treebeard and his forest are waking up.”
Amodei กำลังบอกว่าปัญหาไม่ใช่ว่าเหล่า AI ประชาสัมพันธ์/ทำการตลาดดีไม่พอ คนเลยต่อต้าน AI
แต่ความกังวลของคนมีเหตุผลจริงๆ
Amodei เชื่อว่าหน้าที่ของเขาในฐานะผู้นำด้าน AI คือ
“การพูดอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับความเสี่ยงเหล่านี้” ต่อไป
และความกังวลของสาธารณชนที่เกิดขึ้นจากความโปร่งใสนี้คือกลไกความรับผิดชอบทางประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น
Edit:
- หา Bullet Points และ Map ความคิดด้วย Claude + Obsidian
- อ่านแบบ Skim คร่าวๆเอง + เรียบเรียงเนื้อหาและเขียนเอง
- ฟังย่อยเนื้อหาด้วย NotrbookLM ทวนความเข้าใจเราหน่อย
- ตรวจสอบความถูกต้องอีกทีด้วย Fable 5 (เพิ่งมาก็ลองใช้เลย)
Dario Amodei — Policy on the AI Exponential Policy on the AI ExponentialJune 2026In one of the side plots to The Lord of the Rings, two of the Hobbits attempt to rouse Treebeard—a wise but ponderous sentient tree—to defend his forest from an army that is cutting it down. The problem is that Treebeard operates at a very different speed tha...
05/06/2026
ในยุคที่ AI สร้างภาพ วาดการ์ตูน หรือเลียนแบบน้ำเสียงพากย์ได้ในไม่กี่วินาที
หลายคนบอกว่าน่าทึ่ง แต่สำหรับคนทำงานสร้างสรรค์มันไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลยละเนอะ
เพราะสไตล์หรือลายเส้นที่ถูกนำไปเทรน AI มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง
มันคือชั่วโมงฝึกฝน ประสบการณ์ และตัวตนของคนๆหนึ่ง
แต่ถูกดึงไปใช้โดยที่เจ้าของไม่รู้ ไม่ยินยอม และไม่ได้อะไรเลย....
ตอนนี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาโดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกามาฝาก
----------------------------------
🇺🇸 สหรัฐฯ มี CREATOR Act — แต่อ่านดีๆ ก่อน มันแคบกว่าที่สื่อรายงาน
ร่างกฎหมายนี้เสนอโดย Rep. Beth Van Duyne เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026
✨ สร้าง "สิทธิใหม่" ที่แยกจากลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าโดยเฉพาะ
ผู้ร่างเรียกว่า
✨ "Style Right"
ในแบบที่ใกล้เคียง
✅ "Right of Publicity"
มากกว่า Copyright
✅ สิ่งที่คุ้มครองคือ "Stylistic Impersonation"
ซึ่งต้องครบสองเงื่อนไขพร้อมกัน คือ
AI ต้องถูก ตั้งใจ ออกแบบหรือสั่งงานให้เลียนแบบศิลปินคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ
ผลลัพธ์ต้องทำให้คนเข้าใจผิดหรือกระทบตลาดของศิลปินคนนั้นด้วย (มาตรา 10(11))
❌ สิ่งที่ ไม่ คุ้มครองก็ชัดเจนไม่แพ้กัน
Anime, Watercolor, Impressionism, Manga หรือแนวศิลปะทั่วไปไม่อยู่ในขอบเขตนี้ (มาตรา 2(b)(2))
เพราะผู้ร่างตั้งใจปิดประตูไม่ให้ใครผูกขาด "แนวทางศิลปะ" ได้
และที่แคบกว่านั้นอีกคือกฎหมายนี้คุ้มครองเฉพาะ งานภาพนิ่ง เท่านั้น
✅ ภาพวาด ภาพถ่าย กราฟิก (มาตรา 10(12))
❌วีดีโอ เสียง หรืองานสร้างสรรค์ประเภทอื่นไม่อยู่ในร่างนี้เลย
ส่วน Midjourney หรือ ChatGPT Image? น่าจะรอด.... แหละ
เพราะกฎหมายแยกชัดระหว่าง
"AI ที่ทำได้"
กับ
"AI ที่ถูกสร้างมาเพื่อทำสิ่งนั้น"
และตัวบทไปไกลถึงขั้นว่า ต้องโฆษณาด้วยว่าทำได้ ขาดข้อใดข้อหนึ่งก็ยังไม่ผิด
พูดง่ายๆ คือ
ถ้าคุณพิมพ์ "in the style of [ชื่อศิลปินA]" ใน Midjourney แล้วภาพออกมาคล้าย [ชื่อศิลปินA] ความผิดตกที่คุณ ไม่ใช่ Midjourney
เพราะ Midjourney ไม่ได้ตั้งใจสร้างระบบมาเพื่อ clone ศิลปินคนนั้น และไม่ได้โฆษณาว่า "เราทำแบบนั้นได้"
แต่ถ้าวันนึงมีบริษัทไหนออก AI มาโดยโฆษณาตรงๆ ว่า "สั่งสไตล์ศิลปินคนไหนก็ได้" — อันนั้นแหละที่ร่างนี้กำลังเล็งอยู่
✨ แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง .... ถ้าดูจากมุมนิติปรัชญา มันน่า "สนใจ" กว่าที่เห็นตอนแรกมากอยู่
ร่างนี้กำลังสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีในระบบกฎหมาย Anglo-American มาก่อน
✨ คือสิทธิที่ผูกกับ "ตัวตนทางศิลปะ" ไม่ใช่ "งานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง"
ซึ่งมันเข้าใกล้ Droit Moral ของฝรั่งเศสมากกว่า Copyright อเมริกันดั้งเดิม
แต่ก็ไม่ใช่ Droit Moral ตรงๆ เพราะยังโอนสิทธิ์ได้และมีอายุจำกัด
จุดที่น่าสนใจคือมันกำลังบอกว่า
✨ สไตล์ = ส่วนหนึ่งของตัวตนศิลปิน = มีสิทธิ์คุ้มครองได้ในตัวเอง
โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่า "งานชิ้นไหน" ถูกก็อปไป
ซึ่งถ้าศาลยอมรับแนวนี้ มันจะเป็นบรรทัดฐานใหม่จริงๆ
ไม่ใช่แค่ในสหรัฐ แต่จะกระทบการตีความทรัพย์สินทางปัญญายุค AI ทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย
🤔 ส่วนที่ยังเข้าข้างนายทุน AI อยู่ก็ชัด....
