Bear ITem Shop
จำหน่ายเครื่องฉายท้องฟ้าจำลอง Homestar จากประเทศญี่ปุ่น
19/09/2025
พบดาวหางใหม่
☄️ ผู้มาเยือนดวงใหม่ ดาวหาง C/2025 R2 (SWAN)
ในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล มีผู้มาเยือนจากแดนไกลที่ไม่คาดคิดปรากฏตัวขึ้น นั่นคือ ดาวหาง C/2025 R2 (SWAN) หรือที่รู้จักกันในนาม ที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 68 ที่ผ่านมานี้เอง สิ่งที่น่าทึ่งคือ การค้นพบนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่ดาวหางจะโคจรเข้าสู่จุดที่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด หรือ
ดาวหางดวงนี้ถูกพบครั้งแรกโดยนักดาราศาสตร์สมัครเล่นชื่อ Vladimir Bezugly จากภาพถ่ายที่ได้จากเครื่องมือ SWAN (Solar Wind Anisotropies) ซึ่งติดตั้งอยู่บนยานสำรวจดวงอาทิตย์ SOHO (Solar and Heliospheric Observatory) ที่น่าประหลาดใจคือ แม้จะมีความสว่างมาก แต่ก็ยากที่จะสังเกตเห็นได้ง่าย ๆ เนื่องจากมันอยู่ใกล้กับแสงจ้าของดวงอาทิตย์มาก อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ที่บันทึกไว้เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 68 สามารถเผยให้เห็นโคมา (coma) หรือกลุ่มแก๊สและฝุ่นที่ห่อหุ้มแกนกลางของดาวหาง และหางสีเขียวเรืองรองได้อย่างชัดเจน
ในขณะที่ถูกบันทึกภาพไว้ ดาวหางดวงนี้อยู่ห่างจากโลกเพียง 6.5 นาทีแสงเท่านั้น และกำลังเคลื่อนที่ผ่านท้องฟ้าใกล้กับดาวสไปกา (Spica) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวหญิงสาว (Virgo) ผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ในซีกโลกใต้จะสามารถมองเห็นมันได้ง่ายกว่า โดยใช้กล้องส่องทางไกลในช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตกดิน และในวันที่ 2 ต.ค. 68 นี้ ดาวหางจะเคลื่อนที่ไปใกล้กับดาวซูเบเนลเกนูบี (Zubenelgenubi) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ในกลุ่มดาวคันชั่ง (Libra) ก่อนจะเข้าสู่จุดที่ใกล้โลกที่สุดในวันที่ 20 ต.ค. 68 นี้
การมาเยือนของดาวหาง C/2025 R2 (SWAN) ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักดาราศาสตร์และผู้ที่ชื่นชอบการเฝ้ามองท้องฟ้า ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของวัตถุอันน่าพิศวงนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ย้ำเตือนเราว่ายังมีสิ่งน่าค้นหาอีกมากมายในระบบสุริยะของเรา
------------
เครดิตภาพ: Team Ciel Austral
- Comet C/2025 R2 (SWAN)
👨🚀 กดไลก์ แชร์ คอมเมนต์ และติดตามเพจ เพื่อเป็นการสนับสนุนและให้กำลังใจครับ 🙏
#ข่าวอวกาศ #ข่าวดาราศาสตร์ #ดาราศาสตร์ #อวกาศ #ดาวหาง
08/12/2022
"Blue Marble" ภาพโลกถ่ายโดยลูกเรือ Apollo 17 วันที่ 7 ธันวาคม 2515 ระหว่างภารกิจเดินทางสู่ดวงจันทร์
This is us 🌍
On Dec. 7, 1972, the crew of Apollo 17 took this photo of Earth as they journeyed to the Moon. Known today as the "Blue Marble," this picture has since become one of the most iconic images of our home world.