การที่มาตรา 7(b)
ปิดประตูไม่ให้ใช้
"ภาพออกมาคล้าย = ต้องเอาข้อมูลไปเทรน"
ไปเป็นข้อสรุปได้เลยว่างานศิลปินโดนเอาไปเป็นฐานข้อมูลและถือว่าละเมิดศิลปิน
มันลดภาระพิสูจน์ฝั่ง AI อย่างมีนัยสำคัญต่อ บ. AI
และทำให้คดีเรื่อง Training Data ยากขึ้นมาก
สรุปง่ายๆ คือร่าง CREATOR act นี้ฉลาดพอที่จะไม่ต่อต้าน AI โดยตรง
แต่ก็ *สร้างหลักคิดใหม่* ที่ถ้าขยายต่อในอนาคต
อาจทรงพลังกว่าที่เห็นตอนนี้มากอยู่
----------------------------------
กฎหมาย CREATOR act นี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อขวาง AI
แต่พยายามตอบคำถามว่า
"ถ้า AI ใช้งานของคุณแล้วได้ประโยชน์ คุณควรได้อะไรบ้าง?"
Van Duyne, B. (2026, May 26). Creative Rights Ensuring Artists' Technique and Originality are Reserved Act (CREATOR Act), H.R. ___, 119th Cong., 2d Sess.https://vanduyne.house.gov/_cache/files/f/6/f6e6ce85-a9d8-4514-b26b-af882e092358/8BFB865C0CB241F919D328E676FB9D8789261836D754A696D0086D8C308CDFAC.creator-act.pdf
Edit แบบแปลไทยคร่าวๆ เพื่อการศึกษาเท่านั้นอนากได้คำจริงอ่าน PDF ด้านบน 19 หน้าเอง
https://docs.google.com/document/d/1TfylwR0eqpvWCdGDD9qu5MlwaccHjDohOAdgj-r1e1g/edit?usp=sharing
04/06/2026
เพิ่งว่างไปอับเดทเวป + ข้อมูลจากแบบสอบถามค่า
https://forms.gle/TLkEJBQs3R3jVxy6A
ยังซับมิทมาได้เรื่อยๆนะคะ หรือจะเชคจากหน้าเวปก่อนก็ได้ว่ามีเคสของเราบบันทึกไว้รึยัง
https://sites.google.com/view/aiviolationthailandv0120260509/home
รายการอับเดทวันนี้ ... ขอบคุณ Claude Cowork + Chrome Extention กับความไวในการแก้และอับเดทข้อมูลอย่างไวว่องมาณที่นี้
ที่อับเดทมีอะไรบ้างมาดูกัน
🛎️Thailand AI Rights Observatory
เพิ่มจาก session นี้ ~45 เคส จากแหล่ง
Google Form (TH-31 ถึง TH-35, TH-37) — ผู้เสียหายแจ้งโดยตรง
X/Twitter — TH-03, TH-15, TH-40, TH-43, INT-30 (Billlie/Gobelins) ฯลฯ
Facebook — TH-38 (Amarin/พระ), TH-39 (สสส./ดารา), TH-41, TH-42, INT-22 (จีน micro-drama)
สื่อหลัก — NPR, Fortune, Anime News Network, Japan Times, Al Jazeera, Jiji (คดี Kenjiro Tsuda, Zhou China, Starbucks Korea ฯลฯ)
WebSearch — South Africa AI policy scandal, YouTube AI slop, arXiv ban, Billlie
🌟Global AI Policy Index
เพิ่ม 16 รายการ จากแหล่ง
Vatican.va — Magnifica Humanitas (Pope Leo XIV)
house.gov — CREATOR Act (สหรัฐฯ)
MCM Comic Con — AI Policy (UK)
TechCrunch/Nature — arXiv AI Slop Ban
Fortune/NPR — Hangzhou Court Ruling (จีน)
Jiji/KAI-YOU — 法務省AI声・肖像権検討会 (ญี่ปุ่น)
Facebook พรรคประชาชน — 2 entries (แถลงข่าว + อภิปรายสภา)
ETDA/รัฐสภาไทย — 7 entries จาก PDF folder (TAIG, NSTDA Ethics, AI Sandbox, กมธ. AI ฯลฯ)
**
ข้อมูลที่ปรากฏบน Dashboard เป็นการรวบรวมจากแหล่งข่าวสาธารณะและเหตุการณ์ที่มีผู้แจ้งเข้ามาตามข้อเท็จจริง
ผู้จัดทำมิได้มีเจตนาใส่ร้ายบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะและการศึกษาเท่านั้น
**
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ บุคคลสาธารณะ
เว็บไซต์
ที่อยู่
Rangsit