Full-size download: https://images.nasa.gov/details-as17-148-22727
Follow along with the Apollo 17 mission in real time: https://apolloinrealtime.org/17/
22/10/2022
"Pillars of Creation" หรือ "เสาแห่งการก่อกำเนิด" อยู่ห่างจากโลก 6,500 ปีแสง
ภาพจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb
งดงามตระการตา “Pillars of Creation” จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์
นี่คือภาพบริเวณเล็ก ๆ ภายในเนบิวลานกอินทรีที่มีขนาดใหญ่กว่า 50 ปีแสง กลุ่มฝุ่นและแก๊สสีเหลืองสดใสที่เห็นในภาพเป็น “วัตถุดิบหลัก” ที่จะก่อตัวไปเป็นดาวฤกษ์ยุคใหม่ที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังกลุ่มแก๊สอันหนาทึบเหล่านี้ ราวกับเป็นเสาหลักแห่งห้วงอวกาศที่คอยให้กำเนิดดาวฤกษ์ดวงใหม่ เป็นที่มาของชื่อ “Pillars of Creation” ซึ่งมีความหมายว่า “เสาแห่งการก่อกำเนิด”
เสาแห่งการก่อกำเนิด หรือ Pillars of Creation อยู่ห่างออกไปจากโลก 6,500 ปีแสง เป็นเนบิวลาขนาดเล็กเพียง 4-5 ปีแสงที่อยู่ภายในเนบิวลานกอินทรี (Eagle Nebula, M16) หากใครคุ้นเคยกับวงการภาพถ่ายดาราศาสตร์ก็น่าจะคุ้นหูชื่อเนบิวลาเหล่านี้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นเนบิวลาที่มีความสวยงามและสามารถบันทึกภาพได้ไม่ยากนัก โดยภาพที่ทำให้ Pillars of Creation เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือผลงานจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลที่เผยแพร่เมื่อปี ค.ศ. 1995 หรือกว่า 27 ปีที่แล้ว เผยให้เห็นกลุ่มฝุ่นและแก๊สอันหนาทึบ และเป็นภาพที่มีโทนสีแตกต่างไปจากภาพล่าสุดนี้อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากฮับเบิลถ่ายภาพในช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็น และใช้ฟิลเตอร์กรองแสงในช่วงคลื่นเฉพาะ จึงประมวลผลภาพออกมาเป็นสีสันที่แตกต่างไปจากเจมส์ เว็บบ์
ภาพล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นรายละเอียดและสีสันที่ต่างออกไป แต่ยังแสดงให้เห็นดาวฤกษ์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในฝุ่นอันหนาทึบเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนมาก ซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักของช่วงคลื่นอินฟราเรดที่สามารถทะลุฝุ่นหนาทึบเหล่านี้ได้ดี ยิ่งรวมเข้ากับขนาดหน้ากล้องที่ใหญ่และอุปกรณ์ถ่ายภาพอย่างกล้อง NIRCam จึงทำให้ได้ภาพเนบิวลาอันโด่งดังแห่งนี้อย่างคมชัดแบบที่ไม่เคยมีกล้องใดทำได้มาก่อน ช่วยให้นักดาราศาสตร์ระบุจำนวนดาวฤกษ์เกิดใหม่ในเนบิวลาแห่งนี้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น นำไปสู่การสร้างแบบจำลองการก่อกำเนิดดาว และการทำความเข้าใจกระบวนการก่อกำเนิดดาวฤกษ์ภายในเนบิวลานั่นเอง
นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบแนวฝุ่นและแก๊สระหว่างภาพจากฮับเบิลกับภาพจากเจมส์ เว็บบ์ จะพบว่าส่วนที่หนาทึบของฮับเบิลนั้น เป็นส่วนที่สว่างสีเหลืองสดใสของเจมส์ เว็บบ์ เนื่องจากกลุ่มฝุ่นและแก๊สเหล่านี้มีอุณหภูมิต่ำ จึงไม่แผ่รังสีในช่วงคลื่นที่ตามองเห็น ฮับเบิลจึงมองเห็นกลุ่มฝุ่นนี้เป็นสีดำเข้ม ขณะที่เจมส์ เว็บบ์สามารถมองเห็นรายละเอียดของแก๊สเหล่านี้ได้ชัดเจน เนื่องจากแก๊สอุณหภูมิต่ำเช่นนี้จะแผ่รังสีอินฟราเรดออกมา ทำให้เจมส์ เว็บบ์สามารถบันทึกรายละเอียดของกลุ่มแก๊สนี้ได้ ขณะที่แสงจากดาวฤกษ์พื้นหลังก็ยังสามารถทะลุฝุ่นเหล่านี้ออกมาได้อีกด้วย
เรียบเรียง: ธนกร อังค์วัฒนะ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.
อ้างอิง :
[1] https://www.nasa.gov/feature/goddard/2022/nasa-s-webb-takes-star-filled-portrait-of-pillars-of-creation
[2] https://hubblesite.org/contents/media/images/1995/44/351-Image.html
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
เว็บไซต์
ที่อยู่
Si Racha
20110